Home Page GuideUbon
    You Tube    Facebook    Twitter    On Mobile
10 อันดับของสังฆทาน ที่พระจะได้ประโยชน์มากที่สุด

               ใครที่ไม่เคยทำบุญ ทำทาน ก็อย่าลืม...วันเข้าพรรษาแล้ว มีโอกาสแล้ว และโอกาสมีทุกๆวัน แล้วอย่าลืมทำบุญกุศลให้พ่อแม่ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้ยากไร้ และคนรอบข้าง แค่คิดดี ทำดีก็ได้บุญนะ... ขอให้กุศลผลบุญญนำพากลับมาให้ตัวท่านได้ดี สุขภาพแข็งแรง มีความสุขค่ะ....สาธุ

               10 อันดับของสังฆทาน ที่พระจะได้ประโยชน์มากที่สุด (สกู๊ปรายการจุดเปลี่ยน) รายการ 'จุดเปลี่ยน' เมื่อวันเสาร์ที่ 14 และ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา (ช่อง 9 เวลา 13.00 น.) ออกอากาศเรื่อง '10 อันดับของสังฆทาน ที่ทำแล้วพระท่านจะได้ประโยชน์มากที่สุด' อันเนื่องมาจากมีการสำรวจของในถังสังฆทานสำเร็จรูป (ถังเหลือง) ที่เห็นวางขายกันอยู่ทั่วไป พบว่า กว่า 50 % เป็นของที่ไม่มีคุณภาพ ใช้งานจริงไม่ได้ เช่น

               ผ้าจีวรสั้นและบางจนแทบจะเป็นผ้าซีทรู ใบชาเหม็นผงซักฟอกที่วางมาข้างๆ (กลายเป็นใบชารสโอโม่) กระดาษชำระหยาบและมีกลิ่นเหม็น แปรงสีฟันแข็งจนพระค่อนประเทศเป็นโรคเหงือกอักเสบ, สบู่ แชมพู ที่ถวายมีกลิ่นหอมแรง และผสมมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ ทำให้พระผิดศีลต้! องปลงอาบ ัติกันทุกวัน (มีศีลข้อหนึ่งห้ามการประทินผิวและใช้เครื่องหอม ไม่แน่ใจว่าศีลข้อที่ 6,7 หรือ 8 นี่แหละค่ะ) เครื่องชงดื่มมักหมดอายุ ถ่านไฟฉายหมดอายุ แบตเยิ้ม ฯลฯ หรือแม้แต่ตัวภาชนะที่ใส่ คือถัง ก็ยังทำจากพลาสติกคุณภาพต่ำ ใส่อะไรได้แป๊บเดียวก็ฉีก แตก พัง เป็นต้นค่ะ

               รายการจุดเปลี่ยน จึงได้ไปสอบถามพระสงฆ์จำนวนหนึ่ง แล้วจัดอันดับสิ่งของสังฆทาน ตามความจำเป็นในการใช้งาน รวม 10 อันดับ ซึ่งเรียงจากจำเป็นมากสุดไปน้อยที่สุดได้ ดังนี้

               1. เครื่องเขียน สมุด ปากกา ดินสอ เนื่องจากพระสมัยนี้ต้องเรียนพระปริยัติธรรม และจดกำหนดนัดหมายต่างๆ ช่วยจำ บางรูปท่านเป็นเหรัญญิกดูแลค่าใช้จ่าย ยิ่งต้องใช้มาก แต่ไม่ค่อยมีใครถวายเครื่องเขียนเหล่านี้ พระท่านจึงต้องไปเดินหาซื้อเองเสมอ หากเราถวายไป พระท่านจะได้ใช้อย่างแน่นอนค่ะ อันดับ 1 จึงตกเป็นของ 'เครื่องเขียน' ไปอย่างพลิกความคาดหมาย (หรือว่าคุณทายถูกล่ะ ? เอ้อ) 

               2. ใบมีดโกนตราขนนก (Feather) หรือยี่ห้อยินเลส เนื่องจากพระต้องโกนผมทุกวันโกน แต่ใบมีดยี่ห้ออื่น พระใช้โกนผมแล้วเลือดสาด !!! (>_<) ท่านจึงใช้ได้แค่ 2 ยี่ห้อนี้เท่านั้น อนึ่ง ใบมีดตราขนนกจะคมกว่ายินเลส ใช้ในการโกนครั้งแรก ส่วนยินเลสจะใช้เก็บความเรียบร้อยอีกครั้ง หากท่านใดถวายใบมีด ก็ได้ชื่อว่า ช่วยไม่ให้พระต้องเสียเลือดเนื้อทุกวันโกน ข้าพเจ้าเห็นว่าได้บุญดีกว่าให้ยาอีกนะท่าน (-_- )'''

               3. ผ้าไตรจีวร ที่มีความยาวพอที่จะนุ่งห่มได้ มีความหนาพอเหมาะสม เพราะผ้าที่ติดมากับถังเหลือง มันทั้งสั้น ทั้งเต่อ ทั้งบาง ทำให้พระท่านลำบากใจเวลาสวมใส่ ขาดความมั่นใจ และเสียภาพลักษณ์ที่ดีของสงฆ์ ผู้ใดถวายผ้าไตรจีวร จึงได้อานิสงส์มากนัก นี่ก็ใกล้จะถึงเทศกาลเข้าพรรษาแล้ว เตรียมผ้าอาบน้ำฝนไปถวายพระกัน! เถอะนะคะ

               4. หนังสือธรรมะ สารคดี นิตยสาร หรือที่ให้ความรู้ด้านอื่นๆ เนื่องจากพระสงฆ์ มีหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา จึงจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ที่แตกฉาน ทั้งทางธรรม และรู้ทันข่าวสารบ้านเมือง เพื่อจะได้สาธก ยกตัวอย่างให้ชาวบ้านเข้าใจได้แจ่มแจ้ง การถวายหนังสือเหล่านี้ จึงถือเป็นต้นทุนแห่งธรรมทาน ให้พระท่านได้นำไปต่อยอด กระจายสู่ผู้คนได้อีกมาก ทั้งยังถือเป็นการลงทุนที่ไม่มีความเสี่ยง แถมได้ผลตอบแทนสูง น่าลงทุนเป็นอย่างยิ่ง (ใครติดหุ้นอยู่น่าจะลองไปถวายหนังสือธรรมะแก้เคล็ดนะ ก๊ากกกก)

               5. รองเท้า (ยกเว้นพระนิกายธรรมยุตต์นะจ๊ะ สังเกตให้ดีล่ะว่าวัดที่เราไป พระท่านใส่รองเท้ากันหรือเปล่า) พระท่านต้องเดินบิณฑบาตร, ธุดงค์, ไปเรียนหนังสือ, ไปกิจนิมนต์ตามที่ต่างๆ,  บางรูปต้องทำงานที่ใช้แรงงานในวัด เช่น ก่อสร้าง ทำสวน สิ่งที่ต้องรับภาระหนักก็คือ 'รองเท้า' ที่มักจะขาด เสียหาย อยู่บ่อยๆ นั่นเอง รองเท้าจึงถือเป็นอีก item หนึ่งที่มีความสำคัญอย่างสูง

               6. ยาหลักๆ ที่จำเป็น ยาสามัญประจำบ้าน ยาแก้ปวดหัว ปวดท้อง ยาแก้ไอ แก้ไข้ ลดกรดในกระเพาะอาหาร ยาใส่แผลสด แผลเปื่อย แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลพุพอง เป็นหนอง ผิวหนังอักเสบ เป็นหนอง ใช้ ...... (เรารู้นะว่าคุณเติมคำในช่องว่างได้ อิอิอิอิ ต้องไปดู โฆษณา สสส.)

               7. ผ้าขนหนูสีสุภาพ ไม่ต้องสีเหลืองก็ได้  เพราะผ้าขนหนูที่ติดมากับถังเหลืองมักหยาบ เล็ก และคุณภาพต่ำ จนเอามาใช้ไม่ได้ในชีวิตจริง

               8. ชุดคอมพิวเตอร์ อู้วววว ไฮโซไปนิดนึง แต่ถ้าใครรวบรวมเงินได้เป็นกอบเป็นกำอย่างกฐิน ผ้าป่า ก็น่าพิจารณาถวายคอมพิวเตอร์แด่วัดที่ขาดแคลน .. ถ้าเป็นวัดที่อินเตอร์เน็ตเข้าไม่ถึงจะดีมากๆ ค่ะ (แอบห่วง กลัวเป็นต้นเหตุของข่าวพระนักแชท)

               9. น้ำยาเช็ดพื้น เหอ... งงไปเลย พระท่านจะเอาน้ำยาเช็ดพื้นไปทำอะไร ?? เฉลย ก็เอาไปผสมน้ำ ถูกุฏิ ศาลา อุโบสถ ไงจ๊ะ เพราะนอกจากจะช่วยผ่อนแรงในการทำความสะอาด สลายคราบแล้ว บางยี่ห้อยังช่วยฆ่าเชื้อโรคที่อยู่ในมูลนกพิราบ ฉี่หมา ฉี่แมว ฉี่หนู เห็บ หมัด ของหมาวัดได้อีกด้วย (เอ...แล้วถ้าพระ 'ฆ่า' เชื้อโรคนี่จะผิดศีลข้อปาณาฯ มั้ยคะคุณ ??) 

               10. แชมพู อ๊ากกกกก !!! พระท่านไม่มีผมแล้วจะเอาแชมพูไปทำไมเนี่ย แถมยังฮอตฮิตติดท็อปเท็นของที่มีประโยชน์อีกด้วย แซงหน้าไมโล โอวัลติน ชาเขียว ขิงผง สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ทิชชู่ ฯลฯ ที่เห็นสลอนอยู่ในถังเหลืองซะด้วยซี คืองี้ เมื่อพระท่านไม่มีผมมาปกป้องหนังศีรษะเนี่ย ทั้งความร้อน ฝุ่นละออง เชื้อโรคต่างๆ ก็จะเข้าถึงหนังศีรษะของท่านได้โดยตรง แถมการรักษาสมดุลความชุ่มชื้นของหนังศีรษะก็จะเสียไป เพราะไม่มีผมปกคลุม ทำให้หนังศีรษะของพระ มักจะแห้ง และเกิดโรคผิวหนังอยู่เสมอ เช่น ชันตุ เป็นต้น สิ่งที่จะช่วยบรรเทาได้ก็คือ แชมพูยา ที่มีส่วนผสมปกป้องหนังศีรษะ รักษาสมดุล สังเกตง่ายๆ ที่ฉลากจะมีคำว่า 'Scalp' เป็นสำคัญ ยี่ห้อที่เป็นแบบนี้ก็มักจะเป็นพวก แชมพูขจัดรังแค อย่างคลินิค, แพนทีน, Head & Shoulder, ไนโซรัล เป็นต้น แต่น่าเศร้าใจ ที่ไม่มีใครถวายแชมพู พระท่านจึงจำต้องใช้สบู่แก้ขัด ! ซึ่งทำให้ยิ่งคันหัว ศีรษะแห้งไปกันใหญ่ ดังนั้นจึงขอท่านโปรดจำไว้ ว่าเราควรซื้อแชมพูไปถวายพระ แต่ก็เลือกสูตรกันนิดนึงนะคะ ให้เป็นสูตรดูแลหนังศีรษะ เพราะถ้าเกิดเราเลือกสูตร 'เพื่อผมนิ่มสลวยดำเงางาม' ไปถวายท่าน... ท่านอาจเข้าใจผิด คิดว่าเราแซวได้ค่ะ

               การทำสังฆทาน นอกจากจะถวายเป็นสิ่งของแล้ว อีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ การบริจาคเงินให้กับโรงพยาบาลสงฆ์ เพื่อช่วยเหลือพระภิกษุที่อาพาธค่ะ

               น้ำได้รายชื่อของ 10 อันดับ นี้ มาจากเว็บพันทิป คุณ peterdog ก็ขอขอบคุณข้อมูลไว้ ณ ที่นี้นะคะ (http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y6726252/Y6726252.html) หวังว่าข้อมูลนี้คงจะเป็นประโยชน์ ทั้งกับท่านพุทธศาสนิกชนที่มีจิตกุศลต้องการทำสังฆทาน และกับพระภิกษุสามเณร ผู้รับสังฆทาน ที่เป็นเนื้อนาบุญของโลก และเป็นผู้ที่จะสืบทอดพระพุทธศาสนาของเราต่อไปค่ะ ถ้ามีโอกาส ขอความกรุณาส่งต่อ Forward ให้กับเพื่อนสนิท มิตรสหาย เพื่อช่วยกันลดพาณิชย์อุบาทว์ สังฆทานถังเหลืองด้อยคุณภาพ และเพื่อลดความสูญเสีย ที่คนไทยเสียไปให้กับสังฆทานสำเร็จรูป ซึ่งคิดเป็นเงินหลายสิบล้านบาทต่อปีค่ะ (ทางรายการบอกว่า ของในถังพระท่านต้องทิ้งไปเสียเกือบครึ่ง ลองคิดดูค่ะว่าเป็นเงินเท่าไหร่) สุดท้ายนี้ ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่มีจิตเป็นกุศลนะคะ บุญรักษาค่ะ



ความคิดเห็นที่ 1

ตกลงจะให้เป็นพระตัดกิเลสหรือเป็นคนในคราบพระกันแน่
กลัวแต่พระจะลำบากหรือกลัวลูกหลานที่ไปบวชลำบากกันแน่
พระแท้ๆๆในอดีตที่มุ่งเน้นปฏิบัติเพื่อหลุดพ้นไม่เห็นจะต้องการของพวกที่กล่าวอ้างมาเลย..ไม่เชื่อไปดูอัฐบริขารของหลวงปู่ชาที่พิพิธพัณฑ์วัดหนองป่าพงได้...ตกลงพุทธศาสนิกชนทำให้พระเสียวัตรหรือพระเรียกร้องให้พุทธศาสนิกชนหลงผิดกันแน่....
คำสอนและวิธีปฏิบัติผิดเพี้ยนจากอดีตไปหมดเพราะความมักง่ายของเรา
ที่เห็นมีประโยชน์มีแค่ใบมีดโกนอย่างเดียว!!!!!!!


โดย : อดีตพระป่า เมื่อ วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม 2551 เวลา 18:57:13 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 2

1.พระที่แท้จริงต้องสละสมบัติทางโลกหนึ่งในนั้นคือเงิน พระจับเงินเป็นเหรัญญิกแล้วท่านจะตัดกิเลสได้อย่างไรเงินเป็นของทางโลกต้องให้พวกโยมจัดการ โยมคนไหนไม่กล้วนรกอยากเบียดบังเงินวัดไป พระก็ต้องตักตอนสั่งสอนแต่สุดท้ายก็แล้วแต่เวรกรรมของโยม ถ้าพระไปจับเงินก็ลงนรกไปพร้อมกับโยม ฉะนั้นหน้าที่พระคือปฏิบัติธรรมเพื่อพ้นทุกข์ไม่ใช่เป็นเหรัญญิก เครื่องเขียนจึงไม่จำเป็นอย่างมากสำหรับพระ แต่พระรับได้แล้วสละให้มัคฑายกจัดการต่อ

โดย : อดีตพระป่า เมื่อ วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม 2551 เวลา 19:02:43 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 3

2.ใบมีดโกนจำเป็นไม่เถียงแต่ห้ามใช้ของมียี่ห้อให้ใช้ของถูกที่สุดโกนยากที่สุดเพื่อเป็รการฝึกสติให้ระลึกถึงความตายอยู่เสมอ เป็นพระแล้วกลัวเจ็บกลัวตายเพราะมีดโกนบาดอย่ามาบวชให้ตกนรกฟรี

โดย : อดีตพระป่า เมื่อ วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม 2551 เวลา 19:05:18 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 4

3.ผ้าไตรจีวรต้องเน้นสีให้ถูกนิกายเป็นหลักสีไหนพระป่าสีไหนพระบ้านไม่ใช่มีหลากโทนสี ทั้งเข้มทั้งอ่อน พระนะไม่ใช่นายแบบ
แล้วที่สำคัญผ้าไตรจีวรของพระบวชใหม่จะได้รับจากการสละของพระที่บวชแล้วหรือผ้าห่อศพแล้วเอามาย้อมสีเพื่อเป็นการฝึกให้ไม่ยึดติดกับวัตถุทางโลกไม่ให้ยินดีกับความสวยงามจนตัดกิเลสไม่ขาด ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่านี่คือตัวกูของกู และเป็นการฝึกฝีมือและความอดทนในการเย็บผ้าซ่อมผ้าย้อมผ้าสำหรับการธุดงค์เข้าป่าเพราะในป่าไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกใดๆทั้งสิ้น


โดย : อดีตพระป่า เมื่อ วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม 2551 เวลา 19:12:07 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 5

4.ความรู้ทางโลกรู้การท่องจำเป็นความรู้สำหรับพุทธศาสนิกชนหาใช่ความรู้ของพระสงฆ์ไม่ ความรู้ที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญคือความรู้แจ้งจากการปฏิบัติ โดยรักษาศีล ฝึกสมาธิ เพื่อก่อเกิดปัญญา เป็นความรู้แจ้งที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมโดยตรง ไม่ใช่ความรู้ที่มาจากการจำ พระพุทธเจ้าสอนแต่เรื่องนิพพาน หลุดพ้น ซึ่งเกิดจากการปฏิบัติ ไม่เคยสอนการเรียนหนังสือ สอบเอาเปรียญ ซึ่งมีแต่จะกลายเป็นพระอวดรู้ ถือตน ถือยศ ติดญศ ติดลาภ
ซึ่งนั่นคือทางด่วนสู่นรก ความรู้นี่สำคัญมาก ยิ่งเป็นการรู้และเข้าใจแบบผิดๆยิ่งต้องระวังให้มาก


โดย : อดีตพระป่า เมื่อ วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม 2551 เวลา 19:17:59 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 6

5.เคยเห็นรูปพระพุทธเจ้าใส่รองเท้าไม๊
แล้วพระที่เป็นสาวกทำไมกล้าใส่
ทำไมกล้าสบายเท้ามากกว่าพระพุทธเจ้า
เท้าคือส่วนที่รองรับร่างกายทั้งหมดซึ่งนั่นคือคือความทุกข์
รองเท้าเป็นส่วนบรรเทาความทุกข์กายให้หาย
แต่พระนั้นมุ่งเน้นฆ่ากิเลส ความเจ็บปวดทรมานจากการไม่ใส่รองเท้าจึงเป็นการเตือนสติให้เราไม่ยึดมั่นถือมั่นในร่างกายที่เป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์
ถ้ามัวแต่ห่วงเจ็บ ห่วงลำบลากอย่าบวชให้ตกนรกเร็วกว่าคนทำบาป


โดย : อดีตพระป่า เมื่อ วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม 2551 เวลา 19:22:38 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 7

6.เกิด แก่ เจ็บ ตาย คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงเบื่อหน่ายและตัดมันให้ขาด
การป่วยไข้สำหรับชาวโลกต้องกินยาให้หาย
การป่วยไข้ของพระถือว่าเป็นรางวัลก้อนใหญ่สำหรับการฏิบัติ
เพราะการป่วยไข้นี่คือทุกข์ทรมานของแท้นี่คือช่วงเวลาของการชี้วัดเลยว่าพระองค์นั้นจะเป็นพระหรือไปนรก เพราะศีล สมาธิ ปัญญาและการปฏิบัติธรรมคือยารักษาโรคที่ดีที่สุดในทั้ง3โลก รักษาได้แม้กระทั่งโรคกรรมที่แม้แต่ยาทางวิทยาศาสตร์ก็รักษาไม่ได้ ฉะนั้นพระที่ห่วงตายแล้วพึ่งแต่ยาทางโลกจึงไม่สมควรเป็นพระอย่างยิ่ง


โดย : อดีตพระป่า เมื่อ วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม 2551 เวลา 19:29:01 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 8

7.พระพุทธเจ้าไม่เคยบัญญัติผ้าขนหนู
ผ้าขนหนูก็คือคุณหนูดีๆๆนี่เอง
คุณหนูที่เต็มไปด้วยกิเลสตัณหา หาใช่พระที่แท้จริงไม่
ยิ่งมีสมบัติติดตัวพระมากหรือมีความสะดวกสบายแก่พระมากเท่าใด
พระก็ยิ่งตกนรกเร็วขึ้นเท่านั้น เพราะนั่นก็ยิ่งทำให้หลงโลกมากขึ้นเท่านั้น
บวชเพื่อตัดกิเลสไม่ใช่บวชเพื่อเพิ่มกิเลส


โดย : อดีตพระป่า เมื่อ วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม 2551 เวลา 19:33:15 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 9

8.คอมพิวเตอร์คือสายด่วนที่ต่อตรงถึงนรกโลกัณฑ์ของแท้
สำหรับพระแล้วคอมพิวเตอร์คือยาพิษที่ร้ายกาจ
พระรูปใดใช้คอมพิวเตอร์เป็นพระรูปนั้นก็เหมือนคนติดยาเสพติดแล้ว
ยากที่กลับตัวจากกิเลสได้...หมดทางรักษาไปนรกแน่นอน


โดย : อดีตพระป่า เมื่อ วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม 2551 เวลา 19:37:48 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 10

9.น้ำยาเช็ดพื้นที่มีกลิ่นหอมพระก็ศีลที่ห้ามอยู่แล้ว
ยิ่งมีสูตรฆ่าเชื้อโรคก็ยิ่งผิดศีลโดยตรง
แค่กวาดก็พอแต่ต้องกวาดทุกวัน
ถ้าจะถูก็ถูน้ำเปล่าพอ ถูทุกวันทำไมคราบจะไม่ออก
คนโบราณยังฝนทั่งให้เป็นเข็มได้ กะอีแค่ออกแรงถูพื้นให้สะอาดทำไม่ได้ก้ไม่ต้องมาบวชดีกว่า


โดย : อดีตพระป่า เมื่อ วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม 2551 เวลา 19:43:14 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 11

10.ยาสระผมที่เป็นสารเคมีทุกชนิดจะมีกลินหอมหรือเป็นยาก็ห้ามใช้เลย
พระไม่ห่วงสวยห่วงงามห่วงเชื้อราบนหัวหรอกเพราะนั่นคือความรู้สึกของกิเลสแต่พระมาเพื่อตัดกิเลส และที่สำคัญผิดศีลเต็มๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ถ้าใช้ก็ใช้สบู่ยาซันไลต์หรืออาเซปโซ่ก้อนเดียวทั้งสระ ถูตัว ซัก ล้าง
เชื่อไม๊พระที่รักษาศีลยิ่งกว่าชีวิต ท่านมีร่างกายที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าความหอมใดๆในโลก ยิ่งกว่าความสะอาดใดๆในโลก เพราะท่านไม่เคยยึดติดกับร่างกายตัวท่านว่ามันจะสกปรกหรือมันจะสะอาด มันจะแข็งแรงหรือมันจะเจ็บป่วย มันจะอยู่หรือมันจะตาย เพราะท่านรู้เพียงอย่างเดียวว่าร่างกายคือสิ่งสกปรกและไม่มีสิ่งใดจะชำระร่างที่สกปรกนี้ได้นอกจาก ศีล สมาธิและปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติ


โดย : อดีตพระป่า เมื่อ วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม 2551 เวลา 19:51:28 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 12

รู้ถูก็ทำถูก รู้ผิดก็ทำผิด
ความรู้แจ้งเห็นจริงจากปัญญาจึงสำคัญมาก
ใช้สติให้มาก


โดย : อดีตพระป่า เมื่อ วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม 2551 เวลา 19:59:00 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 13

สรุปแล้ว คุณไม่เอาสักข้อ

แต่ พระท่านก็คือมนุษย์นะคะ

และปัจจุบ้นท่านก็เผยแพร่ธรรมะที่วัด ที่ซึ่งคนอย่างเราๆ สามารถเดินทางไปหาความรู้ได้ง่าย โดยไม่ต้องตามไปหาในป่าในเขา

สิ่งที่เขาบอกมามันคือสิ่งจำเป็น สิ่งที่รักษาผู้เผยแพร่ธรรมะควรได้รับ
อย่าคิดเลยว่าจะทำให้พระนิสัยเสีย

ป.ล. ไม่ทราบว่าคุณขวางโลกเกินไปหรือปล่าว แล้วทำไมคุณถึงเป็น "อดีตพระป่า" ไปซะล่ะคะ






โดย : บัว   email : tide@truehisp.com เมื่อ วันเสาร์ ที่ 8 พฤศจิกายน 2551 เวลา 23:02:38 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 14

สรุปนี่เฮียแกไม่เชื่อเรื่อง สังฆทานเลยมั้งเนี่ย
พระสมัยนี้กับเมื่อสองพันปีที่แล้วมันไม่เหมือนกันนะ

พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่อง ทางสายกลาง จำไม่ได้หรอ
ทำอะไรให้มันผ่อนผันบ้างก็ได้ แต่ไม่ถึงกับหย่อนหรือตึงมากไปไง


โดย : จูน เมื่อ วันพฤหัส ที่ 4 ธันวาคม 2551 เวลา 14:44:41 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 15

เห็นด้วยกะอดีตพระป่านะ

คิดเหมือนกันคะ คอมพิวเตอร์นี่อันตรายสุดๆนะ

เคยไปเดินพันธ์ทิพย์เห็นพระไปเดินเยอะ

เคยเห็นพระไปดูซีดีโป๊ด้วย

พอเด๋วนี้ถ้าเห็นพระเดินดูคอมพิวเตอร์ทีไร รู้สึกไม่ดีทุกที


โดย : อีฟ เมื่อ วันเสาร์ ที่ 6 ธันวาคม 2551 เวลา 09:49:50 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 16

พระไม่ใช่คนหรือ ให้ด้วยใจ ก็ได้สิ่งที่ดีตอบแทน ให้ของไม่ดี พระท่านก็ไม่ใช้ของเรา ใช้ของคนอื่นที่ให้ด้วยใจมากกว่า ของไม่ดี ไว้นานๆ ก็ถูกทิ้ง ไม่เกิดประโยชน์
ถ้าพระท่านป่วยเพราะสิ่งที่เราไปถวาย ก็ไม่ดี เช่นมีดโกน ป่วยก็ต้องไปหาหมอมารักษา ก็ไม่สดวก การเดินทาง ค่าใช้จ่าย หลายอย่าง จะให้อะไรคนอื่น ให้ดีๆ ใจจะสูงขึ้น ถ้าให้ของไม่ดี อย่าให้เลย ติดเป็นนิสัยไม่ดีแก่ตัวเองด้วย บาปบุญมีจริงนะครับ


โดย : ไซอาน   email : siam@thai.com เมื่อ วันเสาร์ ที่ 27 ธันวาคม 2551 เวลา 13:25:14 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 17

ขอให้คนถวายมีเจตนาที่เหมาะสม และไม่ ถวายในสิ่งที่จะทำให้พระผิดจากสิกขาบท ก็ให้ได้ครับ พระพุทธเจ้าทั้งไม่ได้บัญญัติวินัยไว้ล่วงหน้าแต่ท่านจะรอให้เกิดปัญหาก่อนจึงบัญญัติ เรื่องนี้มีอธิบายในไตรปิฎกว่าทำไมท่านจึงไม่บัญญัติไว้ก่อนครับ ท่านยังยกให้สงฆ์เป็นใหญ่ เมื่อมีเหตุที่ไม่เคยมีวินัยกำหนดไว้ อย่างรองเท้า ท่านไม่ได้ห้าม ไว้ก่อน คงต้องดูว่าการสวมไว้เพื่ออะไร ถ้าบริเวณนั้นทางเดินไม่เรียบมีเศษของมีคม พุทธบริษัทจะถวายก็มีใจเมตตา กรุณา มิอยากให้ท่านต้องเกิดทุกข์กายโดยไม่จำเป็น จึงถวายเพราะถ้าคิดว่าการที่ท่านต้องเดินให้ทรมานบาดเจ็บเป็นการฝึกคงไม่เรียก ทางสายกลาง แต่เป็น ลัทธิทรมานกายอย่างหนึ่งซึ่งพระพุทธเจ้าได้เคยฝึกถึง 6 ปี ก่อนจะพบว่าไม่ได้ทำให้เกิดปัญญาใดๆ จริง ส่วนของอื่นเช่นสบู่ ในสมัยพุทธกาล ก็ไม่มี มันสำคัญที่เจตนาคือชำระร่างกายให้สะอาดเพื่อเอื้อต่อการฝึกใจ เกิดสัปปายะ (สบาย) สมาธิเกิดได้ง่าย สงบ ง่าย แล้วทำให้เกิด จิตอันเป็น กัมมนียะ ต่อการพิจารณา ผู้ถวายก็ควรให้เท่าที่เหมาะสม ไม่ควรมีกลิ่นหอม (ถ้าจะถวาย) ในความเป็นจริงถ้าพระท่านอาศัยในบริเวณที่ไอบอ้าว เหงื่อไคลไม่มาก แค่อาบน้ำเปล่าๆ ก็สะอาดพอครับ แต่ถ้าท่านอาศัยที่อบอ้าว สิ่งแวดล้อมปนเปื้อน ถ้ามีเครื่องช่วยท่านจะได้ไม่ต้องเสียเวลาในการชำระร่างกายมาก เอาเวลามาภาวนาไตรสิกขาครับ แม้แต่ผ้าไตร เองในวินัยยังกำหนดว่าถ้ามีรูขาด ขนาดแค่ไหนต้องปะชุน ไม่งั้นจะเป็นอาบัติ ดังนั้นถ้าถวายไตรก็คงพิจารณาว่า พระท่านขาดแควนหรือไม่ครับ

โดย : swatunit เมื่อ วันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม 2551 เวลา 08:55:00 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 18

อนุโมทนา สาธุๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

โดย : นโม เมื่อ วันพฤหัส ที่ 8 มกราคม 2552 เวลา 10:28:38 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 19

ถึง อดีตพระป่า ( ไม่รู้บ้าเปล่า )
หน้าที่พระคือปฏิบัติธรรมเพื่อพ้นทุกข์ไม่ใช่เป็นเหรัญญิก
พระแล้วกลัวเจ็บกลัวตายเพราะมีดโกนบาดอย่ามาบวช ( ไม่ได้กลัวตาย กลัวเลือดออก เวลาทำกิจอื่น เค้าจะมองว่า แค่โกนผมมีดยังบาด ทำไรอย่างอื่นได้ )
เน้นสีให้ถูกนิกายเป็นหลักสีไหนพระป่าสีไหนพระบ้าน ( พระพุทธเจ้าไส่สีอะไร นิกายไร รู้หรอ พระพุทธเจ้าแยกนิกายหรอ แล้วใครตั้งไอ้พระป่าเนี่ย )
ความรู้ทางโลกรู้การท่องจำเป็นความรู้สำหรับพุทธศาสนิกชนหาใช่ความรู้ของพระสงฆ์ไม่ ( เด็กไทยสมัยก่อนเรียนกับไคร พระมหากษัตริย์ เรียนจากพระกี่องค์ )
การป่วยไข้ของพระถือว่าเป็นรางวัลก้อนใหญ่สำหรับการฏิบัติ ( รู้จักหมอชีวกโกมารทัตใหม เค้ารักษาไคร ไม่ใช่พระพุทธเจ้า ไง ใช้ยาไหม พระพุทธเจ้า ยินดีในโรคใหม ทำใมมีหมอส่วนพระองค์ )
เคยเห็นรูปพระพุทธเจ้าใส่รองเท้าไม๊ ( เคยเห็นพระพุทธเจ้า เข้าป่าแล้วเรียก พระป่า ไหม )
แล้วพระที่เป็นสาวกทำไมกล้าใส่ พระพุทธเจ้าไม่เคยบัญญัติผ้าขนหนู
ผ้าขนหนูก็คือคุณหนูดีๆๆนี่เอง ( พระป่า พระพุทธเจ้า บัญญัติ หรอ ไม่เคยบัญญัติ คือไม่ห้ามทำได้ )
คอมพิวเตอร์คือสายด่วนที่ต่อตรงถึงนรกโลกัณฑ์ของแท้ ( อยู่ในป่าถึงว่าหลังเขา bts ยังไปไม่ถึง นรกเลย ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ )
น้ำยาเช็ดพื้นที่มีกลิ่นหอมพระก็ศีลที่ห้ามอยู่แล้ว ( เดินผ่านดอกไม้ แม่งก็ผิดดิ ไม่ใช่ว่าแค่หอมก็ผิด ดูเจตนา )
ยิ่งมีสูตรฆ่าเชื้อโรคก็ยิ่งผิดศีลโดยตรง ( หรอ ท่านจะกินไรได้ ในเมื่อทุกสิ่งมีเชื้อโรค มีสิ่งมีชีวิต ติดอยู่ตลอด )
พระไม่ห่วงสวยห่วงงาม ( พระเน่าคนจะเค้าไกลใหม )
เราอยากรู้จักนายว่ะ ขอเจอหน่อยได้ใหม


โดย : รู้มากก็ผิดมาก เมื่อ วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธุ์ 2552 เวลา 07:56:19 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 20

ขออนุโมทนา สาธุด้วยแต่คอมพิวเตอร์คงไม่ต้องให้มั้ง
พระท่านคงไม่ค่อยใช้กันหรอก แต่ที่วัดองค์พระปฐมเจดีย์พระท่าน
สอนคอมพิวเตอร์ให้กับนักเรียนนะ ถ้าเอาไปให้เพราะเหตุนี้ก็คงพอได้มั้ง


โดย : สาวกพระพุทธ   email : lovelydrug@hotmail.com เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธุ์ 2552 เวลา 00:46:43 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 21

คุณนโมคงเป็นพระที่ชอบเดินอยู่แถวพันทิพย์

โดย : ทั่วไป เมื่อ วันพฤหัส ที่ 12 มีนาคม 2552 เวลา 11:49:48 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 22

พึ่งเห็นชื่อเว็บ เอาละซิ บ้านตัวเอง 555

โดย : ผ่านมาหาความรู้ เมื่อ วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม 2552 เวลา 14:20:25 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 23

สิ่งที่เป็นมงคลแก่ชีวิต ...ยากดี...มี...หรือจน ก็ทำได้...

โดย : กฤษชณัท ปัญสุทธิ์ เมื่อ วันพฤหัส ที่ 9 เมษายน 2552 เวลา 17:25:50 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 24

ขอบคุณคุณpeterdog และ คุณswatunit

โดย : แพท เมื่อ วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน 2552 เวลา 12:10:52 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 25

ทุกอย่างแล้วแต่เจตนา

สาธุ


โดย : สาธุ   email : s_nachaisin@hotmail.com เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน 2552 เวลา 09:20:24 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 26

อยากให้มีการส่งเครื่องสังฆทาน(ประเภทสิ่งของจำเป็น)ไปยังวัดที่ไกลความเจริญและ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จัง

โดย : ppp   email : pisutt.p@gmail.com เมื่อ วันอังคาร ที่ 28 เมษายน 2552 เวลา 15:02:20 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 27

ผมว่าคอมพิวเตอร์ก็มีส่วนสำคัญนะครับสำหรับพระ

เพราะพระอาจารย์ของผม ก็เอาไว้ใช้เขียนหนังสือธรรมะเพื่อการเจริญสติ

ไว้ให้ญาติโยมได้ศึกษาและปฏิบัติธรรม ไม่ใช่เอาไว้เล่น Hi5 หรือ MSN

ขอชี้แจงอย่างนี้เพื่อไม่ให้กล่าวโทษพระในทางที่เสื่อมเสียครับ


โดย : azzazin   email : born_burn@hotmail.com เมื่อ วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม 2552 เวลา 10:30:57 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 28

แค่จะทำบุญ ยังเกิดเป็นข้อถกเถียงขนาดนี้เลยเหรอคะ

การทำบุญ คือสิ่งที่ทำ แล้วทำให้จิตใจเป็นสุขไม่ใช่เหรอคะ
ถ้ามัวแต่คิดอคติ จะเกิดความสุขใจได้อย่างไร

..ถ้าเราไม่สามรถถวายได้ทั้งหมดที่กล่าวมา
เราก็ถวายเท่าที่จะทำได้สิคะ . .

กระทู้นี้ ไม่น่าจะเป็นหัวข้อให้เกิดพิพาทได้
แต่อารมณ์ของคน ก็ทำให้เกิดจนได้


โดย : บี เมื่อ วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม 2552 เวลา 21:01:07 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 29

การถวายสิ่งของให้พระถ้าเราถวายแล้วสบายใจก็ทำไปเถอะ อะไรควรไม่ควรพระท่านจะรู้ตัวของท่านเองว่าดีหรือไม่ในสิ่งที่ท่านรับมาฉะนั้นก็สุดแล้วแต่จะพิจารณาเอง

โดย : pp เมื่อ วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม 2552 เวลา 14:45:01 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 30

เข้าใจทั้งตุณพระป่า และ คุณรู้มากก็ผิดมาก

โดย : nou เมื่อ วันพฤหัส ที่ 18 มิถุนายน 2552 เวลา 10:46:01 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 31

อนุโมทนาค่ะ ขอบคุณสำหรับสิ่งดีๆ ที่แนะนำ

ก็อยากให้ท่านๆทั้งหลายเข้าใจนะค่ะ ว่าสภาพทั่วไปของสมัยนี้กับสมัยก่อนไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างง่ายๆเลยค่ะ สภาพแวดล้อมสมัยเด็กๆ เคยวิ่งเล่นบนพื้นดิน พื้นทราย ไม่เคยต้องกลัวว่าจะไปเหยียบอะไรเข้า เดี๊ยวนี้ลองเดินเท้าเปล่าดูซิ พื้นดินกลายเป็นถนนลาดยาง กลางวันได้เขย่งเป็นคนบ้า พอเดินเข้าไปในดงหญ้า เจอทั้งตะปู ไม้แหลม เศษแก้วและอะไรอื่นๆอีกมากมายที่พร้อมจะทำให้เป็นบาดทะยักได้ทันที

อยากแนะนำให้ลองอ่านหนังสือของพระสงฆ์ซัก 2 ท่านค่ะ เชื่อว่าหลายท่านคงรู้จัก คือ ท่านพระมหาสมปอง กับท่าน ว. วชิรเมธี เป็นธรรมมะใกล้ตัวที่เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับคนยุคใหม่ค่ะ


โดย : Jum_S   email : Jum_srisuda@hotmail.com เมื่อ วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม 2552 เวลา 13:53:06 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 32

กำลังจะถวายสัฆานพอดี เคยซื้อสำเร็จรูปหนักมากมีแต่ขวดน้ำ และก็ถังใหญ่แต่ของใช้นิดเดียว แต่แนะนำมาดีมากค่ะ จะได้เลยซื้อให้เอง พระจะได้ประโยชน์มากที่สุด เพื่อช่วยกันลดพาณิชย์อุบาทว์ สังฆทานถังเหลืองด้อยคุณภาพ

โดย : กุ้ง เมื่อ วันพฤหัส ที่ 16 กรกฎาคม 2552 เวลา 14:37:27 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 33

คนเรามีสิทธิ์คิดต่างกัน ไม่มีใครคิดผิดหรือคิดไม่ดีหรอก อยู่ที่เจตนามากกว่า เชื่อว่าสิ่งที่ทุกคนคิด ล้วนมาจากใจที่มีเจตนาดีกันทั้งนั้น ใครคิดยัง
ไงก็ทำอย่างที่ตนคิด ง่ายๆ (ไม่เห็นต้องเถียงกัน ให้เป็นวจีกรรมกันเลยค่ะ)


โดย : ผ่องใส เมื่อ วันพฤหัส ที่ 23 กรกฎาคม 2552 เวลา 01:31:32 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 34

การคิดไม่เหมือนกัน เเล้วต้องมานั่งเถียงกัน เเละรู้สึกไม่ชอบกัน จิตใจของเราเป็นสาเหตุที่ทำให้จิตใจของเราเกิดทุกข์นะคะ ลองสำรวจใจของตัวเองเวลาโกรธหรือไม่พอใจดูซิ ไม่ดีเลย

โดย : เด็กน้อย เมื่อ วันพฤหัส ที่ 23 กรกฎาคม 2552 เวลา 01:52:57 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 35

เราอยากให้อะไรก็ได้ครับ เรื่องของเรา คิดอย่างไรก็ไห้อย่างนั้น ไม่เกีย่วกับพระอยากไม่อยาก

นี้เป็นการถกเถียงกันว่าควรให้อะไรพระดี

พระไม่ได้บอกว่าอยากได้อะไรครับ


โดย : gvd   email : phakavat.rajanivat@scb.co.th เมื่อ วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม 2552 เวลา 15:46:23 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 36

ใช่ๆ เห็นด้วยกับ kผ่องใส เเละ k gvd ครับ

โดย : dd เมื่อ วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม 2552 เวลา 01:27:53 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 37

เรื่องสังฆทาน เป็นเรื่องทานของฆราวาส ที่พึงจะถวายแด่พระสงฆ์ ควรจะเป็นของดีเสมอตน หรือดีกว่าที่ตนใช้
เพิื่ออานิสงผลบุญแก่ผู้ให้ทาน สิบข้อที่เขียนมา เป็นเจตนาดีของผู้ถวายทั้งสิ้น มิได้เกี่ยวกับเจตนาของพระเลย
ด้วยความเคารพคุณอดีตพระป่า เจตนาเป็นองค์กรรม พระภิกษุ มีหน้าที่ฝึกตน ด้วยความมีศีล สมาธิ ปัญญา ของทั้งหมดที่เขียนมา ถือว่าไม่ผิดบัญญัติ
ขออนุโมทนากับทุกท่านที่ได้ทำสังฆทาน


โดย : วัชรินทร์ เมื่อ วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม 2552 เวลา 09:31:09 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 38

คนจะทำบุญถ้าคิดมากไปจะได้บุญไหม อะไรที่ทำแล้วมีประโยชน์แก่พระผู้รับก็ทำเถอะ อยู่ที่จิตใจมากกว่า ถ้าคิดมากไปก็ไม่ต้องได้ทำบุญพอดี

โดย : จิ๊บ เมื่อ วันพฤหัส ที่ 30 กรกฎาคม 2552 เวลา 14:14:37 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 39

ครบรอบวันเกิดครวทำ ถ้าพร้อมกันคุณพ่อคุณแม่ลุก สังฆทานสะสมปีละครั้งเป็นสิ่งที่ดีมากๆ ฉันและลูกๆทำเป็นประจำค่ะ

โดย : ปยร เมื่อ วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม 2552 เวลา 14:17:39 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 40

สังฆทานที่พระท่านสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันเป็นสีจีวรพระ
สังฆทาน 1 ชุด ประกอบด้วย
1. กระเป๋าใส่ของ
2. ซองใส่ช้อนส้อม
3. ซองแว่นตา
4. กระเป๋าพวงกุญแจ
5. ผ้ากราบ
6. ดอกบัว, ธูป, เทียน

สนใจติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
คุณพันธนันท์ โทร. 081-348-9988


โดย : พัทธนันท์   email : som_kornkanok@hotmail.com เมื่อ วันพุธ ที่ 2 กันยายน 2552 เวลา 11:35:30 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 41

-_-" เหอๆ
ภาวนาไม่ได้อยู่ที่ลำบากหรือสุขสบาย
แต่อยู่ที่รู้ัเท่าทันจิตที่หลงไป
อยู่ที่ความเพียรในการเจริญสติ
เพียรแต่ไม่จงใจนะ

การที่เราอำนวยความสะดวกให้แด่พระสงฆ์ก็เป็นหน้าทีี่ของฆราวาสอยู่แล้ว
ส่วนพระท่านจะพิจารณาเองอีกทีว่าควรใช้ไม่ควรใช้
ดีซะอีกได้โอกาสในการภาวนาเพิ่ม ตามรู้ตามดูความยินดียินร้ายในสิ่งของ


โดย : ธาพิดา   email : thaphida@gmail.com เมื่อ วันศุกร์ ที่ 11 กันยายน 2552 เวลา 22:42:32 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 42

การทำบุญ..ทำด้วยใจบริสุทธิ์อยากทำ..อนุโมสาธุ...สาธุ..สาธุ..

โดย : ดา   email : dakhamala_acc.6514@hotmail.com เมื่อ วันพฤหัส ที่ 5 พฤศจิกายน 2552 เวลา 09:00:25 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 43

..ขอบคุณสำหรับเนื้อหาดีๆที่มีสาระประโยชน์นะค่ะ..



โดย : เกษร   email : porhal@gmail.com เมื่อ วันศุกร์ ที่ 27 พฤศจิกายน 2552 เวลา 10:38:28 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 44

ของอย่างนี้มันอยู่ที่เจตนาของผู้ใหญ่ด้วยอ่ะคับ

พระดี ท่านคงไม่ใช้ในทางที่เสื่อม

มันก้อเหมือนคนมีมีด ถ้าใช้ในทางที่ถูก ใช้ให้เป็นประโยชน์มันก็เป็นประโยชน์วันยังค่ำ

ถ้านำไปใช้ในทางที่ผิดมันก้อต้้องผิด

ส่วนคนที่จะถวาย ก็ต้องพิจารณาให้ดี แล้วมองที่วัตถุประสงค์ของพระท่านเสียก่อน

ไม่ใช่จะห้ามไปเสียทุกอย่าง


โดย : ไม่ใช่พระอิฐ พระปูน เมื่อ วันอังคาร ที่ 22 ธันวาคม 2552 เวลา 13:10:17 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 45

บุญอยู่ที่เจตนา

ขออนุโมทนา สาธุ กับทุกๆๆท่าน ที่มีใจบุญกัน


โดย : เห็นด้วย   email : joooy_444@hotmail.com เมื่อ วันจันทร์ ที่ 1 กุมภาพันธุ์ 2553 เวลา 02:42:04 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 46

การทำบุญก็ดี แต่จะดีมากถ้าศึกษาวินัยพระ เพราะพระท่านก็มีหลายระดับ
อย่าเอากิเลสไปสอบให้ท่านลาสิขา


โดย : เด็กดี   email : dlo@hotmail.com เมื่อ วันพฤหัส ที่ 11 กุมภาพันธุ์ 2553 เวลา 17:25:38 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 47

โอ้ว ชอบความคิดเห็นของคุณอดีตพระป่า มากครับ มุมมองกลับกันอย่างสิ้นเชิง กับบทความหัวเรื่อง ผมเข้าใจละครับ สาธุ....

โดย : แบต   email : idcreative2@hotmail.com เมื่อ วันพุธ ที่ 17 กุมภาพันธุ์ 2553 เวลา 12:29:14 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 48

สนาร

โดย : งง เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 28 กุมภาพันธุ์ 2553 เวลา 00:49:16 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 49

ของที่อดีตพระป่ากล่าวมาทั้งหมดดิฉันเพิ่งจะจัดทำสังฆทานไปเมื่อ25กุมภาพันธุ์53ที่ผ่านมาแล้วถ้าของเหล่านี้ถวายแก่พระสงฆ์ไม่ได้แล้วสนับสนุนให้ลูกผู้ชายไทยบวชเรียนเข้าไปในพระพุทธศาสนาทำไมกันละค๊ะ

โดย : นักล่าบุญ เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 28 กุมภาพันธุ์ 2553 เวลา 00:58:31 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 50

สำหรับผู้ที่ข้องใจเรื่องรองเท้า รองเท้าพระสงฆ์มี ๒ ชนิดคือ
๑.ปาทุกา หรือเขีองเท้า ได้แก่ริงเท้าที่มีส้นมีรองเท้าไม้เป็นตัวอย่างในบาลีมี๑๕ ชนิดท่านทรงห้ามใช้เว้นส่วนที่ตรึงอยู่กับที่ถ่าย ทรงอนุญาติให้เหยียบได้
๒.อุปาหนา หรือรองเท้าไม่มีส้น ท่านทรงอนุญาติให้ใช้รายระเอียดนั้นเยอะขี้เกียจเขียนล่ะผู้สนใจไปหาข้อมูลได้ในวิชา วินัยมุขของ นักธรรมชั้นโทได้เลยเล่มละ ๓๕ บาท(โปรดมีข้อมูลให้พร้อมมิฉนั้นจะเป็นการดูไม่ดี)


โดย : นักเรียนธรรม เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 4 เมษายน 2553 เวลา 09:55:36 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 51

คนเขียนบทความคงหวังว่า บทความที่เขียนจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ประสงค์อยากจะถวายสังฆทานแด่พระสงฆ์ เพื่อให้สังฆทานที่ถวายไปนั่นเกิดประโยชน์มากที่สุด ไม่อยากให้ซื้อของที่จัดไว้สำเร็จรูป เพราะคุณภาพค่อนข้างต่ำ จึงได้แนะนำสิ่งที่ควรซื้อมาถวาย ไม่ใช่ว่าเขียนขึ้นมาว่าพระท่านอยากได้อะไรบ้าง อันนี้ถ้าเราจะทำบุญด้วยการถวายสังฆทานอยู่แล้วมันก็เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ดีกว่าจะถวายสิ่งที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้ อาจมีบางคนที่มีปัญหาเรื่องการทำความเข้าใจวัตถุประสงค์ของผู้เขียนจึงมีการแสดงความคิดเห็นที่ขัดกับความรู้สึกของคนหลายๆคนที่มาอ่านบทความนี้ สำหรับเราคิดว่าสมุด ดินสอ ปากกาสำคัญนะ คิดว่าพระก็ต้องมีการศึกษาธรรมมะ แล้วก็มีสวดมนต์เป็นภาษาบาลี น่าจะมีการฝึกเขียน ฝึกอ่านทบทวน อยู่แล้ว สมัยก่อนไม่มีสมุดยังเขียนใส่ใบลานเลย

โดย : พุทธศาสนิกชน ธรรมดาคนหนึ่ง เมื่อ วันศุกร์ ที่ 9 เมษายน 2553 เวลา 15:21:56 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 52

ขอบคุณสำหรับข้อคิดเห็นของ "อดีตพระป่า" ค่ะ
และขออนุโมทนาบุญของท่านด้วย

ชอบค่ะ ชอบพระเคร่งครัดในศึล

รักษาศีลยิ่งกว่าชีวิต บริสุทธิ์ยิ่งนักแล

ขอสาธุการค่ะ


โดย : เวนดี้ เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 11 เมษายน 2553 เวลา 22:31:37 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 53

เห็นด้วยกับความเห็นที่ 28 ค่ะ เดินตามสายกลางเหมือนพระพุทธเจ้าบอกนั่นแหล่ะค่ะ ถึงจะถึงนิพานช้าหน่อยแต่ค่อยเป็นค่อยไปดีกว่า เพราะว่าพระที่มีฌาณ แก่กล้าหลายๆ รูปนั้นพวกท่านปฏิบัติสะสมมาหลายพบหลายชาติแล้วจึงทำให้มีแรงตัดกิเลสได้มากกว่าอีกหลายๆรูป ยก ตัวอย่างเช่น พระอาจารย์โง่น โสรยา หรือ หลวงพ่อ สายทอง เตชะธัมโม ท่านทั้งหลายเหล่านี้ปฏิบัติมาหลายภพหลายชาตินับไม่ถ้วนแล้ว และต้องต่างกว่าบรรดาคนใหม่ๆ ที่เพิ่งมาเจอพุทธศาสนาในแค่ไม่กี่ชาติ ทางที่ดีค่อยๆ เป็นค่อยไปเถอะ ยิ่งพูดก็ยิ่งแค้นน่ะเนี่ยที่ชาตินี้หนูเกิดมาเป็นผู้หญิงไม่อย่างนั้นหล่ะก็จะขอบวชแบบไม่สึกเลยตลอดชีวิต เพราะฉนั้นแล้วท่านชายที่เขาได้ตัดสินใจบวชในศาสนาแล้ว เราก็ควรที่จะช่วยเขาเท่าที่เราทำได้ ไม่ว่าจะสอนในเรื่องรู้เท่าทันกิเลสทั้งในทางโลกและทางธรรมจะดีกว่ามานั้งเถียงกันว่าทำบุญอย่างนู้นดีหรือไม่ดีกว่ากันน่ะค่ะ เพราะว่าหลักของธรรมมะที่จริงแล้วก็เหมือนที่พระพุทธเจ้าบอกนั่นเหล่ะค่ะ ก็คืออยู่ที่ใจนั่นเองถ้าใจบริสุทธิ์ซะอย่างรู้ทันกิเลสซะอย่างต่อให้มีนางงามเทพอัปสร หรือสมบัติเลอค่ามาตั้งล่อเอาไว้ แต่เรารู้ทันกิเลสซะอย่าง ดูซิค่ะว่ากิเลสหรือข้าวของที่สมมุติกันไปเองตีความสำคัญบอกว่ามีค่ากันไปเองรวมไปถึงความงามต่างๆที่บอกว่านั่นคืองามหรือไม่งาม แบบนี้แล้วเรามาดูกันซิค่ะว่าหากเรารู้ทันหรือพระท่านรู้ทันจะเกิดอะไรขึ้นซะอีกนอกจากทางพระนิพานจะรอไว้อยู่ตรงหน้าเตรียมเอาไว้แล้วเพียงแต่อยู่ที่ว่าเราจะไปถึงเมื่อไหร่ก็เท่านั้น

โดย : ศศิ   email : sasitorn_23@hotmail.com เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤษภาคม 2553 เวลา 12:14:27 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 54

ห้างสรรพ สินค้า สังฆภัณฑ์ เป็นศูนย์รวมพระพุทธรูป
ทุกรูปแบบ ทุกขนาด นอกจากนี้ ยังเป็นศูนย์รวมของ
สินค้าสังฆภัณฑ์แบบครบวงจร อาทิเช่น เครื่องบวช,
เครื่องกฐิน, เครื่องสังฆทาน - ไทยธรรม, ผ้าไตร, โต๊ะ หมู่บูชา และของใช้ทำบุญอื่นๆอีกมากมาย
กว่า 5,000 รายการ อีกทั้งยัง มีบริการจัดส่งฟรี
ถึงที่ด้วยความรวดเร็ว ฉับไว ตอบโจทย ์ไลฟ์สไตล ์
ของคนยุคใหม่อย่างแท้จริง ใคร ก็ตามที่มีโอกาส
ได้เข้ามาในห้างสรรพสินค้าสังฆภัณฑ์จะสัมผัสได้
ถึงบรรยากาศที่เต็มไปด้วย ความสุข และอิ่มเอมใจ
เสมือนได้เห็นหนทางสร้างบุญกุศลอันยิ่งใหญ่
http://www.sangkapan.com/


โดย : สุทัศน์   email : that_79@hotmail.com เมื่อ วันจันทร์ ที่ 17 พฤษภาคม 2553 เวลา 10:29:16 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 55

"วิสาขบูชา วันสำคัญของโลก" ขอเชิญพี่น้องพุทธศาสนิกชน
ร่วมทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง แด่พระสงฆ์ ๒๙ รูป และฟังพระธรรมเทศนา ๑ กัณฑ์
ณ ห้างสรรพสินค้าสังฆภัณฑ์ อ่านรายระเอียด.......
http://www.sangkapan.com


โดย : that   email : that_79@hotmail.com เมื่อ วันจันทร์ ที่ 17 พฤษภาคม 2553 เวลา 10:32:13 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 56

ขอบคุณนะคะ มีประโยชน์มาก ๆ เลย ^^
ขอทักนิดนะคะ บิณฑบาต ไม่มี ร เรือนะ อิอิ


โดย : เค้ก เมื่อ วันศุกร์ ที่ 28 พฤษภาคม 2553 เวลา 08:38:03 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 57

ทุกอย่าง อยู่ที เจตนา ผู้ถวาย ก็ต้องการถวาย ของที พระนำไปใช้สอยได้จริง มิใช่ เอาไปวางไว้เฉยๆ ส่วนพระท่าน เมือมีคนมาถวาย ก็จะรับทุกอย่างเพื่อ ให้คน ถวายได้บุญ ส่วน สิ่งไหน ทีจะใช้ หรือไม่ ก็แล้วแต่ ความจำเป็นของท่าน หรือ เห็นสมควร ของท่าน เช่น การถวาย เครื่องเขียน ท่าน ก็เอาไว้จด งาน ทีเขามานิมนต์ ก็ได้ หรือ ท่านเห็นว่า เด็กวัดคนไหนขาดแคลน ท่าน ก็ให้ ก็เป็นการอนุเคราะห์ (ทุก ความเห็น ทีเขียนมา ก็มีส่วน ถูก ครับ เหรียญ มี 2 ด้านมองด้านไหน ก็เห็นแบบนั้น )

โดย : 8 คนแก่   email : surachai333@hotmail.com เมื่อ วันจันทร์ ที่ 21 มิถุนายน 2553 เวลา 12:35:37 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 58

คือว่าจะไปถวายสังฆทานวันเกิดที่วัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่
วันพรุ่งนี้(ตั้งใจอย่างมาก)
เลยจะหาว่าสังฆทานที่จำเป็นและเมื่อถวายแล้วพระท่านได้ใช้ประโยชน์จิงๆมีอะไรบาง
เท่าที่อ่านมาก็พอรู้ว่ามีอะไร

ขอบคุณมากนะคะ
ได้ความรู้เพิ่มมากกว่าที่ต้องการมากเลย



โดย : shisu เมื่อ วันศุกร์ ที่ 9 กรกฎาคม 2553 เวลา 12:51:08 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 59

บอกตามตรงนะครับ
.............................
ผมอ่านเพลินๆ10ข้อสังฆทานที่ถวายแล้วพระจะได้ประโยชน์จากสิ่งนั้น
..........................................................................................
.................แต่...........
พอเลื่อนเม้าส์ลงมาอ่านกระทู้จำนวนมากของ "อดีตพระป่า" นี่ ผมนิ่งไปเลย
ผมว่าสิ่งที่ คุณ อดีตพระป่าคอมเม้นต์ไว้หน่ะ มัน ตึงเกินไปครับ
เคยอ่านพุทธประวัติมั้ย
..........................................
พระพุทธเจ้า ตอนที่พยายยามทรมานกาตน ฝืนสังขาร จนพระวรกายผ่ายผอม. ไม่เสวยอาหารเป็นเวลานาน




เมื่อจากอาจารย์ทั้งสองมาแล้ว พระองค์ก็ได้คิดค้นหาวิชาที่จะตรัสรู้ให้จงได้ ให้พ้นเกิด พ้นแก่ พ้นเจ็บ พ้นตาย จึงได้ไปทรมานพระวรกายต่าง ๆ นานา

ภาพการทรมานกายนั้นส่วนใหญ่เราจะได้เห็นแต่เพียงภาพทรมานอดอาหาร แต่ในพุทธประวัติชุดนี้ ได้ทุ่มเทพยายามใช้ทุนรอนในการวาดมากมาย ก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจในพุทธประวัติได้กว้างขวางมากขึ้น พระองค์ได้ทรมานตัวเองหรือเรียกกันว่าบำเพ็ญทุกรกิริยา ทำกิริยาที่ทรมานพระองค์เอง เพราะต้องการทำให้กิเลสเหือดแห้ง นี่เป็นความเข้าใจในตอนแรกของพระองค์


เมื่อจากอาจารย์ทั้งสองมาแล้ว พระองค์ก็ได้คิดค้นหาวิชาที่จะตรัสรู้ให้จงได้ ให้พ้นเกิด พ้นแก่ พ้นเจ็บ พ้นตาย จึงได้ไปทรมานพระวรกายต่าง ๆ นานา

ภาพการทรมานกายนั้นส่วนใหญ่เราจะได้เห็นแต่เพียงภาพทรมานอดอาหาร แต่ในพุทธประวัติชุดนี้ ได้ทุ่มเทพยายามใช้ทุนรอนในการวาดมากมาย ก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจในพุทธประวัติได้กว้างขวางมากขึ้น พระองค์ได้ทรมานตัวเองหรือเรียกกันว่าบำเพ็ญทุกรกิริยา ทำกิริยาที่ทรมานพระองค์เอง เพราะต้องการทำให้กิเลสเหือดแห้ง นี่เป็นความเข้าใจในตอนแรกของพระองค์



เมื่อจากอาจารย์ทั้งสองมาแล้ว พระองค์ก็ได้คิดค้นหาวิชาที่จะตรัสรู้ให้จงได้ ให้พ้นเกิด พ้นแก่ พ้นเจ็บ พ้นตาย จึงได้ไปทรมานพระวรกายต่าง ๆ นานา

ภาพการทรมานกายนั้นส่วนใหญ่เราจะได้เห็นแต่เพียงภาพทรมานอดอาหาร แต่ในพุทธประวัติชุดนี้ ได้ทุ่มเทพยายามใช้ทุนรอนในการวาดมากมาย ก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจในพุทธประวัติได้กว้างขวางมากขึ้น พระองค์ได้ทรมานตัวเองหรือเรียกกันว่าบำเพ็ญทุกรกิริยา ทำกิริยาที่ทรมานพระองค์เอง เพราะต้องการทำให้กิเลสเหือดแห้ง นี่เป็นความเข้าใจในตอนแรกของพระองค์


สุดท้าย.... นั่นก็ไม่ใช่ทางที่จะดับทุกข์ได้(เห็นด้วยกะผมไหมคับ)
.........................................สมัย 2500 ปีก่อนนั้น มันต่างจากสมัยนี้คับ
อย่าให้ตึงเกินไปหรือหย่อนเกินไป ..ทางสายกลางเถอะครับ
...................................................................................................บอกตามตรง ผมเห็นด้วยกับกระทู้ของคุณ "รู้มาก็ผิดมาก" 80% สำหรับกระทู้ของ "อดีตพระป่านั้น50%เองครับ
..........ห้ามนำเงินถวายพระ
..........ห้ามถวายสบู่ขิงกลิ่นแรงๆ.............
พระท่านต้องสระผม อาบน้ำ ถ้าพระมีกลิ่นตัวแรง เราคงไม่อยากเข้าใกล้
จริงมั้ยครับ...............................................
ผมอ่ะ อยากซื้อครีมกันแดดถวายพระนะ เพราะอากาศร้อน เดี๋ยวผิวเป็นมะเร็งผิวหนังได้ ................
.............................................................................................
นี่ก็ใกล้จะวันพระแล้ว เดี๋ยวคนจะเสียกำลังใจเปล่าๆ เข้าใจเจตนาครับ แต่มันตึงเกินไป
ซื้อคอมพิวเตอรืถวายพระ ให้ท่านนำไปทำ Power Piont สื่อการสอนได้
ยังไงก้กราบอนุโมทากับทุกท่านครับผม


โดย : ท่านเจ้าคุณ อิอิ เมื่อ วันศุกร์ ที่ 9 กรกฎาคม 2553 เวลา 20:14:29 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 60

ขอขอบคุณที่บอกวิธีการถวายสังฆทานที่เป็นสิ่งที่พระท่านต้องการจริง ๆ จะได้จำไว้ พอทำบุญครั้งหน้าจะได้ถวายให้ตรงกับความต้องการของท่าน ส่วนของสังฆทานสำเร็จรูปก็เคยซื้อ พอเอามาแกะดูส่วนมากมีแต่ของที่ใกล้หมดอายุจนตอนหลังต้องไปหาซื้อมาเป็นชิ้น ๆ และค่อยเอาไปถวายท่าน แต่คราวนี้ละจะได้ถวายสิ่งของที่พระท่านต้องใช้ตรงตามความต้องการของท่านเสียที

โดย : ศรัญญา เมื่อ วันพุธ ที่ 14 กรกฎาคม 2553 เวลา 16:33:05 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 61

ทุกข้อความล้วนเตือนสติว่า "อย่ามากไป" "อย่าน้อยไป" การถวายสังฆทานก็เพื่อให้เราได้สบายใจ ได้รู้สึกดีๆที่ได้ทำ และได้อุทิศกุศลไปยังเจ้ากรรมนายเวรของเราและอุทิศไปยังเพื่อนร่วมทุกข์เกิดแก่เจ็บตายทั้งหมดทั้งสิ้น ขอจงอยู่เป็นสุขๆยิ่งขึ้นเถิด ขอจงมีภพภูมิที่สูงขึ้นเถิด ขอจงพบกับทางแห่งการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดด้วยเถิด และเชื่อว่าพระที่เราถวายสังฆทาน ท่านคงจะใช้จตุปัจจัยทั้งหลายเหล่านั้น เพื่อไปสู่หนทางแห่งการหลุดพ้น และท่านคงจะแบ่งปันของเหล่านั้นให้เกิดประโยชน์แก่สัตว์โลกแน่นอน ... สาธุ สา ธุ ขอบคุณทุกความคิดเห็น เราเชื่อว่าต่างก็มีธรรมอยู่ในใจ จึงเขียนแสดงความคิดเห็นต่อกัน และทำให้เรามาเขียนเหมือนๆท่าน หนทางแห่งการหฟลุดพ้นอยู่แค่เอื้อมจริงๆ ... สาธุ สา ธุ

โดย : น้อย พิษณุโลก   email : noiwa@thaimail.com เมื่อ วันอังคาร ที่ 27 กรกฎาคม 2553 เวลา 08:11:30 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 62

ผมเลือกซื้อสังฆทานที่ห้างสรรพสินค้าสังฆภัณฑ์ แล้วถามเขาว่าข้อใดควรไม่ควรถวายเช่น สบู่ แชมพู่ที่เป็นหัวน้ำหอม เขาแนะนำสบู่สำหรับผู้ถือศีลคือไม่มีน้ำหอม ส่วนยา ผมก็เลือกยาหม่องหรือบาล์มสมุนไพรธรรมบุญ หลายอย่างผมเห็นด้วยกับอดีตพระป่านะครับ เช่นพระต้องไม่ยึดมั่นถือมั่นหรือเรียกว่าจับเงิน เล่นคอมพิวเตอร์เข้าเน็ต เจอรูปโป๊ไม่กี่ครั้งผมว่าเริ่มจะไม่ดีแล้ว มีงานที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ ใช้คนทั่วไปทำให้ก็ได้อ่ะนะ

โดย : wat   email : wat5959@hotmail.com เมื่อ วันพุธ ที่ 28 กรกฎาคม 2553 เวลา 22:19:39 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 63

ศาสนาสอนให้คนทำดี การถวายของให้พระสงค์ก็เพื่อรู้จักการเสียสละ
และได้เข้าใกล้วัดใกล้วา ใกล้คำสอน การให้ ซึ่งพอเราให้ ทำให้จิตใจเรามีความสุข จิตก็สะอาดไม่ยึดติด ก็เท่านั้น

ประเด็นมันอยู่ที่ เราให้ แล้วเรามีความสุข และเป็นการทำนุบำรุงพุทธศาสนา ถ้าไม่มีเราๆท่านๆ พระท่านก็ลำบากที่จะดำรงค์ตนให้อยู่ในศีลในธรรม แล้วจะเอาแรงที่ไหนมาเทศน์ให้ พุทธศาสนิกชน ให้เข้าใจธรรมเล่า

ศาสนาไม่เคยสอนให้เราต้องละ ในสิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์ทั้งหมด แต่ศาสนาสอนให้เราลดละกิเลส และเข้าใจแก่นของคำสอน เข้าใจโลกและชีวิตมากขึ้น ไม่ต้องพูดเรื่องนิพพาน เอาแค่รู้จักแบ่งปัน แค่นั้นสังคมก็ดีขึ้นเยอะแล้ว

อย่าคิดมาก เอากลางๆพอ


โดย : ยังยึดติดแค่ลดลง   email : i_force@hotmail.com เมื่อ วันศุกร์ ที่ 10 กันยายน 2553 เวลา 20:37:59 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 64

โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว

ถ้าเราตึงมากเกินไป จะไม่เหลือคนที่มีความรู้ ความสามารถมาบวชนะ
อย่าจ้องแต่ตำหนิ ให้มองที่ผลงานของท่าน
ถ้าเป็นการสอนให้คนเป็นคนดี ก็น่าจะดี

ส่วนเรื่องวินัยสงฆ์นั้น ทุกอย่างอยู่ที่ใจ
มีดังนิทานเซน เรื่องพระแบกผู้หญิง


พระหนุ่มรูปหนึ่ง พร้อมด้วยพระแกรูปหนึ่งที่มีพรรษามากกว่า ทั้งคู่เดินทางเข้ามาในเมือง

พอดีฝนตกหนักมาก บริเวณนั้นมีแต่ผู้คนหลบเข้าที่พักชายคากันหมด แต่มีหญิงสาวคนหนึ่งในชุดกิโมโนยืนรีรอจะข้ามถนน ถนนนั้นก็น้ำท่วมเสียด้วย ถ้าเธอเดินต่อไปจะทำให้ชุดกิโมโนอันสวยงามของเธอต้องสกปรก รองเท้าของเธอกไม่สูงพอที่จะเดินลุยได้

พระที่มีพรรษามากกว่าก็เดินเข้าไปหาหญิงสาวแล้ว ยอมให้หญิงสาวขี่หลัง เพื่อพาเจ้าหล่อนเดินข้ามฟากถนน เจ้าหล่อนขวยอายในตอนแรก แต่สุดท้ายก็ยอมรับความช่วยเหลือ

พระหนุ่มกำลังยืนตะลึงในการกระทำของพระรูปนั้น

เมื่อส่งหญิงสาวข้ามฟากเรียบร้อยแล้ว

ทั้งคู่ก็เดินทางต่อไป จนถึงที่พัก พระหนุ่มก็ถามขึ้นด้วยความขุ่นข้องหมองใจ


"ท่านรู้ไหม ท่านไม่ควรแบกผู้หญืงคนนั้น"



พระที่มีพรรษาแก่กว่า ตอบด้วยความสงบ


"เราวางผู้หญิงคนนั้นลงนานแล้ว แต่ท่านสิยังแบกอยู่"

เอาเวลาที่นั่งจับผิดคนอื่นมาทำให้ใจตัวเองสงบดีกว่า


โดย : รู้น้อย เมื่อ วันจันทร์ ที่ 4 ตุลาคม 2553 เวลา 18:47:33 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 65

ขอบคุณสำหรับข้อความที่แสดงความเห็นมาทั้งหมด รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก ต่างจิต ต่างใจ ถ้าทุกคนเป็นคนดี ทำแต่ดี ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ก็เพิ่งมารู้สิ่งที่ได้กระทำไปแล้ว ผลที่ได้มันกลับมาหาตัวเราเอง ไม่วันนี้ก็วันข้างหน้า พยายามศึกษา และรู้ให้จริงทำไปเพื่ออะไร ผลที่ได้จะเป็นอย่างไร ดี หรือไม่ดี ถูกหรือไม่ถูก ให้แล้วสบายใจหรือไม่อย่างไร น่าจะจะเป็นสิ่งที่ดีน่ะ ส่วนเรื่อง ถวายสังฆทาน เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับคนที่ล่วงลับไปแล้ว หรือสัพสัตว์ทั้งหลาย ถวายสิ่งที่ดี ผลบุญหรือผู้ที่ได้รับ ก็จะเป็นสิ่งดีดีด้วย การกระทำต่าง ๆ ก็จะกลับมาหาตัวเราเอง ลองท่านทำสักหนึ่งอย่าง ภายใน 1 เดือน ดูซิผลเป็นยังไงจะเป็นจริงอย่างที่ได้บอกกล่าวหรือเปล่า อันนี้เป็นความจริงทุกประการที่ได้ประสบมา ขอให้ท่านทำไปเถอะ ทุกคนมี พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติโก โหติกา มากมาย ที่ล่วงลับไปแล้ว หรือที่ยังยังอยู่ ให้ด้วยความสบายใจ สบายกาย ท่านก็มีความสุข ทุกคนก็มีความสุข ประเทศของเราก็เจริญก้าวหน้า....

โดย : ทำบุญด้วยการถวายสังฆทาน   email : zuratwadee_th@hotmail.com เมื่อ วันเสาร์ ที่ 9 ตุลาคม 2553 เวลา 11:51:52 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 66

เดินทางสายกลาง วันเวลาผ่านไป 2553 ปีแล้ว อะไร อะไร ก้อต้องมีเปลี่ยนแปลงกันบ้าง ขอให้ปฎิบัติดี ปฎิบัติชอบก้อพอ

โดย : nathakan   email : noknon.at@hotmail.com เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 24 ตุลาคม 2553 เวลา 00:08:40 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 67

มันน่าจะอยู่ที่เจตนารึเปล่า

ทุกอย่างมันก็มีดีและไม่ดี

เป็นอย่างนี้เสมอ


โดย : เพื่อน   email : ruttigontong@gmail.com เมื่อ วันอังคาร ที่ 30 พฤศจิกายน 2553 เวลา 03:00:18 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 68

เราเอาหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือเอาหลักของเราหรือตามเขาบอก
โลกนี้ยิ่งเจริญทางวัตถุมากยิ่งทุกข์มาก จริงๆแล้วคุณชอบความสงบหรือวุ่นวาย
ถึงจะมีของถวายที่เป็นประโยชน์ แต่จำเป็นจริงๆหรือ เราอยู่ในที่สบายจนเคยตัวหรือเปล่า
คนเราควรอยู่กับธรรมชาติให้มากหรืออยู่กับเทคโนโลยีให้มาก
เราให้ความหมายเดินทางสายกลางตามปัญญาเราในแง่ไหน
จริงหรืออยู่ที่ความสบายใจ เจตนาดี แต่เบียดเบียนคนอื่นก็ได้


โดย : ผ่านไป   email : axmomo@yahoo.ca เมื่อ วันเสาร์ ที่ 4 ธันวาคม 2553 เวลา 16:15:19 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 69

ในสมัยพุทธกาลก็มีบัญญัติเรื่องรองเท้านะคะ
ไปหาอ่านดูดีๆค่ะ เช่น ประวัติพระโสณโกฬิวิสเถระ
http://www.84000.org/one/1/30.html


โดย : เม   email : pistachiohomemade@gmail.com เมื่อ วันพุธ ที่ 29 ธันวาคม 2553 เวลา 00:57:31 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 70

เห็นด้วยกับเจตนารมณ์ของคุณพระป่านะครับ

แต่ว่าคุณสุดโต่งไปหรือป่าว แค่คุณยึดติดกับการเป็นพระที่ดีเลิศ แค่นี้ก็ไม่บริสุทธิ์แล้วนะ
เพราะจริงๆก็ไม่ควรจะยึดติดกับอะไรเลย


โดย : Ta-tenen เมื่อ วันศุกร์ ที่ 4 กุมภาพันธุ์ 2554 เวลา 11:23:56 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 71

ที่จริงแล้วสังฆทานเป็นสิ่งที่จำเป็นในสมัยนี้ เพราะยุคนี้ไม่ใช่ยุคเมื่ออดีตกาล แต่เมื่อเรามีเจตนาอันบริสุทธิ์แล้ว ท่านจะนำไปใช้จะนำไปประยุกต์ใช้ เช่น ในเรื่องของคอมพิวเตอร์ ก็ใส่ข้อมูลในเรื่องของการศึกษาพระธรรม การประพฤติปฏิบัติ เป็นการให้วิทยาทานทางด้านการศึกษา ซึ่งพระที่ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทางวินัยท่านย่อมรู้ว่า ควรดูข้อมูลใดในINTERNET รองเท้าใครว่าไม่จำเป็น ในสมัยปัจจุบันนี้คุณ ๆ ท่าน ๆ ก็ทราบอยู่ว่ามีสิ่งแวดล้อมที่พร้อมจะเป็นอันตรายต่อเท้าได้แทบทั้งสิ้น เช่น ตะปู กรวด กระจก เศษไม้ เศษกระเบื้อง เศษแก้ว หรือแม้กระทั่งสิ่งปฏิกูลทั้งหลาย ก็ขอให้ผู้ที่คิดว่าในแง่ลบ ลองเปิดใจคิดใหม่ เพราะตัวเองยังต้องการความสบาย ความปลอดภัย ต้องศีรษะจรดเท้า เรื่องที่สามารถทำให้พระท่านได้รับในสิ่งที่สามารถหาเองไม่ได้ เพราะท่านจับเงินไม่ได้และท่านจะเอ่ยอยากได้อะไรก็ลำบากเพราะจะเป็นกิเลส คุณ ๆ ที่จิตคับแคบลองไปบวชดูเองบ้าง หรือไปปฏิบัติธรรมรักษาศีล 8 แล้วคุณจะเข้าใจโลกแห่งธรรมชาติมากขึ้น

โดย : โนเนม เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 13 กุมภาพันธุ์ 2554 เวลา 13:32:12 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 72

เราเป็นพุทธศาสนิกชน พยายามที่จะรักษาศาสนาให้อยู่ยั่งยืน สิ่งใดที่เป็นการแบ่งเบาภาระได้ก็จงทำ เรื่องใดดีไม่ดีก็ดูเป็นข้อๆไป อย่าเอาความคิดตัวเองเป็นหลัก คนที่ยึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก้เปรียบได้ว่าเป็นคนไม่ปล่อยวาง ไม่ตึงเกิน ไม่หย่อนเกิน ถึงจะดี โลกเป็นยังไงก็ก้าวให้ทันโลก อย่าล้าสมัย ความคิดล้าสมัยรังแต่จะบั่นทอนให้ทุกอย่างเสื่อมโทรม รู้จัก ปรับ แต่ง ใส่ความสร้างสรรค์ นึกถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน อย่าคิดถึงแค่ตัวเอง

โดย : มาหาข้อมูลเพราะคุณพ่อจะบวช เมื่อ วันอังคาร ที่ 22 กุมภาพันธุ์ 2554 เวลา 22:56:48 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 73

พรุ่งนี้จะไปทำบุญถวายสังฆทาน ก็ซื้อสิ่งที่จำเป็นที่เคยๆเห็นพระท่านใช้ค่ะ
คนเราทำบุญทำด้วยใจ อย่าไปยึดติดกับอะไรให้มากนัก เพราะตายไปเราก็เอาอะไรไปไม่ได้ แม้แต่สังขารก็ยังไม่ใช่ของของเราเลยค่ะ


โดย : มินมิน เมื่อ วันเสาร์ ที่ 12 มีนาคม 2554 เวลา 22:53:17 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 74

เห็นด้วยกับข้อคิดเห็นที่ 73 นะ...
ศรัทธา แบบ มีปัญญา ดีกว่า จะให้ ก็เรื่องของเรา ไม่ให้ก็เรื่องของเรา เป็นการสร้างบารมีน่ะ แต่ก็ให้คุ้มค่าและได้ประโยชน์จริง ๆ เท่านั้นก็ถือเป็นการเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกันละ.. อย่าไปตั้งข้อแม้แบบบ้า ๆ เลย ถือว่าช่วยเหลือกัน..เพื่อสร้างสรรค์สังคมที่ดีกว่าเดิมนะจ๊ะ


โดย : abbamatho@hotmail.com   email : abbamatho@hotmail.com เมื่อ วันอังคาร ที่ 5 เมษายน 2554 เวลา 20:11:54 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 75

ขอเคารพทุกกระทู้ ทุกความคิดเห็น ที่ได้อ่านมาทั้งหมด ทุกๆคนมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน หลากหลายความคิด แต่จิตที่ทุกคนจะพึงกระทำ คือ จิตที่บริสุทธิ์ จริงๆ ดิฉันไม่ได้บวชเป็นพระ ไม่ได้อยู่ในป่า แต่พระที่บ้าน สอนให้ทำความดี อย่าคิดหวังสิ่งใดตอบแทน ถ้าจะให้ ต้องให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ที่สำคัญทุกคนอย่าลืม พระในบ้าน คือ คุณพ่อ คุณแม่ ด้วยนะคะ

โดย : ชมพู่   email : mumnamhom@hotmail.co.th เมื่อ วันพฤหัส ที่ 14 เมษายน 2554 เวลา 10:31:58 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 76

การทำบุญ จะได้ผลหรือไม่นั้น อยู่ที่เจตนานะคะเราว่า
สบู่ ยาสระผม ยาสีฟัน ฯลฯ ปัจุบันของใช้เหล่านี้ถือเป็นของใช้ที่จำเป้นในชีวิตประจำวัน ในอดีตไม่มี ปัจุบันมี ไม่ได้แปลว่าเป็นสิ่งของที่ผิดต่อศีลธรรม โลกเราเปลี่ยนไป สิ่งของเหล่านี้เกิดขึ้นมา เพื่อความเหมาะสมตามกาล
ถ้าเป็นของที่ผิดหลักปฏิบัติตนสำหรับสงฆ์ ท่านคงจะไม่ยอมรับไว้ หรือคงมีบัญญัติไว้นานแล้ว ในทางตรงกันข้าม พระสงฆ์ท่านก้อคงเห็นว่าเป็นสิ่งของที่จำเป็นตรงตามยุคกาลปัจจุบัน ท่านใช้สิ่งของเหล่านี้ เพื่อประโยชน์อันใด ท่านย่อมสามารถพิจารณา และบอกตนเองได้อยู่ทุกขณะ ไม่ใช่กิจของเราที่จะไปวิจารณ์
เรื่องความหอม ทำไมเราจึงาถวายดอกไม้ พวงมาลัยเวลาทำบุญ เไม่ใช่ว่าเป็นเพราะว่ามันหอม และสวยงาม เหมาะแก่การบูชาหรอกหรือคะ
ของหอมหลายอย่าง คนก้อเชื่อมาแต่โบราณแล้วว่าเป็นสิ่งสมควรแก่การถวาย บูชา แต่พระท่านก้อไม่ได้ยึดติดกับสิ่งเหล่านี้นี่คะ ผู้ปฏิบัติท่านสามารถมองอะไรออก แยกผิดชอบ ชั่วดีได้ เราไม่สมควรมาวิจารณื หรือวิเคราะห์แทนท่านเหล่านั้น เมื่อคุณจิตเป็นกุศล อยากทำบุญ ก้อทำไปเถอะค่ะ อยู่ที่เจตนาของเราล้วนๆ ว่าเราทำบุญเพื่ออให้พระสงฆ์ท่านได้รับประโยชน์อันใดจากสิ่งที่เราถวาย ตัวอย่างเช่น สำหรับเรา เราถวายของใช้ที่กล่าวมาให้พระสงฆ์ เพราะเห็นว่าท่านจะได้ประโยชน์ทางด้าน ความสะอาด ปราศจากความสกปรก หรือโรคภัยต่างๆ ให้ท่านได้มีสุขภาพกายและใจที่ดี เพื่อที่จะได้มีแรงกายแรงใจเผยแผ่ศาสนาต่อไปอีกนานๆ เราเชื่อว่าเป็นเจตนาที่ดี แต่เมื่อใดถ้าเราบริจาคสิ่งของเหล่านี้ โดยคิดจะให้ท่านได้ดื่มด่ำกับความหอม และลุ่มหลงในกลิ่นหอม นั่นคือเจตนาที่ผิดสำหรับเรา และเป็นบาป เราได้บาป ส่วนพระสงฆ์ก้อเช่นกันคะ ถ้าท่านใช้สิ่งของเหล่านี้ด้วยใจบริสุทธิ์ มิใช่เพราะความลุ่มหลงมัวเมา เราเชื่อว่าท่านก้อไม่ผิด ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเจตนาทั้งนั้น


โดย : พิจารณาด้วยธรรม   email : wickedspell@hotmail.com เมื่อ วันจันทร์ ที่ 9 พฤษภาคม 2554 เวลา 14:50:15 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 77

ก็ดีนะ

โดย : เอ็ม   email : www.aom24@gmail.com เมื่อ วันอังคาร ที่ 10 พฤษภาคม 2554 เวลา 21:44:28 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 78

เห็นด้วยอย่างยิ่งกับ คุณพิจารณาด้วยธรรม ขึ้นอยู่กับเจตนาครับ
ทำบุญได้บุญ ทำกุศลได้กุศลครับ


โดย : สุพิศชา   email : sakornsil@hotmail.com เมื่อ วันศุกร์ ที่ 13 พฤษภาคม 2554 เวลา 16:56:31 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 79

ถ้าใครยากจะถวายอะไรก็ถวายมาได้เลยครับไม่ห้ามครับพระทานรับหมดครับทานรู้จักศีลครับอันไหนผิดทานก็ไม่ใช้ครับ เราถวายไม่ต้องกะเกณว่าอันนั้นดีอันนั้นได้อันนี้ไม่ได้หรอกครับคนที่ตั้งใจถวายจะเสียโอกาศทำบุญป่าวๆครับและคนห้ามก็บาปป่าวๆถวายดอกไม้เหี่ยวๆตายปุบยังเกิดเป็นนางฟ้าเลยครับอยู่ที่จิตใจเราครับในการจะให้ครับครับสายกลางครับ

โดย : ทำบุญ เมื่อ วันเสาร์ ที่ 11 มิถุนายน 2554 เวลา 02:41:02 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 80

ยินดีกับทุกความคิดเห็นค่ะ สายกลางเป็นทางที่ใจคนปฏิบัติยากยิ่งนะคะ

โดย : nuch เมื่อ วันอังคาร ที่ 21 มิถุนายน 2554 เวลา 13:19:26 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 81

คิดว่าเราทำสังฆทานก็เพื่ออำนวยความสะดวกให้พระไม่ต้องมาลำบากเรื่องเกี่ยวกับทางโลกจะได้มีเวลาปฏบัติมากขึ้นดีกว่าครับ คิดว่าเราเติมเต็มในสิ่งที่ไม่ใช่ทุระของพระท่าน

โดย : arms เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 26 มิถุนายน 2554 เวลา 00:10:05 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 82

ขึ้นอยู่กับปัญญาของแต่ละบุคคลแล้วกันครับ

โดย : yo เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 3 กรกฎาคม 2554 เวลา 13:34:37 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 83

อยากให้มุมมองอีกมุมหนึ่งว่า ให้ดูเจตนามากกว่านะค่ะ การที่ท่านใช้คอมพิวเตอร์ เพราะ เด่วนี้โลกเราติดต่อสื่อสารกันด้วยคอมพิวเตอร์ การกระจายข่าวเรื่องงานบุญ คงปากต่อปากกันไม่มากหนัก แบบนี้พระที่มาเผยแพร่ศาสนาที่ อเมริกา ท่านคงได้ขึ้นชื่อว่า ทำผิดมหันต์หรือค่ะ พระที่อเมริกา ท่านต้องพึ่งตนเองทั้งนั้น อย่างคอมพิวเตอร์ท่านมีไว้เผยแพร่ข้อมูล ชักชวนเข้าวัด มาปฎิบัติธรรม ไม่เฉพาะคนไทยเท่านั้น มีคำกล่าวหนึ่งนะค่ะ คิดว่า คงรู้จัก เทพจี้กง ท่านสำเรจอรหันต์ในขณะที่ยังเมา นั้นแสดงว่า เราจะยึดรูปกายภายนอกหรือค่ะ ดูภายในและเจตนาดีกว่า หนูเปนผู้น้อย ไม่อาจตักเตือนใครได้ เพียงเสนอให้มุมมองที่หนูอยู่ทุกวันนี้

โดย : กนกนุช   email : iammayz@hotmail.com เมื่อ วันอังคาร ที่ 23 สิงหาคม 2554 เวลา 01:33:44 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 84

สรุปแล้ว อยากให้อดีตพระป่า ชักชวนเพื่อนพ้องน้องพี่ คุณพ่อ คุณแม่ คุณลูก คุณหลาน มาบวชใหม่จัง ถ้าอยู่ใกล้จะขออาสาโกนผมให้ก่อนใครเลย ขอสาธุ สาธุ พระดียังมีอยู่ พระชั่วก็มีเยอะ แต่กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมสนอง เคยดูป่าว ฟ้ามีตา สรุปว่า ปฏิบัติตามทางสายกลางดีแล้ว ไม่ตึงเกิน ไม่หย่อนเกิน พระเองก็ต้องสำรวมในศีลของตน โยมเองก็ต้องเข้าใจพระ เข้าถึงพระ ปฏิบัติตนเป็นอุบาสกอุบาสิกาที่ดี บอกบุญก็รับ เปิดประตูบ้านต้อนรับ เอาสั้น ๆ ถ้าอยากถวายอะไรก็ถวายไป ขอให้อยู่ในปัจจัย ๔ ๕ ๖ ๗ หรือ ๘ ที่จำเป็นและเหมาะกับสมณวิสัย หรือเข้าไปถามท่าน ปวารณาตัวก่อน แล้วถามว่าท่านต้องการอะไร ขาดเหลืออะไร พอที่เราจะช่วยขวานขวยให้ท่านได้ ตามกำลัง (เจตนาหัง ภิกขะเว กัมมัง วะทามิ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า เจตนานั่นแหละเป็นกรรม (อยู่ที่เจตนา) ทั้งพระทั้งโยม (ไปดูเรื่องพระจักขุบาล พระอรหันต์ตาบอด เดินจงกรมเหยียบแมลงตายเพียบ พระพุทธเจ้ายังบอกว่าไม่เป็นไร เพราะไม่เจตนา) ในแง่ของกรรมนะ เอาเถอะ ถวายปัจจัย ๔ ก็แล้วกัน มี จีวร อาหาร กุฏิที่อยู่ ยารักษาโรค ปัจจุบันก็เพิ่มเข้ามา มีน้ำ ยานพาหนะ เครื่องมือสื่อสาร พอแล้ว

โดย : อดีตนักบิน (บิณฑบาตร)   email : nongsam17@hotmail.co.th เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 4 กันยายน 2554 เวลา 00:12:03 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 85

ไม่มีอะไรที่จะสนุกเมามันไปยิ่งกว่าการได้วิจารณ์พระสงฆ์ องค์เจ้า อีกแล้ว แต่เป็นธรรมดาของคน ดีมองไม่ค่อยเห็น วิจารณ์ไม่ค่อยเป็น การนินทา ใส่ร้ายป้ายสี เป็นบาปตกนรก

โดย : ชาวพุธ (พุทธ) เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 4 กันยายน 2554 เวลา 00:18:11 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 86

โลกไม่ได้เปลี่ยน เพียงแต่คนในยุคสมัยใหม่เปลี่ยนจารีตให้บิดเบี้ยวสอดคล้องสมัยปัจจุบัน เพื่อความสะดวก

ทุกความเห็นที่กล่าวมา ประชดประชัน หากเปลี่ยนสรรพนามจากท่านอดีตพระป่า เป็นพระป่า

คำประชดประชัน จากคนถือศีลทำบุญเช่นพวกท่าน จะยังออกมาอยู่หรือไม่


โดย : พระวินัยให้บิดเบี้ยว เพราะตีความเรื่องเจตนาเพียงอย่างเดียว เมื่อ วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน 2554 เวลา 03:28:05 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 87

ควรจะแยกกันในเรื่องการถวายสังฆทานกับการรับของถวายนะครับ
เราถวายของที่ดี(เจตนาดี)ให้แก่พระสงฆ์ก็ควรจะถือว่าทำดี
พระท่านรับไปก็จะให้ศีลแล้วพิจารณาเองว่าควรจะใช้สิ่งไหนควรจะให้ทานในสิ่งไหน
ของสิ่งไหนท่านใช้ไม่ได้ท่านก็จะให้ทานก็ผู้อื่น(อาทิเช่น เด็กวัด)เองอย่าไปกังวลกับท่านเลย
และที่สำคัญการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะความเป็นอยู่ก็สำคัญนะครับ
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมแสดงความคิดเห็นครับ


โดย : Totosts   email : PAwattinon@hotmail.com เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 11 ธันวาคม 2554 เวลา 09:39:17 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 88

ว่าจะไม่ขอออกความคิดเห็นแล้วแต่อดไม่ได้

สำหรับเหตุการตรงนี้ผมคิดว่าผมค่อนข้างเห็นด้วยกับความคิดเห็นที่ 68 ครับ
ในฝ่ายของผู้ให้ การให้ไม่ใช่ว่าต้องให้ด้วยใจ(เจตนา)อันบริสทิ์เพียงด้านเดียว ผมเคยได้ยินมาว่า (เข้าใจว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสแต่กับใครไม่ทราบ) การให้จะสมบรูณ์ได้ ก็ต่อเมื่อ ผู้ให้เต็มใจให้ ผู้รับเต็มใจรับและสมควรแก่การได้รับ (สมควรตรงนี้อาจหมายถึงมีศิล หรือขอที่ให้ไปควรให้ประโยชน์) ทีนี้ว่าประโยชน์แก่พระสงฆ์นั้น "แค่ใหนถึงจะเรียกว่าสายกลาง"ล่ะ ที่นี้ก็ต้องมาพิจารณากันทีละชนิดทีละอัน มันอาจจะฟังดูเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่ผมว่าตรงพิจารณานี้และเป็นใจความของ ศาสนาพุทธเลยนะครับ หากการบูชากระทำการไดๆ ทำโดยไร้ซึ่งการพิจารณาให้ดีถึงประโยชน์ โทษ คุณ แล้วมันไม่ต่างอะไรกับการกระทำโดยขาดสติ ผมเข้าใจว่าผู้ที่บวชนั้นต้องการที่จะหาทางออกให้ความทุกข์ของตัวเอง แต่ถ้าเราขาดสติพิจารณาตัวเอง (ในทุกๆ อิริยาบท ยืนเดินนั่งนอนคิด หรือที่ให้ดู กาย เวนาท จิต ธรรม นั่นแหละ ) แล้วเราจะรู้ได้ยังไงทุกข์อยู่ตรงใหนบ้าง (ตรงนี้ผู้ปฎิบัติอย่างจริงจังจะรู้ซึ้งเลยอ่ะ) กระนั้นคงจะต้องรอพระนิพานไปอีกสักหน่อย ซึ่งในส่วนของการพิจารณานั้น ไม่ใช่ว่ายกให้เป็นแต่หน้าที่ผู้รับ "พระ" อะไรก็พระๆ แต่ฝ่ายเดียว เพราะผู้ิพิจารณานั้นผู้ได้กระทำมากย่อมได้มาก ผู้ใดกระทำน้อยย่อมได้น้อย เป็นธรรมดา ที่แน่ชัดคือ ผมเคยได้ยินในบทสวดแปลได้ความว่า ธรรมนั้น รู้ได้เฉพาะตน คือทำไปก่อนแล้วเดี้ยวก็จะเห็นสิ่งที่ต้องปรับแก้ภายหลัง ความถูกผิดของคนๆหนึ่งนั้นขึ้นอยู่กัน "ปัญญา" หรือจะขอเรียกว่าประสบการณ์ของผู้นั้นที่ผ่านมา ถ้าผ่านมากรู้มากปัญญามาก ความเห็นที่ตะก่อนเคยถูกอาจเปลี่ยนก็ได้ (ท่านพุทธทาส)สำหรับผมขอให้ความเห็นเพียงแค่นี้ครับ


โดย : เด็กเดินตามครู แต่นู๋เดินเอง   email : phrom308354@hotmail.com เมื่อ วันพุธ ที่ 14 ธันวาคม 2554 เวลา 18:28:39 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 89

หากได้ปฎิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว หลายๆท่านจะซึ้งใจนะคะ บางครั้งจุดมุ่งหมายในการบวชอาจแตกต่างต่างกัน ความต้องการและความเห็นที่แสดงออกมาจึงต่างกันค่ะ ขอให้พระพุทธศาสนาของพระโฆดมมั่นคงต่อไปค่ะ

โดย : pora8   email : pora8@hotmail.com เมื่อ วันพฤหัส ที่ 15 ธันวาคม 2554 เวลา 16:17:14 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 90

ใจร่มๆ ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปเน๊อะ จะถวายอะไรกะดูให้เหมาะสมและจำเปงละกันพระที่ดีย่อมรู้ว่าสิ่งใดควรหรือไม่ควรด้วยตัวท่านเอง รู้ดีชั่วอยู่แก่ใจ สาธุ.... ^_^

โดย : หมูน้อย เมื่อ วันเสาร์ ที่ 28 มกราคม 2555 เวลา 10:33:20 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 91

ถ้าถือศีลวัตรข้อปฏิบัติโดยถือตามพยัญชนะ คงเถียงกันไม่รู้จบหรอกคับ

นั้นก็เพราะ เรายังไม่เข้าใจหลักการ และจุดมุ่งหมายของวัตรข้อนั้นจริงๆ

ถึงได้ยึด ถือ สีลวัตรอย่างงมงาย คือถือตามๆ กัน ถือย่างไม่รู้ ถืออย่างไม่เข้าใจ

พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีแก่น มีหลักการ และมีความเป็นเหตุเป็นผลที่ชัดเจนดีแล้ว อย่าไปหลง เปลือก หลง กระพี้จน หลงไปจากแก่นที่แท้จริงของพุทธสาสนาเลยคับ

สำหรับผู้จะให้ทานนั้น กลับไปทำเข้าความเข้าใจ ให้ถ่องแท้ หรือให้มากขึ้นเกี่ยวกับการทำบุญเถอะครับ ว่าท่านให้ทานกับใคร เขามีบทบาทอะไร อะไรเหมาะสมกับเขา อะไรมีประโยชน์ต่อเขา อะไรไม่มีประโยชน์ อะไรมีโทษต่อผู้รับหรือไม่เหมาะสม สิ่งนั้นไม่ควรให้คับ อย่าอ้างว่าเจตนาดี แล้วให้ทานโดยมักง่ายเลยคับ


โดย : Pj   email : pj@hotmail.com เมื่อ วันอังคาร ที่ 31 มกราคม 2555 เวลา 15:36:31 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 92

เดินทางสายกลางดีแล้ว อย่ายึดติด ความตายอยู่กับเราทุกวินาทีนั่นแหละ สาธุ สาธุ สาธุ

โดย : วรมาศ   email : Ann_november@hotmail.com เมื่อ วันเสาร์ ที่ 18 กุมภาพันธุ์ 2555 เวลา 06:45:57 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 93

ผมถามจริงๆว่ามีกี่รูปที่ ใช้คอมพิวเตอร์ แล้วดันไม่เจอกับรูปที่ ปลงไม่ลง ะ
สรุปเลิกใช่เถอะ ปัจจุบันพระก็อ้างต่างๆนานาว่างานคณะสงฆ์ เห็นมาเยอะ เพราะเคยบวช
ยังเคยปิดจอเลยไปช่วยงาน ท่านนั้น เชื่อยังมีอีกหลายตนเยอะมาก(อย่าเรียกเป็นรูป)แต่ยังอุตริครองผ้าอยู่ บางท่านเป็นพระครูด้วยซ้ำทั้งพระครูฐานานุกรมบ้าง พระครูพัดยศก็มี โว๊ย แยะ

มีอีกเยอะ ไว้จะบอกต่อ ยศยังซื้อเลย ตจว มาให้ เสียเงินหน่อย (เค้าเรียกเสียงค่าน้ำมันเวลา พ...ระผู้ใหญ่มาจอดรถหน้ากุฎิ จริงไม่จริง ก็ถามใจตัวคุณเอง


โดย : เห็นมาเยอะ   email : Krp.tang2000@gmail.com เมื่อ วันจันทร์ ที่ 27 กุมภาพันธุ์ 2555 เวลา 23:58:29 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 94

ถึง อดีตพระป่า>> ถ้าตัดทางโลกได้จริงๆๆ คงไม่เป็นเเค่"อดีต" พระ หรอกค่ะ คุณคงบวชจนไม่สึกแล้ว คุณใช้คำว่าอดีต ก็เเสดงว่า ปัจจุบันคุณเป็นฆราวาส สมัยนี้โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว บอกไม่ให้ยิดติดสิ่งของ คุณยังยิดติด ความคิดเดิมๆของคุณเองเลย (อย่าเเสดง ความคิด จนคนอื่นรู้ จิตใจของคุณ) อย่าให้คนอื่นมาว่าเลยเจ้าค่ะ ขอโทษที่ เยอะไปหน่อย ไม่ชอบคนที่ขัดจิตใจคนอื่นในการทำกุศล

โดย : เกษตร เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 11 มีนาคม 2555 เวลา 03:52:15 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 95

คำว่าพระป่า หมายถึง พระที่นิยมอยู่ป่าเป็นวัตร ไม่นิยมคลุกคลีกับหมู่ชน ซึ่งเน้นพึ่งตนเองกับบริขารที่มีอยู่ เพื่อถอดถอนกิเลส ตามข้อวัตรปฏิบัติ

และพระป่าก็ไม่ได้จะหมายถึงแต่ พระนิกายธรรมยุต เ่ท่านั้น พระมหานิกายก็เป็นพระป่า ได้เช่นกัน ถ้านิยมอยู่ป่า พอใจกับการปลีกวิเวก เพื่ออบรมจิต ตนเอง ส่วนเรื่องการหาความรู้แจ้งในทางปฏิบัติ ผมเข้าใจ คุณอดีตพระป่า นะ เพราะคุณหมายถึง ความรู้แจ้งในทางธรรม ไม่ใช่ความรู้ทางโลกบัญญัติ ที่หาอ่านที่ไหนก็ได้

แต่เห็นทุกท่านที่ตำหนิ คุณอดีตพระป่า ส่วนใหญ่ทุกท่านคงเจอะเจออยู่กับพระบ้าน หรือพระในเมืองที่ยังคลุกคลีอยู่กับหมู่คณะ ไม่ได้นิยมป่า เหมือนกับพระป่า

ขอยกเว้นกรณีที่พระสงฆ์(พระป่า) ที่อายุมากๆ นะครับ สังขารท่านไม่ไหวจริงๆ ญาติโยมถึงได้อยากให้อยู่กับหมู่คณะจะได้ดูแลได้

ถ้าเป็นสายพระบ้านนี้ผมคิดว่าจะทำสังฆทานตามที่ว่าข้างต้นก็แล้วแต่ครับ แต่ถ้ายังไง อยากจะเข้าวัดก็ช่วยศึกษาข้อวัตร ของพระสงฆ์์กันด้วยนะครับ จะได้ไม่ต้องมาเถียงกัน

ถ้าอยากจะทำสังฆทานกับพระป่า ก็ต้องลองพิจารณาดูของคุณอดีตพระป่า ด้วยแล้วกัน ข้อวัตรท่านเคร่งครัดมาก เงินไม่แตะ(มันมีตั้งแต่ ในศีล 10แล้ว)

เรื่องคุณอดีตพระป่า จะสึกหรือไ่ม่สึก ไม่ต้องไปเหน็บเค้าหรอก ทุกคนต่างมีเหตุผลส่วนตัว ที่ไม่สามารถครองสมณเพศได้ ก็ด้วยบุญกรรม อนาคตไม่อาจรู้ได้ อดีตไปสนใจทำไม ปัจจุบันกำลังทำอะไรกันอยู่ หลงอะไรกันอยู่ คิดๆๆๆๆๆ

ไปละ ชะแว๊บ เออ เมื่อกี้ความเห็นต้นๆ เลย ให้ระวังคำพูดหน่อยนะครับ ที่ว่า "ใครบัญญัติไอ้พระป่า น่ะ" ฟังแล้วไม่ดีเลยนะครับ ช่วยคิดก่อนพูดนะ


โดย : คนไทยเชื้อสายจีน เมื่อ วันเสาร์ ที่ 31 มีนาคม 2555 เวลา 02:06:23 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 96

ทุกสิ่งย่อมมีดีและไม่ดี อย่าไปยึดมั่นถือมี่น
สัฆทานผู้ทำย่อมได้อานิสงฆ์ ส่วนจะได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับว่า เราทำแล้วใครเดือดร้อนหรือไม่
เราไม่เดือดร้อน ผู้อื่นไม่เดือดร้อน ย่อมได้อานิสงฆ์มาก
ส่วนในเรื่องของในถังสังฆาน ก็แล้วแต่จิตศรัทธาแต่ละบุคคล อาจจะนำข้อคิดของในหลวงท่านมาใช้ก็ได้ คือ ทุกสิ่งย่อมมีค่า สมควรใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด คุ้มค่าที่สุด ย่อมเกิดผลดีสูงสุด
เพราะพระท่านไม่ได้เรียกร้อง ส่วนพระป่ารึพระวัดนั้น ก็ต้องเข้าใจว่า พระป่าตึงไปก็ไม่ดี ส่วนพระวัดหย่อนไปก็ไม่ดี ขึ้นอยู่กับกรรมของแต่ละบุคคล อย่าไปโทษว่าพระวัดไม่เคร่งครัด ส่วนพระป่าก็เคร่งเกินไป เพราะจะดูเหมือนว่าสงฆ์นั้นแตกแยกย่อมเป็นบาปหนัก เป้นอนันตริยกรรม และพระพุทธองค์ไม่เคยสอนให้แยกพระป่า พระวัด เพราะพระทุกรูปย่อมมีศีล227เหมือนกัน และมีพระบรมศาสดาองค์เดียวกัน คือ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า สาธุ!!!


โดย : น้องคีย์ นิเทศ NPRU ปี1   email : yoozaa_2007@hotmail.com เมื่อ วันอังคาร ที่ 10 เมษายน 2555 เวลา 17:38:51 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 97

นางวิสาขาซึ่งพระพุทธเจ้ายกย่องให้เป็นเป็นมหาอุบาสิกาจะเลือกถวายทานแต่ของที่ละเอียด และปราณีตที่สุด จีวรก็เป็นจีวรที่เนื้อดีที่สุด อาหารก็เป็นอาหารที่อร่อยที่สุด
ความเห็นส่วนตัวคิดว่าในแง่ของผู้ถวายทาน ควรเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อถวายแต่พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า ส่วนพระที่กำลังปฏิบัติเพื่อไปสู่หนทางแห่งการพ้นทุกข์นั้น ท่านอาจปฏิเสธสิ่งเหล่านี้เพื่อทรมานกิเลส นั่นก็เป็นสิ่งที่ท่านเลือกทำได้



โดย : ผู้สะสมบุญ เมื่อ วันจันทร์ ที่ 30 เมษายน 2555 เวลา 20:28:02 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 98

เห็นด้วยกับคห.95นะคร้า จะยังงัยก่ะแร่วแต่ เราชาวพุทธมีฟามคิด มีปัญญาก่ะควรจาพิจารณาเอานะค่ะว่าอะไรสมควรหรือไม่สมควร ทุกอย่างมองที่เจตนาคร้า ต่ะอย่าไปเหน็บคุนอดีตพระป่าเค้าเร่ยคร้า อ่านแร่วรุสึกม่ายสบายจัย เพราะคุณอดีตพระป่าจะสึกออกมาด้วยเหตุผลใดใดก่ะตาม เราม่ายสามารถทราบได้ ต่ะถ้าเค้าจำเปนต้องสึกมาเพื่อทำหน้าที่ที่ดีเช่นดูแลพ่อแม่ที่เจ็บป่วย หรืออื่นๆๆๆๆๆๆ คนที่เหน็บแหนบเค้าอ่ะคร้า คุนจาม่ายบาปปากเหรอคร้า

โดย : JuJub   email : jujub-jubujubu@hotmail.com เมื่อ วันพฤหัส ที่ 3 พฤษภาคม 2555 เวลา 19:30:22 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 99

ขอบพระคุณที่และขออนุโมทนาสาธุ..
..เป็นสิงที่ต้องคำนึงว่าถวายแล้วมีประโยชน์กับพระหรือไม่เป็นสิ่งที่ดีกว่า
..ถวานโดยที่ของในถึง..ใช้ประโยชน์ไม่ได้
..อย่างน้อยก็ได้เลือกของที่จำเป็นของชีวิตจริงของพระที่ต้องใช้
..ไม่ใช้ไปหยิบของสวยแต่หน้าตา..แต่ข้างในคนถวายเองก็ใช้ไม่ลง
..แล้วจะนำไปถวายพระ..แล้วให้พระใช้ก็ไม่น่าจะเป็นบุญ
..ของที่นำถวายก็ควรจะเป็นของดี..ที่เลือกสรรและเหมาะสม
..ไหนๆ..จะถวายแล้ว..ก็ควรพิจารณาของที่ดีใส่ใจในบุญที่กำลังจะทำ...


โดย : pp pornjaiharn   email : premka2008@gmail.com เมื่อ วันพุธ ที่ 9 พฤษภาคม 2555 เวลา 12:43:35 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 100

ขอขอบพระคุณที่แนะนำของที่จะนำถวายที่จำเป็น10 อย่าง ขออนุโมทนาสาธุ..
..เป็นสิ่งดี ที่ควรคำนึงถึงว่าถวายแล้วมีประโยชน์กับพระหรือไม่
..อย่างน้อยก็ได้เลือกของที่จำเป็นของชีวิตจริงของพระที่ต้องใช้
..ไม่ใช่ไปหยิบของสวยแต่หน้าตา..แต่ข้างในถังคนถวายเองยังใช้ไม่ลง
...แล้วนำของที่ไม่ดี..ไปถวายพระก็ไม่น่าจะเป็นบุญ
...ของที่นำถวายก็ควรจะเป็นของดีที่เลือกสรรและเหมาะสม
...จะถวาย..ก็ควรจะพิจารณาของที่ดี..ใส่ใจในบุญที่กำลังจำทำ...ก็จะเป็นบุญ


โดย : pp pornjaiharn   email : premka2008@gmail.com เมื่อ วันพุธ ที่ 9 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:11:03 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 101

พระ ท่านก็คือมนุษย์คนนึงที่อุทิศตัวเองเพื่อทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการเผยแพร่คำสอนของพระพุทธศาสนาค่ะ ฉะนั้นการดำรงตนในชีวิตประจำวัน คงไม่จำเป็นต้องตึงเกินไป จนเป็นการทรมานสังขารหรือต้องไม่หย่อนเกินไป จนเป็นผู้ไม่อยู่ในศิล อย่างการสวมร้องเท้าเช่นกัน เราลองดูสภาพภูมิประเทศ และอากาศในยุคปัจจุบันกับเมื่อ 100-200 ปีที่แล้วสิคะ การเดินทางโดยเท้าเปล่าในยุคปัจจุบัน คงไม่เหมาะเท่าใดนัก หากไม่สวมรองเท้า จะกลับกลายเป็นการทรมานสังขารเปล่าๆ ซึ่งการทำให้ตัวเองเกิดทุกข์ ก็เป็นบาปอีกเหมือนกัน ฉะนั้นการละ ในทางพุทธศาสนา น่าจะเป็นการละการทำบาป การเบียดเบียน เพื่อขัดเกลาจิตให้บริสุทธ์มากกว่าค่ะ เพื่อให้ตัวเองสอนผู้อื่นได้ในด้านจิตใจ หากแต่วัตถุบางอย่าง รวมถึงการเรียนรู้ทางโลก จำเป็นต้องศึกษาอยู่บ้าง เพื่อประยุกต์คำสอนของพระพุทธศาสนาให้ทันการณ์ปัจจุบัน เช่น หลายคนสงสัยว่าทำไมต้องใช้คอมพิวเตอร์ internet อาจเป็นเพราะประโยชน์ในการเทศนามากกว่า ซึ่งการเลือกบริโภคข้อมูลของผู้ทรงศีล คงอยู่ที่ตัวท่านมากกว่าค่ะ....ว่าท่านคือผู้ที่ตัดกิเลสแล้ว..คือผู้ที่ละแล้วหรือไม่...ท่านคือตัวแทนที่อาสาจะเผยแพร่คำสอนของพระพุทธเจ้าจริงหรือไม่ค่ะ................เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวบางมุมเท่านั้นนะคะ...ท่านอื่นมีความเห็นแตกต่างอย่างไร...ไม่มีใครผิด..หรือถูกค่ะ

โดย : นื   email : leadinglight_p@yahoo.com เมื่อ วันจันทร์ ที่ 18 มิถุนายน 2555 เวลา 13:01:33 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 102

ถ้าไปถวายพระวัดป่าขอแนะนำหาซื้อสีย้อมจีวรและผ้าขาวไปด้วย สีย้อมจีวรที่ดีต้องซื้อตรากิเลน ผ้าขาวต้องเป็นเนื้อผ้าฝ้าย ซัลฟอร์ไล รับรองถูกใจพระแน่

โดย : สาธุ   email : sivasumpan@hotmail.com เมื่อ วันอังคาร ที่ 10 กรกฎาคม 2555 เวลา 22:39:54 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 103

สายธารบุญสังฆภัณฑ์ที่พระสามารถใช้ได้ในกิจวัตรประจำวันเป็นสินค้าที่มีคุณภาพเชิญแวะชมสินค้าได้ที่ http://www.saitarnboon.com

โดย : จอยสายธารบุญ   email : saitarnboon@hotmail.com เมื่อ วันพุธ ที่ 25 กรกฎาคม 2555 เวลา 15:24:40 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 104

อย่าไปว่าพระท่านเลย
คนโบราณท่านไม่เคยว่าหรือวิจารย์พระท่านเลย
เพราะอย่างน้อยก็ถือว่าพระท่านจะมาทำหน้าที่ต่ออายุพระศาสนา
จริงอยู่ที่พระบางรูปท่านจะมาบวชแก่บนหรือทนแทนพระคุณบิดามารดา
พรรษาน้อยจึงมีบ้างปฎิบัติตนไม่เหมาะสมเพราะยังขาดการขัดเกลา
และที่ท่านมาตั้งกระทู้ไว้ก็เป็นเพียงการแนะนำเท่านั้น
ส่วนใครจะเห็นด้วยหรือไม่นั้น ก็นาๆจิตตัง


โดย : ขาจร เมื่อ วันพฤหัส ที่ 2 สิงหาคม 2555 เวลา 22:33:48 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 105

เหอ เหอ เหอ พูดกันอีกก็ถูกกันอีกแท้จริงแล้ว เราว่ามองดูตัวเราเองดีกว่า ไม่ว่าพระหรือฆราวาส ต่างก็ต้องย่อมรู้อยู่แก่ใจ ใครทำบาปคนนั้นก็รับไป ไม่เห็นจะต้องไปมองข้อบกพร่องของสัตว์ประเสริฐด้วยกันเลย ก็เห็นๆอยู่ ถ้าเราเชื่อคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ซะอย่าง เราจะไปกลัวอะไร คำสั่งสอนของพระพุทธองค์ไม่ได้เสื่อมซักหน่อย...ฯ ข้อความนี้ที่เราโพสเราก็แค่ผ่านมาเห็น ไม่ต้องตามเรามาหล่ะ เพราะเราก็ทำบาปบ้างเป็นบางครั้ง แต่เราแก้ของเราเองได้ อีกอย่างถ้าบาปที่เราทำใครอยากได้เรายกให้เอามั๊ยหล่ะ สรุปสังฆทานถ้าเป็นของที่ไม่หมดอายุหากพระท่านใช้ก็ดีทั้งนั้นแหล่ะ คนทำคนให้ก็ปลื้มใจ แค่นี้แหล่ะบายจ่ะ

โดย : แค่ผ่านมาเห็น   email : nop-th@hotmail.com เมื่อ วันเสาร์ ที่ 4 สิงหาคม 2555 เวลา 11:35:46 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 106

ขอบคุณและดีใจผู้ที่ทำบุญและหลายๆข้อความคิดในทางบวก

โดย : โชคชัย   email : chokchai44444@hotmail.com เมื่อ วันอังคาร ที่ 14 สิงหาคม 2555 เวลา 06:35:08 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 107

ขอบคุณและดีใจผู้ที่ทำบุญและหลายๆข้อความคิดในทางบวก

โดย : โชคชัย   email : chokchai44444@hotmail.com เมื่อ วันอังคาร ที่ 14 สิงหาคม 2555 เวลา 06:37:42 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 108

ไม่ตึงไปไม่หย่อนไปนะครับ
ทั้งอดีตพระและอนาคตพระทั้งหลาย


โดย : อดีตพระวัดริมถนนในนนทบุรี   email : sukhumwitz@msn.com เมื่อ วันอังคาร ที่ 21 สิงหาคม 2555 เวลา 08:42:49 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 109

สิ่งของจะดี ก็อยู่ที่ผู้ให้ สิ่งของจะให้ ก็อยู่ที่พอดี

โดย : หนิง   email : ningbancha1@gmail.com เมื่อ วันจันทร์ ที่ 27 สิงหาคม 2555 เวลา 15:56:39 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 110

เคยเห็นผ้าขนหนูของพระสงฆ์ บางจริงๆ ถ้ามีโอกาสจะซื้อแบบมีคุณภาพไปถวายครับ

โดย : สะมะชาย   email : samachaigood@hotmail.com เมื่อ วันเสาร์ ที่ 1 กันยายน 2555 เวลา 10:15:58 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 111

คิดมากไปมั้ย เลยไม่อยากทำสังฆทานเลยกลัวของที่ทำไปจะทำให้พระสงฆ์ผิดวินัยแล้วตัวเราเองจะบาป

โดย : คิดมากไปมั้ย เลยไม่อยากทำสังฆทานเลยกลัวของที่ทำไปจะทำให้พระสงฆ์ผิดวินัยแล้วตัวเราเองจะปาป   email : tee-tee30@hotmail.com เมื่อ วันจันทร์ ที่ 17 กันยายน 2555 เวลา 11:06:16 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 112

พระสายธรรมยุติจำเป็นต้องใช้ของเหล่านี้ครับ และขึ้นชื่อว่าสายธรรมยุติ ท่านย่อมพิจารณาอยู่เนืองๆอยู่ตลอดว่าอะไรควรไม่ควร สาธุ


โดย : goggak เมื่อ วันอังคาร ที่ 25 กันยายน 2555 เวลา 17:00:00 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 113

พระสายธรรมยุติจำเป็นต้องใช้ของเหล่านี้ครับ และขึ้นชื่อว่าสายธรรมยุติ ท่านย่อมพิจารณาอยู่เนืองๆอยู่ตลอดว่าอะไรควรไม่ควร สาธุ


โดย : goggak เมื่อ วันอังคาร ที่ 25 กันยายน 2555 เวลา 17:02:34 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 114

พระเดี๋ยวนี้ก็เกินไป มีคอม+เดินหาซื้อของใช้เอง...ด่าคน..งั้นก็ต้องหาข้าวกินเอแงด้วยเลยจะดีมั๊ยล่ะ


โดย : R cheeva เมื่อ วันเสาร์ ที่ 6 ตุลาคม 2555 เวลา 08:49:18 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 115

อยู่ที่ เจตนา ครับท่าน

โดย : สาธุ เมื่อ วันพุธ ที่ 17 ตุลาคม 2555 เวลา 13:59:45 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 116

ความจำเป็นในยุคนี้เป็นยุคแห่งโลกาภิวัฒน์ หากจะให้พระสงฆ์รอคอยให้ญาติโยมทำให้ทุกอย่าง แล้วมุ่งหน้าปฏิบัติธรรมเพียงอย่างเดียวคงจะไม่ได้ การที่พระสงฆ์ต้องทำหน้าที่ในการเผยแผ่ธรรมนั้น ก็ต้องอาศัยปัจจัยสี่เป็นหลักเหมือนปุถุชนทั่วไป การใช้สิ่งของเครื่องใช้ในปัจจุบันก็มีสิ่งที่จำเป็นหลายอย่าง พวกที่แอบอ้างว่ากล่าวพระสงฆ์ว่าไม่ควรทำอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ควรจับเงิน พระสายป่าหรือสายอื่นๆก็แอบทำกันทั้งสิ้น ต่อหน้าญาติโยมไม่ทำหรอก ลับหลังก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้นพระท่านทำอย่างไรก็เป็นผลกรรมของท่าน ไม่ควรไปตำหนิท่าน หากเห็นไม่ดีหรือไม่ควรในสิ่งที่ผิดวินัยร้ายแรงจริงๆก็ควรแจ้งต้นสังกัดของท่านหรือสำนักพุทธศาสนาให้ดำเนินการ จะดีกว่าออกมาตำหนิพระ ควรนำเวลานั้นไปสำรวจตัวเองจะดีกว่านะ

โดย : คมสันต์ คนดี   email : high-249865@hotmail.com เมื่อ วันจันทร์ ที่ 22 ตุลาคม 2555 เวลา 20:47:53 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 117

เราว่าไม่สมควรเลยเพราะว่าจะทำให้พระมีกเลสมากขึ้นเเลผลที่จะตามมาคือความเสื่อมเสีย(คอม)

โดย : วิรัต ไชยชาติ   email : soslede@hotmail.com เมื่อ วันพุธ ที่ 24 ตุลาคม 2555 เวลา 18:54:31 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 118

โลกไม่ได้เปลี่ยนไปหรอกครับ คนต่างหาที่เปลี่ยน
พอคนเปลี่ยนไป คนก็พยายามจะทำให้สิ่งอื่นเปลี่ยนตาม
ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ก็คือสายกลางแล้ว


โดย : โป๊ก เมื่อ วันพฤหัส ที่ 29 พฤศจิกายน 2555 เวลา 14:20:51 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 119

ใช่พระคือคนครับ แต่เป้นคนซึ่งตัดแลังซึ่งกิเลส นั่นแหละคือ"พระจริง" พระต้องปฎิบัติให้อยู่ในศิลในธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ยุ่งเกี่ยวกับทางโลก ไม่ต้องนอนห้องแอร์ ไม่ต้องเล่นหรอกครับคอมพิวเตอร์ ทีวีก้อไม่ต้อง โทรศัพท์ก็ไม่เอา ของสะสมเป็นรถปิ๊กอัพติดเครื่องเสียงชุดใหญ่ ไม่ตึงไปหรอกครับ อย่าว่าแต่ปัจจุบันนี้เลยไปข้างหน้าอีกกี่ร้อยกี่พันปีคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ทันสมัยตลอด"สำหรับผู้ซึ่งต้องการ"หลุดพ้นจากทุกข์" ไม่ต้องไปทำให้พระทันสมัยตามยุคหรอกครับ และเราจะได้กราบพระจริงจริง ไม่ใช่กราบคนที่คิดอยากสบายหรือไม่มีอะไรทำแล้วไปบวชพระ ได้เงินง่ายไม่ลำบากนั่งนั่งนอนนอนไม่เคยปฎิบัติธรรมอยู่ในศิล ถ้าพระองค์ไหนคิดว่าตึงไปก็ศึกออกมาและหาเงินไปซื้อเองครับไม่บังคับ พระไม่ต้องออกมาหาคนครับ แต่คนที่ต้องการความสงบของจิตใจจะเข้าไปกราบและฟังคำเทศนาสั่งสอนจากท่าน เพื่อนำมาปรับใช้ในชีวิตและเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของเราชาวพุทธครับ อย่าลืมว่าพระพุทธเจ้าท่านปฎิบัติแล้วหลุดพ้นเมื่อสองพันกว่าปีก่อนครับ ถ้าอยากหลุดพ้นก็ปฎิบัติตามไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไรก็หลุดพ้นได้ครับ ถ้าไม่อยากหลุดพ้น"ก็อย่าเป็นพระเลย" อยากจะทันโลกก็เป็นคนธรรมดานี่แหละครับไม่ว่ากัน "อย่าทำพระเป็นอาชีพเลยครับ"พุทธศาสนาจะเสื่อมลงทุกทีเพราะความทันสมัยของพระนี่แหละครับ
สรุป สิ่งไหนที่ให้แล้วพระได้ประโยชน์"ไม่เกิดกิเลส"ผมว่าสมควรกว่าครับ ผมเปิดคอมฯเข้าเว็ป เจอนมเด้งดึ๋งดึ๋ง(โฆษณาต่างๆ)แทบทุกเว็ป ผมว่าพระต้องเห็น สมควรใหมครับ


โดย : คนตึงครับ   email : netiya-yuth@hotmail.co.th เมื่อ วันศุกร์ ที่ 7 ธันวาคม 2555 เวลา 10:50:29 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 120

ใครทำใครได้ เจตนาจะให้เขาหายเข้าใจผิด แต่เขารับไม่ได้ก็ปล่อยไป นี่คห.ต้นๆหายไปตั้งนานแล้ว พระท่านจะฟังเพลง ดูกระจก ปล่อยท่าน เราเอาคำสอนเป็นตัวชี้วัดตัวเอง หน้าที่เราทำดี ก็พอ ตราบใดที่ยังมีคนดี พระดี พระสัทธรรมก็ยังไม่หาย มัวแต่จ้องคนอื่นตัวเองไม่รอด จะไปทำอะไรได้ ถ้าเกิดไปว่าท่านเกิด ติดคำว่าไม่ชอบพระ แล้วไปว่าส่ง ถ้าท่านเป็นพระอริยเจ้าขึ้นมาจะลำบากนะท่าน ไม่แน่ใจหาหนังสือ คำสอนต่างๆของพระเถระมาอ่านดูนะท่าน บางคำสั้น แต่กินไปถึงหัวใจ อย่างหลวงปู่ดุลย์ ผมชอบคำสอนท่านมาก ผมไปถามพวกที่ไม่ใช่พระทำมาสอน ร่ายยาวหลายคนแล้ว บอกตรงๆเบื่อ เหมือนกับคนเป็นโรค โรคกับโรคมาเจอกันมันจะหายได้อย่างไร เพราะฉะนั้นกรรมใครกรรมมัน จบ นะ นี่ปี55กระทู้คงกระพันจริงๆ คารวะ

โดย : ภาณทัต เมื่อ วันพุธ ที่ 12 ธันวาคม 2555 เวลา 22:34:24 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 121

ความคิดที่ 3 ถ้าท่านไปบวชที่ไหนเราจะนำมีดโกนไปทำสังฆทานกับท่าน

โดย : ข้าวฟ่าง   email : Lovefang5599@hotmail.co.th เมื่อ วันเสาร์ ที่ 15 ธันวาคม 2555 เวลา 23:30:44 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 122

ได้ความรู้เยอะดีค่ะ....(รู้ถึงจิตใจคนที่แม้เป็นเรื่องเดียวกันแต่ก็มีความคิดทีหลากหลายดี...สรุปคือเราก็ควรซื้อในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพระไม่ทำให้ใครหรือตัวเราเดือดร้อนและมีความสุขกับการซื้อของนะคะโดยส่วนตัวเราคิดว่าการที่เราได้พิจารณาและเลือกสิ่งที่ดีให้แก่พระมันทำให้เราก็มีความสุขมีจิตใจที่ละเอียดได้แล้วค่ะยังไงก็อย่าทะเลาะกันเพราะเรื่องการทำบุญเลยนะคะเพราะทุกวันนี้คนไทยก็มีจิตใจที่หยาบกระด้างต่อสังคมมากพอแล้วค่ะ (-___^)

โดย : แซมมี่ เมื่อ วันพุธ ที่ 19 ธันวาคม 2555 เวลา 01:38:44 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 123

พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติไว้ชัดเจนครับว่า"สิ่งของเครื่องใช้ควรมีแค่พอต่อการดำรงชีพ" พระพุทธทาส(ไม่ต้องบอกนะครับว่าเป็นพระอริยเจ้าหรือเปล่า) ท่านไม่เคยใช้คอมฯ คำสอนของท่านพระพุทธทาสล้วนเขียนด้วยลายมือ หลวงพ่อปัญญาก็ไม่มีคอมฯ หลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงปู่มั่น หลวงปู่ชอบ ฯลฯ ใช่ครับสมัยนั้นไม่ทันสมัย แต่ท่านบรรลุธรรมและนำหลักธรรมซึ่งเป็นคำสอนง่ายๆมาใช้สอนจนปัจุบันเผยแพร่ไปทั่วโลก(ไม่ต้องใช้อินเตอร์เน็ตเลยครับ) ขอโทษจริงๆครับที่ความคิดผมอาจจะไปขัดกับท่าน ซึ่งแต่ละท่านล้วนเป็นผู้ศรัทธาและเลื่อมใสต่อพระพุทธศาสนา อย่างสมุดปากกา ใบมีดโกนและอีกหลายข้อผมเห็นด้วยครับ แต่พระเล่นคอมฯ สำหรับผมไม่เห็นด้วยครับ
สรุป ผมยังเชื่อว่าพระอริยเจ้าผู้อยู่ในศิลในธรรมไม่เล่นคอมฯแน่นอนครับ ไม่มั่วแน่นอน "หลักคือ ผู้ที่อยากหลุดพ้นและละแล้วซึ่งกิเลส"จึงไปบวชพระ หลักธรรมคำสอนของพระะพุทธเจ้าจึงเป็นคำตอบที่พระต้องศึกษาและปฏิบัติ ถ้าศึกษาปฏิบัติจริงๆไม่มีเวลามาใช้คอมฯแน่นอนครับ พระที่ใช้คอมฯ ไม่ใช่คนไม่ดีครับแต่เป็นพระไม่ร้อยเปอร์เซ็นครับ ขอโทษจริงๆครับที่อาจจะไปขัดใจกับพระที่อยากเล่นคอมฯ อ่านหนังสือธรรมะดูดีกว่าครับ


โดย : คนตึงครับ   email : netiya-yuth@hotmail.co.th เมื่อ วันพฤหัส ที่ 20 ธันวาคม 2555 เวลา 10:19:28 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 124

พระป่า ท่านคือใครท่านไม่สมควรบวชเป็นพระมาก่อนเลย เรารู้สึกว่าคุณจะไม่เข้าอะไรบ้างเลย พูดง่ายก็คือ เป็นคนที่ยังไม่เปิดใจ ตอนนี้โลกเรามันเปลี่ยนไปแล้ว สิ่งมีชีวิตต้องรู้จักปรับตัวเพื่อการอยู่รอด แล้วพระก็เป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน เราเห็นด้วยกับบางสิ่งที่เค้าบอกว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรคำนึงถึง เมื่อจะถวายสังฆทาน และการที่พระใส่รองเท้ามันไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิดศีลอะไรเลย จะต้องคำนึงถึง เจตนา กาลเทศะ เข้าใจสิ่งนี้มั้ยค่ะ "อดีตพระป่า" เจตนาเพื่ออะไรถ้าพระต้องทำการก่อสร้างบำรุงวัด มันคือความจำเป็นในการที่จะต้องสวมรองเท้าเพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ที่อาจจะทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บได้ แต่เมื่อท่านออกเดินบิณฑบาตรเคยเห็นพระเดินบิณฑบาติแล้วใส่รองเท้ามัย อยากบอกว่าตั้งแต่เกิดมายังไม่เคย อันนี้คือพระท่านรู้จักกาลเทศะ ว่าสิ่งไหนควรที่จะทำอย่างไรเวลาไหน นี่คือการแยกแยะออก แต่คุณอดีตพระป่า ช่างไม่รู้จักแยกแยะอะไรเลย มีแต่จะว่าร้ายใ้ห้บาปพระซึ่งตัวเองก็เคยเป็นมา พระไม่ใช่แค่รักษาศีลหรือให้พรเวลาที่คนไปทำบุญที่วัดแต่สิ่งที่มากกว่านั้น พ่อแม่ หรือคนบางคนยังทำไม่ได้เลย คือการสละความสุขของตนเองในทางโลก เพื่อเผยแพร่พระุพุทธศาสนาให้สืบทอดเจริญรุ่งเรือง ท่านเป็นทั้งพระ เป็นทั้งครูในเวลาเดียวกันการอบรมสั่งสอนจะแทรกซึมธรรมะและความรู้เพิ่มลงไปในสื่อการเรียนการสอน หรือเวลาที่ท่านออกไปอบรมให้กับบุคคล ต่าง ๆ ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้ง เพศ อายุ การศึกษา และวัย แต่ท่านสามารถเข้าได้กับบุคคลเหล่านี้ที่กล่าวมาทั้งหมดเพราะท่านได้ใช้ธรรมะในการสื่อสาร อย่ามองว่าพระเห็นแก่ตัวแต่โลกที่เปลี่ยนไป ความทันสมัยทั้งทางด้านเทคโนโลยี ที่สำหรับบางคนยังตามไม่ทัน แต่พระจำเป็นต้องใช้ เมื่อมีการอบรมเกี่ยวกับธรรม อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศต่าง ๆ เหล่านี้มีความจำเป็นมาก และสามารถทำให้เห็นได้ชัดเจนมากขึ้น แม้แต่เอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับธรรมะ ก็จะต้องเริ่มต้นด้วยการใช้คอมพิวเตอร์ในการพิมพ์ แล้วจะมาบอกว่าไม่สำคัญ ได้ยังไง จะต้องดูที่เจตนาซิแล้วจึงเข้าใจ พ่อแม่ผู้ปกครองสมัยนี้้ที่มีปัญหากับลูก ๆ ไม่ใช่เป็นเพราะไม่เข้าใจเทคโนโลยีหรือ? โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว ถ้าไม่อย่างงั้นตอนนี้บ้านของคุณเอาง่าย ๆ เลย กลับไปก่อไฟ จุดเทียน จุดตะเกียง ใช้ซิ ใช้ไฟฟ้าทำไมละ? ขนาดคุณยังต้องปรับตัว และเพื่อความสะดวกในการดำรงชีิวิต เพราะฉะนั้นพระก็เหมือนกัน พระท่านก็ต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับโลกในยุคปัจจุบัน แต่สิ่งเดียวที่พระท่านไม่เคยลืมและต้องทำต่อไปให้ดีที่สุด ก็คือการเผยแพร่พระพุทธศาสนา วิถีการดำเนินชีวิตแบบไม่ประมาท โดยมีธรรมะเป็นเครื่องเตือนสติ ให้มนุษย์ทุกคนได้อยู่รอดโดยการไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไ่ม่เบียดเบียนธรรมชาติ เพื่อความสงบสุข บนโลกใบนี้ "อย่าให้อคติ มาทำลายตัวของคุณเองเลย อดีตพระป่า"

โดย : เบ็นซ์ เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 6 มกราคม 2556 เวลา 16:51:38 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 125

เพิ่งเข้ามาอ่าน มีประโยชน์ดีมากค่ะ ถวายแล้วพระได้ใช้ประโยชน์จริง ๆ น่าภูมิใจ ได้บุญด้วย ดีกว่าถวายแล้วเอาไปทิ้งไว้หลังกุฎิ พระสมัยใหม่ คือคนรุ่นใหม่ คนรุ่นใหม่มีความอดทนน้อยกว่าสมัยก่อน แต่ถ้าไม่มีใครบวชเลยก็จะไม่มีคนสืบทอดพระพุทธศาสนา มีความสะดวกสบายตามยุคตามสมัยบ้าง อะไรหย่อนได้ก็หย่อนบ้าง (ไม่ใช่ทุกอย่างน่ะ ต้องพิจารณาดูตามความเหมาะสม ตามสมควร ทำแล้วไม่น่าเกลียดจนเกินไป)

โดย : nokwiz   email : khunnani@hotmail.com เมื่อ วันพฤหัส ที่ 24 มกราคม 2556 เวลา 08:18:17 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 126

มัวแต่ทะเลาะกันนี่ขนาดเรื่องทำบุญเรื่องดียังทะเลาะกันแล้วเรื่องอื่นล่ะการทำบุญขึ้นอยู่กับความพร้อมและความศรัทราแต่ก็ต้องนึดถึงหลักความเป็นจริง เอาเป็นว่าหยุดทะเลาะกันแล้วทำจิตใจให้บริสุทธิ์ไปเลือกของใส่ถังสังฆทานกัน.

โดย : Murong   email : Murong11@hotmail.com เมื่อ วันพฤหัส ที่ 31 มกราคม 2556 เวลา 10:04:03 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 127

อยากให้เปิดใจซักนิด บางอย่างต้องปรับตามสภาพแวดล้อมและสังคมที่เปลี่ยนไปนะ ไม่อยากให้พระพุทธศาสนาสูญไป พระใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสารเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้นะ

โดย : ยิ้ม   email : boonnaree@hotmail.com เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 10 กุมภาพันธุ์ 2556 เวลา 14:33:11 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 128

คอมพิวเตอร์สำหรับวัดที่ห่างไกลจำเป็นต้องใช้ก็มีครับ เพราะต้องพิมพ์รายชื่อหรือรายการต่างๆ ไม่เจาะจงว่าต้องให้กับพระรูปละเครื่องนี่ครับ ไปสำรวจก่อนสอบถามท่าน และถวายให้ท่านได้นี่ครับ

สำหรับคนเคยบวชมานั้นมีทั้งตึงท้งหย่อน ผมแนะนำให้ศึกษาพระไตรปิฎกแล้วค่อยมาแสดงความเห็นครับ ว่าสิ่งใดที่ห้าม และสิ่งใดที่ไม่ห้าม

ข้อนึงที่เห็นขัดแย้งคือไตรจีวรครับ ปัจจุบัน มีหลายนิกายในประเทศไทย แนะนำให้สอบถามทางวัดก่อนครับ ว่าจีวรสีไหนที่พระใช้นุ่งห่ม ค่อยไปซื้อมาถวายครับ เพราะทางโลกของพระแล้ว

ทำบุญให้ถึงเนื้อนาบุญนะครับ อย่าทำบุญกับวัตถุนอกกายพระ เรากราบท่านเพราะท่านเป็นผู้ทรงศีล เรากราบศีลกราบธรรมในตัวท่าน


โดย : บ่าวท็อป   email : callme49ers@hotmail.com เมื่อ วันพุธ ที่ 27 กุมภาพันธุ์ 2556 เวลา 13:12:33 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 129

เอาของหลายๆอย่าง

โดย : ณัฐพงษ์ ฉัตราวรรณ   email : friend.nch@gmail.com เมื่อ วันจันทร์ ที่ 25 มีนาคม 2556 เวลา 12:39:23 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 130

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทุกสิ่งย่อมเป็นไปตามกรรม ยึดติด ถือมั่น ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ ไม่ทุกอย่าง เพราะว่ามันเป็นมาอยู่อย่างนี้ ตัวเราไม่มีสิ่งใด มันว่างเปล่า พระวินัยเป็นแนวทาง มิใช่หนทางหากเรายังเป็น ยังมี ทุกท่านได้ยิน ได้ฟัง ได้รับ ได้ให้ แต่ว่าเราดูกันด้วยกายหยาบจิตอยาบ ลองพิจารณาสิ่งที่เห็น ที่รู้ ที่รับ สุดท้ายมันก็ว่างเปล่าไม่ก่อเกิด จะวัดป่า วัดเมือง วัดไหนๆ ก็ไม่เกี่ยว อย่างนี้มันขึ้นอยู่ที่ตัวเรา อย่าตั้งมั่นเพราะมันล้มได้ อย่ายึดติดเพราะมันจะหลุด เจริญพร

โดย : อติภทฺโท   email : s.jilot@yahoo.com เมื่อ วันอังคาร ที่ 26 มีนาคม 2556 เวลา 20:10:22 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 131

ฉันสามารถช่วยคุณได้รับเงินกู้ในวันนี้ติดต่อทางอีเมล: loanoffice00192@yahoo.com

โดย : Loan Office   email : loanoffice00192@yahoo.com เมื่อ วันศุกร์ ที่ 12 เมษายน 2556 เวลา 18:38:19 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 132

อนุโมทนาจร้า การถวายจะถวายอะไรพระท่านก็รับหมดแหละ ผู้ถวายเท่านั้นควรตริตรองด้วยสติปัญญา จะให้สิ่งของเน่าพัง หมดอายุ ไร้ประโยชน์ พระท่านก็รับและให้พรเช่นกัน แต่จิตของผู้ถวายจิตมักง่ายจะได้กุศลมากน้อยเพียงใดลองตรองดูเถิด ถวายสิ่งใดควรเป็นสิ่งดีงาม ตรองและคัดกรองด้วยสติ ถวายอาหารยังควรเป็นอาหารที่เราไม่ได้ตักกินก่อน นั่นคือจิตที่ละไว้อยากถวายด้วยความสะอาดค่ะ พระพุทธเจ้ามิได้บัญญัติว่าสิ่งใดต้องใช้ยี่ห้อใด ห้ามใช้หรือไม่ใช้ของดีหรือไม่ดี แต่อยู่ที่ญาติโยมจะถวายให้และไม่ผิดพระธรรมวินัย พระท่านก็ใช้ได้หมด ถวายของเน่าของเสียพระท่านใช้ไปแล้วเกิดอะไรขึ้น ฆราวาสก็ต้องพาท่านไปรักษาในโรงบาลอยู่ดี ไม่มีสิ่งใดผิด สิ่งใดถูก เจตนาดีอยู่ที่ผู้ถวายค่ะ มิใช่พระท่านเรียกร้อง

โดย : แมวมี่ >คริสคาทอลิกปลาบปลื้มในพุทธเจ้า   email : miss.grenjer@gmail.com เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 21 เมษายน 2556 เวลา 13:21:59 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 133

สังฆทาน 10 อย่าง ที่เขียนมานี้ถูกก๊อปปี้ ไปใช้ใน Ig คุนกระแต แทบจะทุกคำพูด แล้วเธอก้อบอกว่าว่าเธอได้ไปถามพระมาหลายวัด แต่เปล่าเลยเค้าก๊อปจากที่นี้ไปอย่างชัดเจน

โดย : Muken   email : miracle_love7@hotmail.com เมื่อ วันศุกร์ ที่ 3 พฤษภาคม 2556 เวลา 21:41:26 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 134

ทักทายกับคุณ
ผมให้กู้นายเอริคเงิน Prins ได้รับการรับรองและสิ่งที่พวกเขาเสนอเงินให้กู้ยืมแก่บุคคลที่คุณต้องการเงินกู้หรือเงินทุนสำหรับเหตุผลใด ๆ เช่นสินเชื่อส่วนบุคคล, บริษัท เครดิตสินเชื่อขยายตัวทางธุรกิจของเงินให้กู้ยืมเงินให้กู้ยืมการศึกษา, การรวมหนี้? ชนิดของเครดิตใด ๆ ที่ไม่ได้รับในการติดต่อกับเราผ่าน: cashflowfond@blumail.org และกรอกใบสมัครสินเชื่อที่ด้านล่างเพื่อที่จะสามารถที่จะส่งเงื่อนไขของเงินกู้

ข้อมูลเกี่ยวกับผู้กู้เงินกู้

ชื่อเต็มของคุณ: ...........................
การกู้ยืมเงินที่ร้องขอ: ..........................
ระยะเวลาสินเชื่อ: ...........................
วัตถุประสงค์ของการกู้ยืมเงิน: ..........................
ที่อยู่: ...............................
อาชีพ: ..........................
ที่อยู่: ..........................
ประเทศ: ..........................
ประเทศ: ..........................
เพศ: ..........................
อายุ: ..........................
มือถือ ............................
รายได้รายเดือน: ..........................

ขอบคุณที่เรารอคอยการตอบกลับอย่างเร่งด่วน
Prins นายเอริค


โดย : Eric Prins   email : cashflowfond@blumail.org เมื่อ วันจันทร์ ที่ 6 พฤษภาคม 2556 เวลา 17:02:13 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 135

เห็นด้วยกับความคิดเห็นที่ 132 นะครับการถวายทานนั้นอยู่ที่คนถวาย ว่าจะถวายอะไรที่มันเหมาะสมกับพระ และได้ประโยชน์จริงๆ เราจะถวายอะไร ท่านก็รับทั้งหมดนั่นแหละ แต่ถ้าสิ่งที่ตามแฟชั่นนำสมัยเราก็ไม่น่านำมาถวาย เช่น โทรศัพท์ ยี่ห้อแพงๆ รถหรูราคาแพง เพราะสิ่งเหล่านี้จะไม่ดีในสายตาคนมอง

โดย : kook   email : pichit2121@hotmail.com เมื่อ วันจันทร์ ที่ 1 กรกฎาคม 2556 เวลา 10:08:55 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 136

ถวายสังฆทานให้ถูกวิธี

ถ้าพอมีเวลา ผมชอบไปนั่งตามศาลาหรือวิหารในวัดต่างๆ ที่จัดไว้เป็นที่ให้ผู้คนมาไหว้พระ ทำให้ได้เห็นอะไรแปลกๆ เรื่องหนึ่งที่เห็นว่าแปลกมากก็คือการถวายสังฆทาน ที่ว่าแปลกก็เพราะทุกวันนี้เราถวายสังฆทานกันอย่างเลอะเทอะมาก เลอะเทอะทั้งคนถวายและเลอะเทอะทั้งผู้รับ ผมจะไม่บรรยายละครับว่าเลอะเทอะยังไง แต่จะอธิบายว่าการถวายสังฆทานที่ถูกต้องนั้นควรทำอย่างไร ที่ต้องพูดเรื่องนี้ก็เพราะรอให้พระคุณเจ้าท่านพูด ก็ไม่เห็นว่าวัดไหนจะช่วยชักจูงคนให้เข้าใจถูกต้องสักที มีแต่พลอยเอออวยไปกับญาติโยม เข้ารกเข้าพงกันไปใหญ่
กราบขออภัยไว้ ณ ที่นี้ที่บังอาจขึ้นธรรมาสน์
สังฆทานไม่ใช่พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์เพื่อสะเดาะเคราะห์ต่อชะตาอะไรอย่างที่มักจะเข้าใจกัน สังฆทานเป็นเพียงวิธีทำบุญแบบหนึ่งในบรรดาวิธีทำบุญ ๓ ขั้น (หรือ ๑๐ ขั้น) ของชาวพุทธ
ในที่นี้ขออธิบายเฉพาะวิธีทำบุญ ๓ ขั้น กล่าวคือ ชาวพุทธที่เป็นฆราวาสนั้นท่านสอนให้ทำบุญ ๓ ขั้น ขั้นแรกคือ ทาน ขั้นที่สองคือ ศีล และขั้นที่สามคือ ภาวนา
ทาน ก็คือการให้
ศีล คือควบคุมการกระทำและคำพูดของตนไม่ให้ไปทำความเดือดร้อนแก่ใครๆ รวมทั้งทำความเดือดร้อนแก่ตัวเอง
ส่วน ภาวนา หมายถึงการอบรมบ่มปัญญาให้รู้แจ้งเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ตามความเป็นจริง

เอาย่อๆ แค่นี้ก่อน

ว่าเฉพาะทาน บันไดขั้นต้นของการทำบุญ ถ้าแบ่งตามสิ่งที่ให้ ก็มี ๒ ประเภท คือ ให้สิ่งที่เป็นวัตถุสิ่งของ เช่นให้ข้าวของเงินทอง ให้ของกินของใช้เป็นต้น และให้สิ่งที่ไม่ใช่วัตถุสิ่งของ เช่นให้ความรู้ ให้คำแนะนำ ตลอดจนให้อภัย อย่างแรกท่านเรียกว่า อามิสทาน อย่างหลังท่านเรียกว่าธรรมทาน

แต่ถ้าแบ่งตามประเภทของผู้รับหรือตามเจตนาของการให้ ก็มี ๒ ประเภทอีกเช่นกัน คือให้เฉพาะแก่ใครคนใดคนหนึ่งเป็นของส่วนตัว มีศัพท์เรียกว่า ปาฏิบุคลิกทาน และให้เป็นของส่วนรวม คือให้เอาไปไว้เป็นกองกลาง ก็คือที่เรียกกันว่า สังฆทาน นั่นเอง อย่าเพิ่งง่วง กำลังจะถึงตอนสำคัญเดี๋ยวนี้แหละ

สังฆทานจึงไม่ใช่พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็นเพียงการทำบุญธรรมดาๆ และเป็นเพียงแค่บันไดขั้นต้นของการทำบุญเท่านั้น พูดอย่างไม่ต้องเกรงใจก็คือสังฆทานไม่ใช่เรื่องวิเศษวิโสอะไรเลย ยังมีอีกตั้ง ๒ ขั้นที่วิเศษกว่า นั่นคือ ศีล และ ภาวนา เป็นเรื่องที่ควรทำยิ่งกว่าสังฆทานร้อยเท่าพันเท่า
หลักของสังฆทานมีอยู่ว่า ต้องตั้งเจตนาว่าจะถวายของสิ่งนั้นแก่สงฆ์ คือถวายเป็นของกลางหรือเป็นของส่วนรวม ไม่ใช่ถวายเป็นของส่วนตัวแก่พระภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง คำว่า สังฆทาน ก็แปลตรงตัวว่า ถวายเป็นของสงฆ์
หลักของสังฆทานไม่ใช่อยู่ที่ถังเหลืองถังแดงอะไรนั่นเลย ถังหรือกล่องพวกนั้นน่ะร้านค้าเขาหลอกขายให้คนโง่เข้าแล้ว จะบอกให้ ว่ากันตรงๆ อย่างนี้แหละ ของที่จะถวายสังฆทานนั้นมี ๒ ประเภท คือ ของฉัน (ของกิน) กับ ของใช้ ของทั้ง ๒ ประเภทนี้ต้องเป็นของที่พระท่านฉันได้และใช้ได้โดยไม่ผิดวินัยสงฆ์ ของฉัน ต้องถวายก่อนเที่ยง ถวายของกินหลังเที่ยงไปแล้ว ถ้าพระท่านรับ ก็ผิดวินัยสงฆ์ ส่วนของใช้นั้นถวายได้ตลอดวัน ปัญหาที่พบก็คือ เจ้าถังเหลืองที่เรียกกันผิดๆว่า ถังสังฆทาน (ขอย้ำว่าเรียกกันผิดๆ ครับ) นั้นมีทั้งของกินและของใช้ใส่ปนกันไว้ พอเอาไปถวายหลังเที่ยง คนถวายก็ถวายหน้าตาเฉย พระสงฆ์ที่รับก็รับประเคนอย่างหน้าตาเฉยพอๆ กัน ลองเบิกตาดูซิครับ ปลากระป๋องเอย ผักดองกระป๋องเอย ผลไม้กระป๋องเอย เอาไปประเคนพระหลังเที่ยงไปแล้ว นี่มันเป็นพุทธบัญญัติฉบับไหนกันขอรับ ?
ร้านค้าก็ทำท่าว่าจะหวังดีกับผู้มีศรัทธา อุตส่าห์จัดสินค้าใส่ถังใส่กล่องไว้ให้ ใส่ลงไปทั้งของกินของใช้ แล้วก็ตั้งชื่อเจ้าถังอุตรินี่ว่า ถังสังฆทาน ใครจะถวายสังฆทานถ้าไม่มีเจ้าถังเช่นว่านี้ก็กรอกหูกันเข้าไปว่าไม่เป็นสังฆทาน บางยี่ห้อพิมพ์คำถวายสังฆทานติดไว้ให้เป็นอย่างดี เป็นคำถวายสำเร็จรูปที่ขึ้นต้นว่า อิมานิ มะยัง ภันเต ภัตตานิ … ซึ่งแปลว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายขอถวายภัตตาหาร … บ่ายจวนค่ำ หรือบางทีก็ค่ำมืดไปแล้ว ก็ยังกล่าวคำ ถวายภัตตาหาร หน้าตาเฉย โดยถูกทำให้เข้าใจผิดชนิดกู่ไม่กลับว่ากำลังถวายสังฆทาน เป็นเล่ห์เหลี่ยมทางการค้าที่ประกอบไปด้วยความโง่เขลาโดยแท้
ผมขอประกาศให้ทราบทั่วกันว่า เมื่อจะถวายสังฆทาน อย่าไปคำนึงถึงถังเหลืองถังแดงเป็นอันขาด ขอให้คำนึงเฉพาะกระเป๋าของเราว่ามีกำลังทรัพย์อยู่เท่าไร แล้วไปเลือกซื้อของกินของใช้ตามกำลังทรัพย์ มีเท่าไรก็เท่านั้น
ข้าวผัดห่อเดียวก็ถวายสังฆทานได้ครับ ขอยืนยันพันเปอร์เซ็นต์
ของที่ใส่ไว้ในถังนั่นน่ะเรารู้ไม่ได้ว่าหมดอายุหรือยัง หรือใส่ไว้ตั้งแต่ชาติไหน แล้วก็เลือกไม่ได้ด้วย เท่ากับเป็นการบังคับขายนั่นเอง ยิ่งที่เอาไปตั้งหมุนเวียนถวายซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ตามวัดต่างๆ นั่นยิ่งเลอะเทอะเป็นที่สุด ควรจะเลิกทำกันเสียที ถ้าอยากจะหาเงินเข้าวัดก็เอากันตรงๆ เลย คือเอาเงินนั่นแหละครับถวายเป็นสังฆทาน ขอยืนยันครับว่า ทานคือการบริจาคทรัพย์ เงินก็คือทรัพย์ที่สามารถบริจาคเป็นสังฆทานได้ หาซื้ออะไรไม่ทันหรือไม่สะดวก ก็เอาเงินนั่นแหละถวายเป็นสังฆทาน ข้อสำคัญต้องตั้งเจตนาให้ถูกต้องว่าจะถวายเงินนั้นเป็นของสงฆ์คือเป็นของกลาง หรือถวายเข้าวัด ไม่ใช่ถวายเข้าย่ามพระที่มารับหรือเข้ากระเป๋ากรรมการวัด และข้อสำคัญที่สุดก็คือ พระสงฆ์ที่รับสังฆทานต้องมีความรู้ที่ถูกต้องว่าของฉันของใช้หรือปัจจัยที่เขาถวายเป็นสังฆทานนั้นจะหิ้วเข้ากุฏิเป็นของส่วนตัวไม่ได้ แต่จะต้องเอาไปเข้ากองกลางของสงฆ์หรือต้องให้สงฆ์ลงมติว่าจะแบ่งสรรปันส่วนกันอย่างไรหรือจะนำไปทำอะไรอย่างไร ถ้าจะถามว่า พระภิกษุผู้รับสังฆทานก็ดี วัดต่างๆก็ดี ได้ทำตามหลักการที่ว่านี้กันหรือเปล่า ตรงนี้แหละครับที่น่ากลัวมาก ไม่รู้ว่าพากันตกนรกไปแล้วบ้างหรือเปล่าโทษฐานเอาของสงฆ์ไปเป็นของส่วนตัว
ผมบอกไปแล้วว่า เมื่อจะถวายสังฆทานขออย่าได้คิดถึงถังเหลืองถังแดงที่เรียกกันผิดๆว่า ถังสังฆทาน หรือชุดสังฆทาน ที่ร้านค้าจัดทำขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มีศรัทธา
ตอนนี้จะขออธิบายว่า ทำไมจึงว่าถังสังฆทานนั้นเรียกกันผิดๆ
คำตอบก็คือ ไม่มีถังหรือไม่มีของอะไรทั้งนั้นที่จะเรียกได้ว่า สังฆทาน ทั้งนี้เพราะคำว่า สังฆทาน นั้นไม่ใช่ชื่อสิ่งของอะไรทั้งสิ้น แต่เป็นชื่อ “เจตนาที่จะถวาย” ซึ่งมีอยู่เพียง ๒ ลักษณะ คือ เจตนาที่จะถวายเป็นของส่วนตัว เรียกว่า ปาฏิบุคลิกทาน และ เจตนาที่จะถวายเป็นของส่วนรวม เรียกว่า สังฆทาน
สังฆะ แปลว่า หมู่ กลุ่ม ก็หมายถึงส่วนรวม นั่นเอง
ทาน แปลว่า ให้
สังฆทาน จึงแปลว่า ให้แก่ส่วนรวม ตรงตัว ไม่มีอะไรซับซ้อน
ให้อะไรแก่ส่วนรวม สิ่งที่ให้นั้นก็เป็นสังฆทาน ให้อาหารแก่ส่วนรวม อาหารก็เป็นสังฆทาน ให้เครื่องนุ่งห่มแก่ส่วนรวม เครื่องนุ่งห่มก็เป็นสังฆทาน ให้ยารักษาโรคแก่ส่วนรวม ยารักษาโรคก็เป็นสังฆทาน ให้ที่อยู่อาศัยแก่ส่วนรวม ที่อยู่อาศัยก็เป็นสังฆทาน จึงไม่มีของสิ่งใดโดยเฉพาะที่จะเรียกชื่อว่าสังฆทาน ไม่ว่าจะเป็นถังเหลืองถังแดงอะไรทั้งสิ้น ขอให้เลิกโง่กันเสียทีเถอะขอรับ เพราะฉะนั้น เมื่อใดก็ตามที่คิดจะถวายสังฆทาน สิ่งแรกที่ท่านจะต้องคิดให้ถูกต้องก็คือ ท่านต้องการจะให้อะไรสักอย่างหนึ่งแก่ส่วนรวม คือตั้งเจตนาว่าท่านจะให้ของสิ่งนั้นแก่ส่วนรวม ให้เป็นของส่วนกลาง ให้เพื่อเป็นประโยชน์แก่สาธารณะ ให้โดยตั้งเจตนาให้เป็นของสงฆ์ และให้โดยมุ่งจะบูชาพระอริยสงฆ์ คือพระสังฆรัตนะ ต้องตั้งเจตนาอย่างนี้เป็นเบื้องต้น จึงจะเป็นสังฆทาน ต่อจากนั้น จึงค่อยประมาณกำลังของตัวเองว่ามีของอยู่เท่าไร มีกำลังทรัพย์อยู่เท่าไร แล้วทำไปตามกำลังทรัพย์ที่มี ข้าวผัดห่อเดียวก็เป็นสังฆทานได้ถ้าท่านตั้งเจตนาที่จะถวายข้าวผัดห่อนั้นให้เป็นของสงฆ์
แต่โดยนัยตรงกันข้าม แม้ท่านจะจะซื้อถังเหลืองเป็นร้อยเป็นพันชุด แต่ตั้งเจตนาถวายหลวงพ่อองค์นั้น หลวงปู่องค์โน้น ท่านเจ้าคุณองค์นี้ ท่านมหาองค์โน้น อย่างนี้ก็เป็นสังฆทานไปไม่ได้เลย ความจริงแล้วท่านถูกร้านค้าหลอกขายของให้ท่านนั่นเอง แล้วอาจจะถูกหลวงพ่อหลวงปู่ท่านเจ้าคุณท่านมหาหลอกเข้าให้อีกว่า ท่านถวายสังฆทาน ทั้งๆ ที่ของที่ท่านถวายนั้นเป็นปาฏิบุคลิกทานไปแล้วตั้งแต่เริ่มตั้งเจตนา สังฆทานต้องไม่เจาะจงพระสงฆ์รูปไหนๆ ทั้งสิ้น และถ้าจะให้หนักแน่นยิ่งขึ้นก็ไม่ควรเจาะจงวัดไหนๆ ทั้งสิ้นด้วย ตั้งเจตนาให้เป็นกลางจริงๆ คือมุ่งถวายให้เป็นของสงฆ์ มุ่งให้เป็นประโยชน์แก่สงฆ์ หรือคิดแบบคนโบราณก็ได้ คือตั้งเจตนามุ่งไปถึงพระอริยสงฆ์ สาระของสังฆทานอยู่ตรงนี้ ไม่ใช่อยู่ที่ถังเหลืองถังแดง ที่ผมว่าข้าวผัดห่อเดียวก็เป็นสังฆทานได้นั้นไม่ใช่พูดตลกเล่น แต่พูดตามความจริง สมมุติว่าท่านมีศรัทธาจะถวายสังฆทาน แต่มีเงินอยู่เพียงแค่พอซื้อข้าวผัดได้ห่อเดียว ท่านก็สามารถถวายสังฆทานได้อย่างสบายๆ วิธีทำก็คือ ซื้อข้าวผัดห่อเดียว (เพราะมีตังค์อยู่แค่นั้น) แล้วเข้าไปในวัดใดวัดหนึ่ง แจ้งความประสงค์แก่พระท่านว่าจะถวายสังฆทาน ขอให้พระท่านจัดพระมารับ เมื่อพระมาแล้วท่านก็ทำพิธีถวายโดยตั้งเจตนาถวายข้าวผัดห่อนั้นแก่สงฆ์เพียงเท่านี้ ข้าวผัดห่อเดียวก็สำเร็จเป็นสังฆทานโดยสมบูรณ์แบบ
ถามว่า ข้าวผัดห่อเดียวนั้นจะไปไหนต่อ
ตอบว่า ก็ต้องตกเป็นของสงฆ์ คือเป็นของกลาง พระภิกษุรูปไหนจะถือเอาไปเป็นของส่วนตัวหาได้ไม่
ข้าวผัดห่อเดียวจะเป็นประโยชน์แก่สงฆ์ได้ยังไง ฉันองค์เดียวก็แทบไม่อิ่มอยู่แล้ว ?
คำตอบประเด็นนี้ก็คือ พระที่เป็นผู้รับข้าวผัดห่อเดียวนั้นรับในฐานะเป็นผู้แทนสงฆ์ เมื่อรับแล้วจะต้องนำข้าวผัดห่อนั้นไปเข้าที่ประชุมสงฆ์เพื่อให้สงฆ์พิจารณาว่าจะทำอย่างไรต่อไป สงฆ์มีมติว่าอย่างไร ก็ปฏิบัติไปตามนั้น เช่นสงฆ์อาจลงมติให้ยกข้าวผัดห่อนั้นให้แก่ภิกษุรูปที่เป็นผู้ไปรับมา หรือลงมติให้ถวายแก่เจ้าอาวาส หรือให้ถวายสามเณรน้อยหรือให้แบ่งกันฉันองค์ละคำ ก็แล้วแต่สงฆ์จะตกลงกัน การปฏิบัติตามมติของสงฆ์ถือเป็นเด็ดขาดและเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการถวายสังฆทาน
ผมค่อนข้างแน่ใจว่าการนำของที่มีผู้ถวายเป็นสังฆทานไปเข้าที่ประชุมสงฆ์นี้เกือบจะไม่มีวัดไหนทำกันแล้ว ส่วนมากรับแล้วก็หิ้วเข้ากุฏิ เอาไปเป็นของส่วนตัวซะ ขอกราบเรียนว่าเป็นการผิดพลาดคลาดเคลื่อนอย่างร้ายแรงมาก มีโทษเท่ากับกินของสงฆ์ ใช้ของสงฆ์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากสงฆ์นั่นเอง และผิดเจตนาของผู้ถวายสังฆทานเป็นอย่างยิ่ง
ขอกราบวิงวอนไว้ ณ ที่นี้ว่า วัดต่างๆ จะต้องชี้แจงพระในวัดให้เข้าใจหลักการที่ถูกต้องของการรับสังฆทาน ว่า เมื่อรับแล้วจะเอาไปเป็นของส่วนตัวไม่ได้เด็ดขาด ต้องนำไปเข้าที่ประชุมสงฆ์สถานเดียวเท่านั้น
วิธีปฏิบัติในเรื่องนี้อาจทำได้โดยพระสงฆ์ในวัดนั้นๆ ตกลงกันว่า ให้มี “กองกลาง” ของวัด เมื่อได้ของสังฆทานมาให้นำไปเข้ากองกลางทันทีโดยตั้งเจ้าหน้าที่ไว้รับผิดชอบ ต่อจากนั้นพระเณรรูปไหนต้องการใช้สิ่งของอะไรก็ให้ไปเบิกที่กองกลาง โดยวิธีนี้ของที่รับสังฆทานมาก็จะอำนวยประโยชน์ให้แก่ภิกษุสามเณรทั่วหน้ากัน อันเป็นความมุ่งหมายที่แท้จริงของการถวายสังฆทาน
ส่วนสิ่งของที่เป็นของกิน เช่นกรณีข้าวผัดห่อเดียวที่ว่านั้น ก็ต้องให้สงฆ์ลงมติเป็นรายๆ ไปว่าจะยกให้ใคร หรือจะแบ่งกันอย่างไร หรือจะลงมติยืนไว้เลยก็ได้ว่า อาหารพร้อมกินคือที่ฉันได้เช้าชั่วเที่ยงของวันนั้นให้ตกเป็นของภิกษุรูปที่เป็นผู้รับ ส่วนเครื่องกระป๋องของแห้งทั้งหลายให้เก็บเข้าโรงครัวของวัด จะเอาไปเก็บไว้ในห้องเป็นของส่วนตัวไม่ได้ นอกจากผิดวินัยแล้วยังผิดเจตนาของสังฆทานอีกด้วย เครื่องกระป๋องของแห้งในโรงครัวนั้น คนครัวจะเป็นผู้ปรุงหุงหาถวายพระเป็นวันๆ ไป ทำได้อย่างนี้ก็จะทั่วถึงกันหมดทั้งวัดสมตามเจตนาของสังฆทาน ถ้าทุกวัดทำได้อย่างนี้ การถวายสังฆทานก็จะเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักการ ผู้ถวายก็ได้ถวายสังฆทานที่ถูกต้อง ผู้รับก็รับอย่างถูกต้อง ไม่ใช่ทำกันผิดๆ อย่างที่กำลังเป็นไปอยู่ทุกวันนี้
เรื่องถวายสังฆทาน ยังมีประเด็นที่ควรทำความเข้าใจให้ถูกต้องกันอีกบางประเด็น เช่น
สังฆทานควรถวายเวลาไหน หมายถึงเวลาเช้า สาย บ่าย เย็น ค่ำ เพราะเท่าที่ทำๆ กันนั้น อยากถวายเวลาไหน หรือว่างเวลาไหน ก็ถวายกันเวลานั้น เรียกว่าไม่เลือกเวลา ว่างั้นเถอะ
คำตอบก็คือ ถ้าของที่จะถวายนั้นเป็นของกิน หรือมีของกินรวมอยู่ด้วย เช่นมีข้าว มีแกง มีขนม หรือของกินจำพวกเครื่องกระป๋องของแห้ง อย่างนี้ต้องถวายก่อนเที่ยงเท่านั้น หลังเที่ยงไปแล้วห้ามถวาย เพราะตามวินัยสงฆ์นั้น พระสงฆ์จะรับประเคนของกินหลังเที่ยงวันไปแล้วไม่ได้
แต่ถ้าเป็นของใช้ เช่น สบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก ผ้าสบงจีวร ยาสามัญประจำวัด ร่ม รองเท้า ฯลฯ เหล่านี้ สามารถถวายได้ตลอดเวลา ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นก่อนเที่ยงหรือหลังเที่ยง สะดวกตอนไหนถวายตอนนั้น
ปัญหาที่พบก็คือ ผู้ถวายสังฆทานหิ้วเอาถังเหลืองถังแดงที่พ่อค้าจัดไว้ขาย หรือบางทีก็ทางวัดนั่นเองตั้งเอาไว้ให้คน "เปลี่ยน" (ก็คือซื้อขายนั่นแหละครับ) แล้วก็ในถังนั้นก็มีทั้งของกินของใช้ใส่ปนกันไว้ (ตั้งแต่ชาติไหนก็ไม่มีทางทราบได้ บางทีแกะออกมาแล้วกินไม่ได้ใช้ไม่ได้เพราะหมดอายุไปตั้งแต่ชาติไหนก็ไม่รู้) ของถวายที่มีทั้งของกินของใช้ปนกันอยู่เช่นนี้จะทำยังไง คือจะถวายหลังเที่ยงวันไปแล้วได้หรือไม่
คำตอบที่ชัดเจนที่สุดก็คือ ของกินของใช้ปนกัน เอาไปถวายสังฆทานหลังเที่ยงวันไปแล้วไม่ได้เด็ดขาด
โปรดอ่านซ้ำอีกหลายๆเที่ยวครับ จะได้หายงง และเลิกประพฤติผิดๆ กันเสียที ขอย้ำด้วยว่า ของกินไม่ว่าจะเป็นอาหารสำเร็จรูปพร้อมกิน หรือเครื่องกระป๋องของแห้ง จะเอาไปถวายพระหลังเที่ยงวันไปแล้วไม่ได้เด็ดขาด
ถ้าอยากจะถวายใจจะขาด ก็มีวิธีครับ คือแยกของกินออกไปไว้ต่างหาก ไม่ต้องเอามาถวาย เวลาประเคนก็ประเคนเฉพาะของใช้ แต่จำไว้ให้ขึ้นใจเป็นดีที่สุด คือ ถวายสังฆทานหลังเที่ยงวันไปแล้วห้ามถวายของกิน
ปัญหาเรื่องมีของกินปนกับของใช้ แล้วเอาไปถวายหลังเที่ยงนี้จะหมดไปถ้าเราพร้อมใจกันเลิกซื้อถังเหลืองถังแดงที่จัดสำเร็จรูปไว้ แต่ใช้วิธีเลือกซื้อของเป็นชิ้นๆ เป็นอย่างๆ วิธีนี้นอกจากจะได้ของที่ถูกใจ เหมาะแก่กำลังทรัพย์ของเราแล้ว ยังถูกต้องตามหลักพระวินัยอีกด้วย คือไม่ต้องเอาของกินไปถวายพระหลังเที่ยงวัน ทางร้านค้า ถ้าอยากจะ ขายของด้วยหัวใจของคนรักพระศาสนา ไม่ใช่รักแต่เงินในกระเป๋าลูกค้าอย่างเดียว ผมขอเสนอแนะให้จัดของถวายสังฆทานเป็น ๒ ชนิด คือ ชนิดถวายก่อนเที่ยง มีทั้งของกินของใช้ และชนิดถวายหลังเที่ยง มีเฉพาะของใช้ แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่สนับสนุนให้ใครซื้อของที่จัดไว้สำเร็จรูป ด้วยเหตุผลคือผู้ซื้อไม่มีสิทธิ์เลือกของตามที่ต้องการ และไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าของที่ใส่ถังไว้นั้นจะไม่หมดอายุไปเสียก่อนที่จะขายได้ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในเวลานี้ก็คือ ของที่ใส่ถังไว้นั้นแกะออกมาแล้วกินไม่ได้ใช้ไม่ได้เสียเป็นส่วนมาก
ท่านที่ชอบซื้อถังเหลืองถังแดงไปถวายสังฆทานโปรดรับทราบไว้ด้วย

คราวนี้มาถึงประเด็นเรื่องคำถวายสังฆทาน ซึ่งมักจะกล่าวกันแบบผิดๆ ก่อนอื่นโปรดดูคำถวายสังฆทานที่เป็นแบบมาตรฐาน คือที่ใช้กล่าวกันทั่วไป

อิมานิ มะยัง ภันเต / ภัตตานิ / สะปะริวารานิ / ภิกขุสังฆัสสะ / โอโณชะยามะ / สาธุ โ น ภันเต / ภิกขุสังโฆ / อิมานิ / ภัตตานิ / สะปะริวารานิ / ปะฏิคคัณหาตุ / อัมหากัง / ทีฆะรัตตัง / หิตายะ / สุขายะ

ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ / ข้าพเจ้าทั้งหลาย / ขอน้อมถวาย / ซึ่งภัตตาหาร / พร้อมทั้งของบริวารทั้งหลายเหล่านี้ / แด่พระภิกษุสงฆ์ / ขอพระภิกษุสงฆ์ / จงรับ / ซึ่งภัตตาหาร / พร้อมทั้งของบริวารทั้งหลายเหล่านี้ /ของข้าพเจ้าทั้งหลาย / เพื่อประโยชน์ / เพื่อความสุข / แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย / ตลอดกาลนานเทอญ
ขอให้สังเกตว่า คำถวายนี้ก็คือ คำถวายภัตตาหาร คือถวายของกินให้แก่พระสงฆ์ คำว่า ภัตตานิ นั้นแปลว่า ภัตตาหาร ภาษาชาวบ้านเรียกว่าของกินครับ
เมื่อเป็นของกิน ก็ต้องถวายก่อนเที่ยง เพราะพระสงฆ์รับถวายของกินได้เฉพาะเช้าถึงเที่ยงเท่านั้น หลังเที่ยงวันไปแล้ว รับถวายของกินไม่ได้ ผิดวินัย
นั่นก็แปลว่า คำถวายสังฆทานข้างต้นนั้นใช้กล่าวเมื่อถวายก่อนเที่ยงเท่านั้น และของที่ถวายนั้นต้องมีภัตตาหาร หรือของกินเป็นหลัก ของอื่นๆ เป็นบริวาร
แต่ท่านเชื่อหรือไม่ว่า แม้จะถวายสังฆทานหลังเที่ยงวันไปแล้ว คนกล่าวคำถวายก็ยังกล่าวคำว่า อิมานิ มะยัง ภันเต ภัตตานิ …. อย่างหน้าตาเฉย
ของถวายก็มีของกินด้วย คำถวายก็กล่าวถวายภัตตาหารด้วย พระสงฆ์ท่านก็รับอย่างหน้าตาเฉยด้วย แต่ขณะนั้นเป็นเวลาหลังเที่ยงวันไปแล้วด้วย
พากันเหยียบย่ำพุทธบัญญัติอย่างไม่รู้ตัว เข้ารกเข้าพงกันไปใหญ่ชนิดกู่แทบจะไม่กลับกันแล้ว
ขอเรียนว่า ถวายสังฆทานหลังเที่ยงวัน นอกจากต้องไม่มีของกินแล้ว คำถวายก็ต้องว่าให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงและตามหลักภาษาบาลีอีกด้วย
คำที่ต้องแก้ให้ถูกก็คือคำว่า ภัตตานิ สะปริวารานิ ที่แปลว่า ภัตตาหาร พร้อมทั้งของบริวารทั้งหลาย ต้องแก้เป็น กัปปิยะภัณฑานิ แปลว่า ซึ่งกัปปิยภัณฑ์ทั้งหลาย และไม่ต้องมีคำว่า สะปะริวารานิ เพราะกัปปิยภัณฑ์นั้นไม่ต้องมีอะไรมาเป็นบริวารอีกแล้ว
คำถวายของใช้ให้เป็นสังฆทาน ว่าดังนี้ครับ

อิมานิ มะยัง ภันเต / กัปปิยะภัณฑานิ / ภิกขุสังฆัสสะ / โอโณชะยามะ / สาธุ โ น ภันเต / ภิกขุสังโฆ / อิมานิ / กัปปิยะภัณฑานิ / ปะฏิคคัณหาตุ / อัมหากัง / ทีฆะรัตตัง / หิตายะ / สุขายะ
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ / ข้าพเจ้าทั้งหลาย / ขอน้อมถวาย / ซึ่งกัปปิยภัณฑ์ทั้งหลาย เหล่านี้ / แด่พระภิกษุสงฆ์ / ขอพระภิกษุสงฆ์ / จงรับ / ซึ่งกัปปิยภัณฑ์ทั้งหลาย เหล่านี้ / ของข้าพเจ้าทั้งหลาย / เพื่อประโยชน์ / เพื่อความสุข / แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย / ตลอดกาลนานเทอญ
กัปปิยภัณฑ์ แปลว่า สิ่งของอันสมควรแก่สมณบริโภค คือสิ่งของที่พระสงฆ์สามเณรท่านใช้สอยได้ ไม่ผิดวินัย อันที่จริงคำว่า กัปปิยภัณฑ์ นั้นท่านหมายความรวมไปถึงอาหารด้วย แต่เมื่อเอ่ยคำว่า กัปปิยภัณฑ์ แม้ไม่มีของกินรวมอยู่ด้วย มีแต่ของใช้ ก็ถือว่าถูกต้อง
มีผู้ทำท่าจะรู้ ผูกศัพท์ขึ้นมาใหม่ว่า สังฆะทานิ แทนคำว่า ภัตตานิ และมีผู้ไม่รู้พากันใช้ตามกันไปมาก
คำว่า สังฆะทานิ ไม่มีในภาษาบาลีครับ
มีแต่ สังฆะทานัง แปลว่า ถวายแก่สงฆ์ ถ้าเป็นพหูพจน์ก็เป็น สังฆะทานานิ ไม่ใช่ สังฆะทานิ
แต่แม้จะใช้ว่า สังฆะทานานิ ก็ยังไม่ถูกความหมายอยู่นั่นเอง ดังที่ได้อธิบายมาแล้วว่าไม่มีของอะไรที่จะเรียกชื่อโดยเฉพาะว่า สังฆทาน
คำว่าสังฆทานเป็นชื่อของเจตนาที่จะถวาย หรือให้สิ่งของอย่างใดอย่างหนึ่งแก่สงฆ์ ถวายภัตตาหาร ภัตตาหารก็เป็นสังฆทาน ถวายจีวร จีวรก็เป็นสังฆทาน พูดให้ชัดๆ ก็คือ ต้องบอกว่าถวายอะไรสักอย่างหนึ่งเป็นสังฆทาน ไม่ใช่อยู่ๆ ก็บอกว่าถวายสังฆทาน
ใครที่นำถวายสังฆทานโดยใช้คำว่า สังฆะทานานิ นั้นโปรดทราบว่าท่านพูดไม่เป็นภาษา ยิ่ง สังฆะทานิ ด้วยแล้ว ยิ่งผิดซ้ำสอง
โปรดเลิกทำอะไรตามๆ กันไปด้วยความไม่รู้ เสียทีเถอะครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจากบล็อกโอเคเนชั่น ครับ


โดย : ผู้ประสงค์ดี   email : glubrinkob@hotmail.com เมื่อ วันพุธ ที่ 3 กรกฎาคม 2556 เวลา 08:27:22 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 137

คนที่ชอบไป...ดูดวง.... แก้กรรม แล้วหมอดูทักว่า....มีวิญญาณติดตามมานาน หรือ สารพัดที่จะอ้าง แล้ว.....ต้องสะเดาะเคราะห์ทันที .... รับองค์พระ.....ซื้อจีวร....ทำพิธีส่งวิญญาณ (ของเวียนเทียน) เพราะเดี่ยวจะโชคร้าย...อาจเจ็บ หรือตายได้ในไม่กี่วัน แล้ว..อยู่มาได้ตั้งนาน..ลุ่ม ๆ ..ดอน ๆ ก็ไม่เห็นเป็นไร ที่แน่ ๆ มีเคราะห์เพราะ.....ถูกหลอก..ทุกราย ให้ไปหา อ.ณัฐ แถวบางเขน ตรวจกรรมแบบญาณทิพย์ ไม่ใช้ วดป. เกิด แม่น ๆ... ตรง ๆ... ไม่มีการเรียกทำพิธี ไปทำเองตามที่ อ.บอกด้วยตัวเรา ดีที่สุด..สบายใจ..เราชัว 082 -990-8297

โดย : มารี เมื่อ วันพุธ ที่ 3 กรกฎาคม 2556 เวลา 11:18:55 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 138

ขอแค่ปัจจัย ๔ ก็พอแล้ว ทำไมต้องไปสรรหาให้ยุ่งยาก
แม้อาตมาบวชไม่นานที่ผ่านมา ๔ พรรษา ไม่เคยเรียกร้องของที่จะทำบุญของถวายพระหรือของที่จะใส่บาตรไม่จำเป็นต้องเลิศหรู แม้อาตมาไม่ใช่พระนักปฏิบัติที่เคร่ง ของบางอย่างอาตมาก็ไม่จำเป็นต้องใช้ ของทำบุญ ข้าวปลาอาหารก็แบบชาวบ้านๆ เครื่องนุ่งห่ม(อาตมาขอที่เขาเอามาแจกภัยหนาวนั่นแหละ) ยารักษาโรค อย่าไปยึดติดกับยี่ห้อเลย ทำบุญด้วยใจเถอะอย่าทำบุญเพื่อเอาหน้า พระบ้านนอกแบบอาตมาอยากให้ทุกคนทำบุญด้วยใจ หลายคนไม่อยากไปทำบุญกับวัดบ้านนอกเพราะกลัวไม่ได้หน้า ชาวบ้านแถววัดอาตมาแค่มีใครนำผ้าป่าไปช่วยสร้างวัดซักหมื่นสองหมื่นเขาก็ดีใจแทบจะเอาขี่คอเดินรอบหมู่บ้านแล้วล่ะ ฉะนั้นการที่จะถวายอะไรก็ตามจะได้บุญมากหรือน้อยอยู่ที่ใจของเราไม่ใช่อยู่ที่ของที่ทำบุญ....
เจริญพร


โดย : ชูชาติ   email : wichakanpa@gmail.com เมื่อ วันเสาร์ ที่ 13 กรกฎาคม 2556 เวลา 15:56:18 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 139

ขอแค่ปัจจัย ๔ ก็พอแล้ว ทำไมต้องไปสรรหาให้ยุ่งยาก
แม้อาตมาบวชไม่นานที่ผ่านมา ๔ พรรษา ไม่เคยเรียกร้องของที่จะทำบุญของถวายพระหรือของที่จะใส่บาตรไม่จำเป็นต้องเลิศหรู แม้อาตมาไม่ใช่พระนักปฏิบัติที่เคร่ง ของบางอย่างอาตมาก็ไม่จำเป็นต้องใช้ ของทำบุญ ข้าวปลาอาหารก็แบบชาวบ้านๆ เครื่องนุ่งห่ม(อาตมาขอที่เขาเอามาแจกภัยหนาวนั่นแหละ) ยารักษาโรค อย่าไปยึดติดกับยี่ห้อเลย ทำบุญด้วยใจเถอะอย่าทำบุญเพื่อเอาหน้า พระบ้านนอกแบบอาตมาอยากให้ทุกคนทำบุญด้วยใจ หลายคนไม่อยากไปทำบุญกับวัดบ้านนอกเพราะกลัวไม่ได้หน้า ชาวบ้านแถววัดอาตมาแค่มีใครนำผ้าป่าไปช่วยสร้างวัดซักหมื่นสองหมื่นเขาก็ดีใจแทบจะเอาขี่คอเดินรอบหมู่บ้านแล้วล่ะ ฉะนั้นการที่จะถวายอะไรก็ตามจะได้บุญมากหรือน้อยอยู่ที่ใจของเราไม่ใช่อยู่ที่ของที่ทำบุญ....
เจริญพร


โดย : ชูชาติ   email : wichakanpa@gmail.com เมื่อ วันเสาร์ ที่ 13 กรกฎาคม 2556 เวลา 15:58:09 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 140

ที่จำเป้นคือปีจจัย4ค่ะ นอกนั้นตือของนอกกาย ถ้าทำ ก้อไม่ได้ว่ากัน
อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยุอาศัย ยารักษาโรค นี่ต่างหากคือปัจจัยที่ควรทำ
อาหาร มีทั้งคาว หวาน สดแห้ง น้ำดื่ม ผลไม้ หรือของที่สามารถรับประทานได้
ในตอนเย้น เครื่องนุ่มห่ม ผ้าไตรจีวร ผ้าอาบน้ำฝนเป้นต้น
ที่อยุอาศัย เราอาจจะช่วยกันซ่อมแซมวัดวาอาราม กวาดลานวัด
ยา อันนี้สำคัญ เพราะมนุษย์ย่อมมีโรคภัยเบียดเบียน
นอกนั้น ปัจจัยอื่นๆ เช่นเงิน เพื่อให้ท่านใช้จ่ายยำรุงวัด ค่าน้ำไฟ
ร่ม ไว้ยามท่านเดินทางไกล ไม่ใช่คอมพิวเตอร์หรือรถโรลลอยด์
แบบนี้มันไม่ใช่ ถ้าพัดลม อันรี้ยังโอเค เพราะว่าบ้านเรามันเมืองร้อน
ยิ่งปัจจุบันยิ่งร้อน ที่บอกมีดโกน โอเคถ้าเจ้าของกระทุ้คิดว่ายี่ห้อนี้ดี
แต่ตามหลักของสงฆ์คือการวางตัวเป้นกลาง ไม่ลำเอียงว่าชอบสิ่งนี้มากกว่า
เชื่อเถอะค่ะสาธุชน เขาต้องอยากถวายสิ่งดีๆให้แก่สงฆ์ทั้งนั้น
แต่ถ้าเขาไม่มีเงินซื้อ หรือเป้นยาจก แต่อยากทำทาน เช่นเก้บเงินซื้อของ
ต่างๆไวถวาย ถ้าไม่ใช่ใบมัดโกนตราที่คุณบอก เค้าก้อจะได้บาป เพราะ
ทำพระสงฆ์มีบาดแผลใช่ไหมค่ะ


โดย : nefer   email : ilovedevilk@hotmail.com เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 21 กรกฎาคม 2556 เวลา 11:31:39 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 141

คนมีศรัทธาที่จะทำบุญด้วยใจบริสุทธิ์ ไม่ว่าจะทำบุญด้วยอะไรขอให้ใจศรัทธา พระท่านก็รับและให้พรกลับทั้งนั้น ท่านจะใช้ไม่ใช้มันอยู่ที่พระ บางอย่างท่านอยากได้ก็ไม่มีใครทำบุญ บางอย่างท่านไม่อยากได้ก็ทำได้ทำดี ท่านก็ต้องรับเพราะท่านเป็นพระ คนก็เหมือนกันมีน้ำใจให้กัน คนเขาให้อะไรมาบางครั้งเราไม่อยากได้หรือไม่จำเป็นเราก็ต้องรับไว้เพราะไม่อยากขัดศรัทธา นานาจิตตัง...ให้แล้วอย่าคิดมาก..พระท่านรับไปแล้วใช้ได้ท่านก็ใช้เหลือใช้ท่านก็ให้ทานต่อได้บุญต่อๆๆ กันไป ให้อะไรก็ได้รับอย่างนั้นแหละ ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว..ก็แค่นั้น มีเท่าไหร่ทำเท่าที่พอมี อย่าเกินตัวมันจะเป็นบาปทั้งคนให้และคนรับ...อันนี้ความคิดเห็นส่วนตัวค่ะ

โดย : ขวัญมณี   email : pimpelalai@hotmail.co.th เมื่อ วันอังคาร ที่ 23 กรกฎาคม 2556 เวลา 09:44:05 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 142

อ่านแล้วท่านทั้งหลายคงจะเครียดมากไป ผมว่าคิดมากไป หรือเปล่า สงฆ์ ท่านเป็นคน เหมือนคุณ กิเลสหรือไม่กิเลส ก็อยู่ที่ตัวเขา เพราะนรก ของสงฆ์ หนักกว่าเราหลายเท่า ถ้าคุณถวายท่านแล้ว อย่าเสือกคิดมาก
ท่านจะใช้ทำอะไรก็เรื่องของท่าน บุญ คุณได้ไปเต็มๆอยู่แล้ว แต่ถ้า คุณวิตกจริต มากไป ก็ได้บุญแค่นิดหน่อย
แล้วอย่าเสือกมาโอดโอย ในขุมนรก ให้ ท่านพยายม เขารำคาญ
หรือไม่ก็เปลี่ยน ศาสนาไปซะ การทำบุญถวายทาน หรือบริจาคสิ่งแก่ผู้อยากไร้ ถ้าให้แล้วคิดมาก
ก็เก็บไว้เผาตัวมรึงเหอะ


โดย : สถุน เดริฉาน   email : Huge-t@hotmail.com เมื่อ วันพุธ ที่ 24 กรกฎาคม 2556 เวลา 19:53:03 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 143

ผู้ที่บวชมีจุดประสงค์หลายอย่างลองแบ่งง่ายๆได้ดังนี้
1บวชเลี้ยงชีพ(อาชีพ)
2บวชเพื่อสะสมบุญเพื่อจะได้หลุดพ้น(นิพพาน)ในชาติข้างหน้าต่อๆไป
3หวังหลุดพ้นในชาตินี้เลย
ดังนั้น เมื่อจุดประสงค์ในการบวชต่างกัน การใช้ชีวิตของพระจึงต่างกัน ขึ้นอยู่กับคนทำบุญแล้วหละว่าจะเลือกทำบุญกับพระข้อไหน เรียงลำดับบุญ3 2 1ตามลำดับ


โดย : คำฝอย   email : paraput_mee@windowslive.com เมื่อ วันพฤหัส ที่ 25 กรกฎาคม 2556 เวลา 13:48:39 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 144

อยู่ที่เจตนา และความบริสุทธิใจ อยู่ที่ผู้ให้ที่มีคามประสงค์ที่ดี ต่อผู้อื่น การให้ต่อพระสงฆ์ผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ยอมมีความดีมากกว่าไม่ใช่หรือ (นอกเหนือจากที่เราปฏิบัติดีต่อ พ่อและแม่แล้ว )การทำบูญแล้วคิดมากยังละวางไม่ได้ก็อย่าคิดทำเลยมันไม่มีผล เพราะถือว่ายังมีความลังเลสงสัยอยู่ ให้เพราะอยากให้ไม่ใช่ให้เพื่ออยากได้

โดย : ก็คนนี้หละ   email : arnon2511@hotmail.com เมื่อ วันศุกร์ ที่ 26 กรกฎาคม 2556 เวลา 22:51:40 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 145

คุณบัวคิดเห็นที่13
พระสงฆ์เป็นผู้ละ ไม่แสวงหาความสบายให้กับตน ท่านบวชเพื่อความหลุดพ้น แต่คนเราก็มักเข้าไปพัวพันกับพระสงฆ์ ถวายกิเลสให้ท่าน
ยิ่งเป็นผู้หญิงด้วย ยิ่งเป็นภัยต่อพระสงฆ์
พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า สตรีเป็นภัยต่อพรหมจรรย์ ของพระภิกษุสงฆ์



โดย : สาว   email : happy_nk707@hotmail.com เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 4 สิงหาคม 2556 เวลา 14:59:18 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 146

เหตุผลเท่านั้น

โดย : พิจารณาด้วยปัญญา เมื่อ วันพฤหัส ที่ 8 สิงหาคม 2556 เวลา 12:18:01 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 147

Hello,

We are firm Organization formed to help people in needs of helps,such as financial help.So if you are going through financial difficulty or you are in any financial mess,and you need funds to start up your own business,or you need loan to settle your debt or pay off your bills,start a nice business, or you are finding it hard to obtain capital loan from local banks,contact us today via email mrbilljamesloanfirm@gmail.com So do not let these opportunity pass you by because Jesus is the same yesterday, today and forever more.Please these is for serious minded and God fearing People.

Your Name:
Loan Amount:
Loan Duration:
Valid Cell Phone Number:

Thanks for your understanding to your contact as we Await

Regards
Management
Email:mrbilljamesloanfirm@gmail.com



โดย : mrbilljames   email : mrbilljamesloanfirm@gmail.com เมื่อ วันเสาร์ ที่ 24 สิงหาคม 2556 เวลา 16:51:58 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 148

สวัสดี ฉันไม่สามารถซ่อนนี้พยานหลักฐานที่ดีที่เกิดขึ้นในชีวิตของฉันฉันต้องการให้ทุกคนรู้ว่ามันเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดและนั่นคือเหตุผลที่ฉันมักจะตอบผมทางนางฮันนาที่อุดมไปด้วยโดยใช้ชื่อฉันอาศัยอยู่ในรัฐมิชิแกน United State Of America ผม ต้องขอขอบคุณนาง (เคทลิซ่า) สำหรับความมีน้ำใจของเขาในชีวิตครอบครัวของฉัน ผมไม่ทราบว่ายังมีผู้ให้กู้ที่ดีเช่นนี้บนอินเทอร์เน็ตและโลกที่นี่ เพียงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาผมกำลังมองหาเงินกู้ของ $ 95,000 ขณะที่กำลังวิ่งออกจากเงินค่าอาหารและค่าใช้จ่ายของฉันรวมถึงการให้เช่า ฉันได้รับ scammed ประมาณ $ 4,000 $ และฉันตัดสินใจที่จะไม่เกี่ยวข้องกับตัวฉันในธุรกิจดังกล่าวอีกครั้ง แต่เพื่อนของฉันแนะนำฉันให้ บริษัท เงินกู้เนื่องจากลักษณะและการกระทำของฉัน และฉันบอกว่าฉันไม่สนใจในสัญญากู้ยืมเงิน แต่เธอบอกว่ามีก็ยังคงเป็นผู้ให้กู้ที่ดีที่เธอจะแนะนำให้ฉันและฉันได้ทดสอบและฉันมีโชคมากขอบคุณผมวันนี้ผมได้รับเงินกู้ยืมจาก $ 95,000.00 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับ บริษัท ที่ยิ่งใหญ่นี้ (นาง kate Lisa) การจัดการโดยนาง (เคท) ถ้าคุณอยู่ในความต้องการของเงินให้กู้ยืมของแท้หรือถูกต้องตามกฎหมายหรือความช่วยเหลือทางการเงินและคุณสามารถปลอดภัยและเชื่อถือได้สามารถที่จะจ่ายเงินเวลาที่ครบกำหนด เงินคำแนะนำฉันให้ติดต่อเขาผ่าน: mrskatelisaloanhome1@gmail.com และคุณจะเป็นอิสระจากการหลอกลวงในอินเทอร์เน็ต สามีที่น่ารักของฉันยื่นออกมาอวยพรของเขาไปทั่วโลกด้วยถ้าไม่ได้สำหรับผู้หญิง (เคท) ฉันไม่สามารถนึกชีวิตทางที่ควรจะเป็นสำหรับครอบครัวของฉัน today.Please คุณโปรดช่วยฉันขอขอบคุณนาง (เคท) U และฉันมักจะได้รับการใช้งานร่วมกันนี้ สิ่งที่ดีที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของฉันในคำตอบในชีวิตประจำวัน คุณเป็นหนึ่งสำหรับฉันและครอบครัวหลุดพ้นจากความยากจนออกจากตำแหน่งของฉัน, ครอบครัวของฉันยื่นออกมาอวยพรของพวกเขากับคุณ Ms.hanna วิธีที่อุดมไปด้วย

โดย : hanna rich way   email : hannarichway1132@gmail.com เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 29 กันยายน 2556 เวลา 00:37:38 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 149

รู้ดีจังนะโยม

โดย : คนสร้างสุข เมื่อ วันพฤหัส ที่ 17 ตุลาคม 2556 เวลา 08:13:24 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 150

ขอออกความคิดเห็นหน่อยนะค่ะ เรื่องสังฆทาน ตามหลักพระพุทธศาสนา สิ่งที่สำคัญ คือปัจจัย 4 แต่โลกทุกวันนี้เปลี่ยนไปตามทวิวัฒนาการ พระก็คือบุคคลที่สละตัวเองเข้ามาอยู่ในพระพุทธศาสนา แต่ยังไงก็ต้่องดำรงชีวิตตามปกติเช่นกัน หากการถวายสังฆทานไม่นึกถึงประโยชน์็ของสินค้าที่ใช้ คนทั่วไปก็สักแต่จะถวาย หวังเอาแค่บุญที่ได้ถวาย สุดท้ายภาระการจัดการสิ่งของที่ไม่มีประโยชน์เหล่านั้นก็จะตกอยู่ที่พระท่าน ดังในเช่นปัจจุบัน ที่มีสังฆทานด้อยคุณภาพตามท้องตลาด และที่เหลือตามวัดมากมาย มีช่องทางให้กับคนบางประเภท ด้วยการเวียนสังฆทาน เพราะของใช้ไม่ได้ พระท่านก็ไม่แกะมาใช้ ต้องเอาเงินไปซื้อมาใช้อยู่ดี ถ้าเราคิดจะทำบุญ ก็ควรทำให้ถึงที่สุด ในเมื่อจะถวายของแล้วได้บุญ ก็ควรถวายของที่มีประโยชน์ต่อพระท่านด้วย ควรตระหนักสักนิดว่าของที่เอาไปถวายจะเกิดประโยชน์หรือไม่อันใด เพื่อจะได้เป็นการตัดช่องทางของคนบางประเภทอีกด้วย อีกทั้งพระท่านก็ไม่ต้องมาเป็นภาระจัดการสังฆทานที่เสียๆ ใช้การไม่ได้

**** เป็นความเห็นส่วนตัวนะค่ะ


โดย : คนอินดี้ เมื่อ วันพฤหัส ที่ 17 ตุลาคม 2556 เวลา 12:26:07 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 151

สิ่งของทั้งหลายที่ท่านได้กล่าวไว้ ไม่ได้ผิดหรอก แต่พระท่านจะรู้เองในขอบเขตในการบริโภค พระที่ดีๆหลายท่านก็ของบางอย่างไม่เหมาะสมหรูหราเกินท่านก็พิจารณาอยู่ ไม่ใชให้อะไรพระใช้หมด บางอย่างไม่สมควรแต่จะห้ามผู้บริจาคก็คงไม่ได้ เพราะคนบริจาคทานอาจจะไม่รู้ ว่าถูกต้องหรือไม่ พระท่านอาาจะเอาไปให้คนที่ยากไร้ต่อก็ได้ อย่างคอมพิวเตอร์นั้นใช่ว่าพระที่ใช้จะไม่ดี หรืออาบัติ เพราะงานเขียนธรรมมะสอนคนหลายๆอย่างก็คอมพิวเตอร์ก็เป็นเครื่องมือตัวช่วยที่ดี ไม่อยากให้มองในทางที่เสียอย่างเดียว เพราะพระท่านเป็นเนื้อนาบุญ จะให้จำกัดว่าสิ่งนั้นสมควรหรือไม่สมควรปุถุชนก็ไม่ควรตัดสินเอง พระท่านต้องรู้จักโลกรู้จักคนตามยุกสมัยถึงจะสอนคนได้ แต่พระท่านรู้แต่ไม่ยึดติดรู้เพื่อที่จะช่วยให้คนพ้นทุกข์ อย่างจะสอนเด็กวัยรุ่นก็ต้องรู้ว่ายุกนี้เด็กเป็นยังไง สอนอย่างไรเด็กจะเข้าใจ เพราะที่ดีก็เหมือนกับคนเราทั่วไปไม่สมควรดูที่ภายนอก ต้องดูที่ปฎิปทาวัตรปฏิบัติของท่าน ส่วนจะไปคิดไปวิจารย์ระดับของความสามารถในความละเอียดละออระดับจิตใจ ปุถุชนคงไม่สามารถเข้าใจได้ ถ้าเราไปวิจารย์อาจจะเป็นบาปจากความไม่รู้ เพราะฉะนั้นถ้าเราพิจารณาดีแล้วก็ถวายไปเถอะครับ เรื่องที่กล่าวตรงนี้เราก็วิเคราะห์ต่างๆนานา หลายคนหลายความคิด แต่การที่เราบำรุงศาสนาไม่ว่าทางใดก็ตามถ้าเหมาะสมก็จะมีแต่สิ่งดีๆทั้งนั้นละ การทำบุญทำทานเป็นการทำเพื่อลดความเห็นแก่ตัว เพราะศาสนาพุทธเราจะอยู่ได้ก็มาจากการที่คนในศาสนา บำรุงและช่วยกันดูแล ถ้าวันนี้อุบาสกอุบาสิกา ไม่ทะเลาะเบาแว้งกันไม่ดึงพระท่านมาวิเคราะห็วิจารญ์แบบไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง พระที่เป็นสุปฎิปันโนก็จะมีมากมายที่จะเป็นเนื้อนาบุญสืบต่อไป

โดย : Natuaral   email : sriniwasa@hotmail.com เมื่อ วันพฤหัส ที่ 24 ตุลาคม 2556 เวลา 16:53:40 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 152

เราชาวพุทธควรสามัคคีกัน ยิ่งคนในศาสนาแตกแยกกันแบบไม่ยอมกันไม่ลงกัน สุดท้ายแล้วก็จะเปิดโอกาศให้กับ ศาสนาบางศาสนาที่ต้องการเผยแพร่และมีวิธีการเชิงให้เชื่อและบังคับเชื่อ เห็นคนในศาสนาพุทธไม่ปรองดองกัน เขาก็ยิ่งไม่ต้องลงทุนโฆษณาลัทธิเขา สุดท้ายด้วยความคิดว่าตัวเองดีตัวเองถูก และคนที่ไม่รู้กลับมาตั้งตัวเป็นผู้รู้ ต่างแยกวิธีแยกแนวคิดสุดท้าย ก็เสมือนว่าเราช่วยกันทำลายศาสพุทธ ศาสนาที่เป็นมีแนวคิดเป็นสากล และไม่เคยล้าสมัย โดยที่เราไม่รู้ตัว

โดย : Natural   email : sriniwasa@hotmail.com เมื่อ วันพฤหัส ที่ 24 ตุลาคม 2556 เวลา 17:11:13 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 153

พระก็คนนะคะหรือจะเถียง คุณลองไม่ใส่รองเท้าออกจากบ้านบ้างสิคะแล้วจะรู้สึก ของทุกอย่างที่เค้าว่ามาเนี่ยพวกคุณไม่ใช้กันหรอคะ ที่คุณไปว่าพระท่านน่ะ คุณทำชีวิตของคุณได้สมบูณแบบแล้วหรอคะ จะเล่าอารัยให้ฟังนะคะ ในอดีตกาลน่ะพระพุทธเจ้าท่านไม่ใส่รองเท้าได้ก็เพราะมันมีแต่ป่า แต่เขา ไม่ได้เดินถนนแดดก้ไม่ร้อนมากเหมือนปัจจุบันคุณจะเอาอดีตมาเปรียบเทียบกับปัจุบันได้ยังไง

โดย : ญ   email : kunyapakza71@gmail.com เมื่อ วันศุกร์ ที่ 25 ตุลาคม 2556 เวลา 22:01:50 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 154

ขอความเห็นหน่อยจ้ะ ถ้าจะนิมนต์พระลูกชายที่บวชใหม่ ไม่ถึงเดือนมาเยี่มเยียนคุณยายที่สุขภาพไม่ค่อยดีที่บ้าน ทำได้ไหม

โดย : ถามจัง   email : sompist11@hotmail.com เมื่อ วันศุกร์ ที่ 29 พฤศจิกายน 2556 เวลา 11:02:02 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 155

*-* เอ่อ จะเถียงกันทำไมคะ คือนี่มันคือเรื่องที่จะทำบุญนะคะ เราขอออกความเห็นหน่อย อืมอ่านมาตั้งแต่ต้น พระท่านตัดกิเลสแล้วจริงค่ะ แต่คุณลองคิดดูนะคะ ดิฉันเห็นด้วยกับข้อความข้างบน ที่ว่าของที่จำเป็นที่ควรจะใช้นะคะ เพราะลองคิดดูหากคุณจะทำบุญ คุณยังเลือกที่จะทำส่ง ๆ ไป ไม่เลือกสิ่งของ ของบางอย่างไม่จำเป็น เราก็ใส่ ๆ ไป สุดท้ายพระท่านก็ไม่สามารถเอาไปใช้ได้ ดิฉันเคยซื้อถึงสังฆทานมาไปถวายพระที่บวชซึ่งเป็นเพื่อนกันมาก่อน ปรากฎว่าของบางอย่างไม่สามารถนำมาใช้ได้เลย หมดอายุบ้างแหละ เน่าแล้วบ้างแหละ แทนที่เราจะได้บุญเรากลับได้บาปมากกว่านะคะ บางคนไม่มีเวลาก็ซื้อแบบเป็นถังสำเร็จ ถ้าที่วัดนำไปใช้ให้เช่านำเงินมาทำนุบำรุงวัดก็ว่าไป แต่ถ้าเป็นวัดตามชนบท ของพวกนั้นจะถูกนำไปทิ้งถ้าหมดอายุ แต่ของที่ว่ามาด้านบนจำเป็นไหม เราคิดว่าจำเป็นนะคะ
- เครื่องเขียน สมุด ปากกา ดินสอ พระบางท่านต้องเอาไปใช้เวลาเรียน เท่ากับเราได้ถวายสิ่งที่จำเป็นค่ะ
- ผ้าไตรจีวรที่มาในถัง สั้นมาก ที่เจ้าของกระทู้บอกมันจริง ถ้าใส่ไปเนี่ยคง*-*....จะดูไม่งามเท่าไหร่
- น้ำยาเช็ดพื้น ใช่ค่ะอาจจะเป็นเครื่องหอม แต่พระท่านอาจจะไม่ได้เช็ดเองก็ได้นะคะ เพราะบางที่มีศิษย์วัด ลองคิดดูนะคะ ถ้าทางวัดมีหมา แมว ที่เป็นโรค และโยมไปทำบุญเลี้ยงเพลกินอาหารที่วัด และไม่ได้ใช่เลย คนที่มาวัดจริง ๆก็คงไม่มีใครถือ แต่ถ้าโยมป่วย หรือติดเชื้อไวรัส คงไม่ดีแน่ ...
-แชมพู ไม่ใช้ก็ได้ค่ะ แต่ถ้าพระเป็นชันตุ เอ่อ ญาติโยมคงลำบากใจ
-ส่วนรองแท้า พระท่านอาจจะไม่ใส่ก็ได้ค่ะ แต่พระในเมืองบางทีบิณฑบาตร กลางถนน เจอเศษแก้ว เหยียบ ... สุดท้ายก็ต้องไปหาหมอนะคะ ดังนั้นใส่รองเท้า และมียาติดไว้ ท่านจะได้ไม่ต้องลำบากญาติโยม
-ผ้าขนหนูก็สำคัญนะคะเราว่า เพราะถ้าไม่เช็ดเป็นสังคังมาก็ต้องไปหาหมออยู่ดี...
-ส่วนคอมพิวเตอร์ พระดี ๆ มีเยอะค่ะ อยู่ที่จรรยาบรรณและสามัญสำนึกพระที่ได้รับบางท่านเอาไว้ทำหนังสือ บางท่านเอาไว้ทำเว็บให้ความรู้ มีเยอะ

เราคิดว่าถ้าจะถวายก็น่าจะถวายของที่มีประโยชน์นะคะ บางอย่างเอาไปใช้ บางอย่างไม่ได้นำไปใช้ ส่วนคนที่ถวาย เค้าก็อยากให้ในสิ่งที่ดี ๆ มีเจตนาดี ก็พอค่ะ

ตักบาตรไม่ต้องถามพระก็ได้นะคะ พระใช้อะไรก็ได้ แต่ถามกำลังที่เรามี ให้แล้วไม่เดือดร้อนก็พอ แต่ถ้าราคาเท่ากันก็ควรเลือกในสิ่งที่ดีกว่าเท่านั้น.....

เราทำบุญทุกที่ เราทำเพราะเราอยากทำไม่มีการถามว่า เอ่ยเค้าจะเอาเงินเราไปทำอะไร มันคือการทำบุญค่ะ ของที่เราทำเราก็เลือกที่เราทำได้มีมากก็ทำมากมีน้อยก็ทำเท่าที่มี แต่เราก็จะเลือกสิ่งที่จำเป็น เพราะมันได้ใช้ประโยชน์ อย่าคิดมากเลยค่ะ


โดย : อยากจะยุ่งค่ะ   email : mashimoro_nana@hotmail.com เมื่อ วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม 2556 เวลา 18:10:35 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 156

ชื่อ ของฉันคือ โมราเลส , ฉันเป็นคน ที่แต่งงาน ด้วย 5 เด็ก ฉันมาถึง ฟอรั่ม เว็บไซต์นี้ มากที่จะ มีส่วนร่วม และเป็นพยาน ในการทำงาน ที่ดีของ นาง สเตลล่า Rene บริการสินเชื่อ ที่ให้ฉัน เงินกู้รวม ของ $ 50,000.00 ฉันได้ รับการ ปฏิเสธ ทุก ที่ ผมไป ผ่านมากของ กระบวนการและ การ scammed โดย บริษัท เงินกู้ ที่แตกต่างกัน i มาใน แต่เมื่อฉัน หมายถึง นาง Stalla Rene พวกเขา เข้าถึงและ ได้รับการอนุมัติ ฉันสำหรับ การกู้ยืมเงิน ของ $ 50,000.00 หลังจาก ประชุมกับ ข้อกำหนดและเงื่อนไข ซึ่งเป็นฐาน ในการ ที่คุณเลือก ที่จะ ทำการฝากเงินก่อนที่จะ ได้รับ การกู้ยืมเงิน ของคุณ หรือไม่ ในกรณีของฉัน ฉันถูก ไม่ได้มี บ้าน ชื่อถือ ของฉัน ดังนั้นฉัน ไปสำหรับกระบวนการที่ไม่ ถูก หลักประกัน ฉันทำ เงินฝาก ของจำนวนเงิน ดอลลาร์ บางอย่างก่อนที่จะ กู้ยืมเงิน ของฉัน ได้รับการรับรอง เข้าบัญชี ธนาคาร ของฉัน ฉันได้ รับการ มองหา เงินกู้ สำหรับที่ผ่านมา 2 ปีออนไลน์ แต่ หลังจากสัปดาห์i มาใน นาง สเตลล่า Rene สินเชื่อ บ้าน ที่ใช้ ที่อยู่ อีเมลนี้ : [ mrsstellareneloanfirm@hotmail.com ] แล้ว ฉันไป ผ่านทุก ขั้นตอนของการ ได้รับเงินกู้ ดังกล่าว จำนวนเงิน และ หลังจากขั้นตอนการกู้ยืมเงิน ของฉัน ได้รับอนุญาตให้ ฉันด้วย อื่น นี้จริงๆ ที่ทำให้ผม ที่จะ เริ่มต้นชีวิต อีกครั้งหลังจากที่ ปัญหาทั้งหมดฉันได้ ในระหว่างการค้นหา ของฉัน สำหรับบ้าน เงินกู้จริง นาง สเตลล่า เรเน่ กลับ บ้านมีความสุข ของฉันอีกครั้ง และ ธุรกิจของฉัน ที่ ได้รับความเดือดร้อน จาก ทุนทางการเงิน ผม ที่นี่เพื่อใช้ สื่อนี้ เพื่อแจ้งให้ ประชาชนทั่วไป ว่าถ้าคุณ จำเป็นต้องมี การกู้เงิน จริง โดยไม่ต้อง ความเครียดและ ในวันเดียวกัน ได้รับการอนุมัติ ใด ๆ ที่ คุณจะต้อง ได้อย่างรวดเร็ว ติดต่อ ได้ทันที ผ่านทางอีเมล์ เมื่อ: [ mrsstellareneloanfirm@hotmail.com ] ผมใช้ และ มัน ทำงานสำหรับฉัน และฉัน คิดว่ามัน จะทำงาน สำหรับคน อื่น ๆ ที่ยัง มีความจริงใจ อีกครั้งหนึ่งที่ ช่วยให้ฉัน ขอขอบคุณพวกเขา

นาง โมราเลส แลนซ์


โดย : โมราเลส แลนซ์   email : mrsstellareneloanfirm@hotmail.com เมื่อ วันอังคาร ที่ 7 มกราคม 2557 เวลา 13:40:14 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 157

ชื่อ ของฉันคือ โมราเลส , ฉันเป็นคน ที่แต่งงาน ด้วย 5 เด็ก ฉันมาถึง ฟอรั่ม เว็บไซต์นี้ มากที่จะ มีส่วนร่วม และเป็นพยาน ในการทำงาน ที่ดีของ นาง สเตลล่า Rene บริการสินเชื่อ ที่ให้ฉัน เงินกู้รวม ของ $ 50,000.00 ฉันได้ รับการ ปฏิเสธ ทุก ที่ ผมไป ผ่านมากของ กระบวนการและ การ scammed โดย บริษัท เงินกู้ ที่แตกต่างกัน i มาใน แต่เมื่อฉัน หมายถึง นาง Stalla Rene พวกเขา เข้าถึงและ ได้รับการอนุมัติ ฉันสำหรับ การกู้ยืมเงิน ของ $ 50,000.00 หลังจาก ประชุมกับ ข้อกำหนดและเงื่อนไข ซึ่งเป็นฐาน ในการ ที่คุณเลือก ที่จะ ทำการฝากเงินก่อนที่จะ ได้รับ การกู้ยืมเงิน ของคุณ หรือไม่ ในกรณีของฉัน ฉันถูก ไม่ได้มี บ้าน ชื่อถือ ของฉัน ดังนั้นฉัน ไปสำหรับกระบวนการที่ไม่ ถูก หลักประกัน ฉันทำ เงินฝาก ของจำนวนเงิน ดอลลาร์ บางอย่างก่อนที่จะ กู้ยืมเงิน ของฉัน ได้รับการรับรอง เข้าบัญชี ธนาคาร ของฉัน ฉันได้ รับการ มองหา เงินกู้ สำหรับที่ผ่านมา 2 ปีออนไลน์ แต่ หลังจากสัปดาห์i มาใน นาง สเตลล่า Rene สินเชื่อ บ้าน ที่ใช้ ที่อยู่ อีเมลนี้ : [ mrsstellareneloanfirm@hotmail.com ] แล้ว ฉันไป ผ่านทุก ขั้นตอนของการ ได้รับเงินกู้ ดังกล่าว จำนวนเงิน และ หลังจากขั้นตอนการกู้ยืมเงิน ของฉัน ได้รับอนุญาตให้ ฉันด้วย อื่น นี้จริงๆ ที่ทำให้ผม ที่จะ เริ่มต้นชีวิต อีกครั้งหลังจากที่ ปัญหาทั้งหมดฉันได้ ในระหว่างการค้นหา ของฉัน สำหรับบ้าน เงินกู้จริง นาง สเตลล่า เรเน่ กลับ บ้านมีความสุข ของฉันอีกครั้ง และ ธุรกิจของฉัน ที่ ได้รับความเดือดร้อน จาก ทุนทางการเงิน ผม ที่นี่เพื่อใช้ สื่อนี้ เพื่อแจ้งให้ ประชาชนทั่วไป ว่าถ้าคุณ จำเป็นต้องมี การกู้เงิน จริง โดยไม่ต้อง ความเครียดและ ในวันเดียวกัน ได้รับการอนุมัติ ใด ๆ ที่ คุณจะต้อง ได้อย่างรวดเร็ว ติดต่อ ได้ทันที ผ่านทางอีเมล์ เมื่อ: [ mrsstellareneloanfirm@hotmail.com ] ผมใช้ และ มัน ทำงานสำหรับฉัน และฉัน คิดว่ามัน จะทำงาน สำหรับคน อื่น ๆ ที่ยัง มีความจริงใจ อีกครั้งหนึ่งที่ ช่วยให้ฉัน ขอขอบคุณพวกเขา

นาง โมราเลส แลนซ์


โดย : โมราเลส แลนซ์   email : mrsstellareneloanfirm@hotmail.com เมื่อ วันอังคาร ที่ 7 มกราคม 2557 เวลา 13:41:34 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 158

คุณจะมาเถียงกันทำไมคะ มันไม่ดีเลย คนรุ้นหลังเขาจะงงเอาว่าตกลงจะถหวายอะไรดี ดิฉันว่ามันอยู่ที่ตัวเราว่าจะซื้อของดีหรือของไม่ดี ไม่ว่าคุณจะถหวายของดีๆหรือของไม่ดี คุณก็จะได้สิ่งนั้นกลับคืนมาไม่ว่าคุณไปอยู่พบไหนชาดไหน หรือท่าว่าคุณจะอุทิศบุญไห้กับใครเขาก็จะได้ไนสิ่งที่คุณทำไป ดิฉันเห็นดว้ยกับของไช้ทั้ง10อย่างนะ เพราะสไหมนี้ มันไม่เหมือนสไหมกอ่นนะคะ คุณลองคิดดูนะคะว่า สไหมพระพุทธเจ้า ของพวกนี้นั้นมันไม่มีขาย เพราะถ้าว่ามันมีขาย ดิฉันคิดว่าชาวบ้านเขาก็คงจะซื้อถหวายพระพุทธเจ้าเหมือนกันละ สไหมกอ่นอย่าว่าแต่พระพุทธเจ้าท่านไม่ใส่รองเท้าเลย ดิฉันก็ไม่เห็นรูปคนสไหมท่านใส่รองเท้าซักคน สไหมกอ่นบ้านเมืองมีแต่ป่าไม่ลมลื้นมาก เดินเท้าป่าวก็คงไม่ลำบากมากนัก แต่เดี๋ยวนี้มีแต่ป่าคอนกรีดเต็มไปหมดเลย ไม่คอ่ยมีล่มไม้เลยถ้าไห้ท่านเดินเท้าป่าวเท้าคงพองและเจ็บมากๆ คุณๆไม่สงสานท่านบ้างหรือ ทำอะไรถ้าเคร่งครัดมากไปมันก็ไม่มีผลดี คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ท่านว่าไห้เดินสายกลางไม่ตึงและไม่หย่อนจนเกินไป ดิฉันเข้าใจถูกไหม

โดย : Amara   email : kae.anton@gmail.com เมื่อ วันศุกร์ ที่ 7 กุมภาพันธุ์ 2557 เวลา 17:11:25 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 159

หลายๆคอมเม้น ของ" อดีตพระป่า" เข้าใจว่าท่านคงเคร่งปฏิบัติมาก เพราะในสายปฏิบัติ จะมีสมาธิ รู้ตนอยู่เสมอ รักษ์ศีลมากกว่าสิ่งใด แม้แต่เครื่องเขียน ท่านยังว่าไม่จำเป็น สมัยนี้พระสายปริยัติธรรมก็มีครับ ถวายเครื่องเขียนเพื่อเผยแพร่ธรรมะ อีกหนึ่งข้อที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงกล่าวไว้ "ทางสายกลาง"คือหนทางปฏิบัติครับ แม้องค์พระพุทธเจ้า ท่านก็ยังทรงเหยียบมด ฆ่าแมลง บาปอยู่ในอก นรกอยู่ในใจ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม อยากลุดพ้น ต้องเริ่มจากจิตของท่านซะก่อน สังฆทาน ที่ถวายแด่พระสงฆ์ แม้จะเป็นของที่ผิดธรรมวินัย หากใช้ให้ถูกที่ถูกเวลา ก็มีค่า ต่อพุทธศาสนาได้เช่น ขออนุโมทนาบุญ


โดย : คนไทยพุทธ เมื่อ วันศุกร์ ที่ 25 เมษายน 2557 เวลา 16:57:52 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 160

อ่านแล้ว งง สับสน ต่างคนต่างควมคิดค่ะ เราทำบุญให้ญาติเราที่ตายไปไม่ใช่ รึ ให้เข้าได้ใช้ได้อยู่สบาย งง งง

โดย : คนทำงาน   email : yaowares1117@hotmail.com เมื่อ วันพฤหัส ที่ 22 พฤษภาคม 2557 เวลา 10:01:21 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 161

เฮ้อ!!"ดั่งสุภาษิตที่ว่า สวรรค์อยู่ในอก" นรกอยู๋ในใจ" #เซนสอนว่า " เรื่องนี้ก็ถูก" และ "อีกเรื่องก็ถูก"ถ้าคิดมากก็อย่าทำเลยค่ะบุญ "ให้จิตนำพาไปสู่อกุศลกรรมเถอะ!!!

โดย : สุกฤตา ศรีลาพร   email : sukritta7976@hotmail.com เมื่อ วันเสาร์ ที่ 28 มิถุนายน 2557 เวลา 15:07:02 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 162

คำเดียว "เจตนาหัง ภิกขเว กัมมัง วทามิ" "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เจตนาเป็นตัวกรรม"
ผลของทุกๆเรื่อง อยู่ที่เจตนา


โดย : Newsaint Rebirth   email : newsaint@hotmail.co.th เมื่อ วันพฤหัส ที่ 24 กรกฎาคม 2557 เวลา 13:30:29 น. ลบ


  แสดงความคิดเห็น
ข้อความ :  
ชื่อ :  
อีเมลล์ :    

Guide Ubon

http://www.hotsia.com/
http://www.sadoodta.com/
http://www.111thailand.com/
http://www.oceansmile.com/
http://www.guideubon.com/
http://feelthai.blogspot.com/
copyright 2005 www.GuideUbon.com
สำนักงานไกด์อุบลดอทคอม เลขที่ 89/1 ถนนพโลรังฤทธิ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000
ติดต่อไกด์อุบล : webmaster@guideubon.com | msn : guide_ubon@hotmail | Tel : 080-4850511 Fax : 0-4525-4700