<เครือข่ายฯ ชี้แจง ทำไมต้องคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่อุบล>-เครือข่ายฯ ชี้แจง ทำไมต้องคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่อุบล-
Home Page GuideUbon
    You Tube    Facebook    Twitter    On Mobile
-เครือข่ายฯ ชี้แจง ทำไมต้องคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่อุบล-
-

เรื่อง การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่อุบล

 

ถึง พี่น้องชาวอุบลที่รักและเคารพทุกท่าน

 

            ตามที่พวกเราคนอุบลได้รับทราบข่าวเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี (และ อีก 4 จังหวัด คือ นครสวรรค์ ตราด สุราษฎร์ และชุมพร) ด้วยเหตุผลเพราะ กฟผ. บอกว่าเป็นจังหวัดที่มีการต่อต้านน้อยที่สุด และได้มีการลงพื้นที่ดำเนินการประชาสัมพันธ์เชิงรุกหลายรูปแบบเพื่อสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์กับชุมชนในพื้นที่ที่คาดว่าจะใช้เป็นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้า (ได้แก่ ตำบลนิคม ตำบลช่องเม็ก และตำบลหัวสะพาน) มาโดยตลอด

            แต่ทว่าบังเอิญมีเหตุการณ์วิกฤติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่นที่จนแม้ขณะนี้รัฐบาลญี่ปุ่นและบริษัทไฟฟ้านิวเคลียร์เทปโกก็ยังไม่สามารถจะควบคุมสถานการณ์ได้ การแพร่กระจายของกัมมันตรังสีสู่อากาศ ทางน้ำและบนดินก็ยังคงดำเนินต่อไป ทำให้พวกเราคนอุบลได้เห็นภาพแห่งความหายนะที่เกิดจากอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากความผิดพลาดของมนุษย์ ของระบบ หรือจากธรรมชาติได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น จนนำไปสู่การลุกขึ้นมาคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในบ้านเมืองของเราอย่างต่อเนื่องและเข้มข้นมากยิ่งขึ้น

            อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน (นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกุล) และบุคคลที่เกี่ยวข้องต่างก็ออกมาแสดงจุดยืนเรื่องการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในประเทศไทย โดยให้สัมภาษณ์สื่อ สรุปได้ดังนี้

(1)   จะชะลอโครงการออกไป 2 ปี (ไม่ได้บอกว่าจะยกเลิก – ไม่สร้าง)

(2)    (ขณะเดียวกันก็ยังคงพยายาม) มีการสื่อสารว่า ประเทศไทยจำเป็นมากที่ต้องพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ เพราะไม่เช่นนั้นอาจมีปัญหาเรื่องความมั่นคงทางด้านพลังงานได้ในอนาคต

(3)   ยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาเรื่องพลังงานนิวเคลียร์นี้ต่อไป

(4)    ขอให้กลุ่มที่คัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เสนอทางออกหรือการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรมด้วยว่า จะให้รัฐบาลทำอย่างไรหากไม่เอานิวเคลียร์ จะใช้อะไรแทนนิวเคลียร์ ประเทศถึงจะมีไฟฟ้าใช้

            ทางออกและการแก้ไขปัญหาถ้าไม่เอานิวเคลียร์ที่เป็นรูปธรรม คือ 1) ต้องเน้นประสิทธิภาพของการใช้พลังงาน หมายถึงพลังงานที่มีอยู่ในปัจจุบันต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพ 2) ต้องกำหนดมาตรการในเรื่องประหยัดพลังงาน 3) ต้องศึกษา ค้นคว้า และสนับสนุนการผลิตพลังงานจากธรรมชาติ เช่น แสงอาทิตย์ ลม น้ำ และชีวมวล อย่างจริงจัง 4) ภาคอุตสาหกรรมจะต้องผลิตไฟฟ้าขึ้นใช้เอง ซึ่งสามารถทำได้ แต่ไม่ทำเพราะเป็นการเพิ่มต้นทุน 5) ทิศทางและโครงสร้างการพัฒนาประเทศ ต้องได้รับการปรับเปลี่ยน เพื่อไปให้พ้นจากปัญหาขาดแคลนพลังงาน และหลีกเลี่ยงอุปสงค์เทียม ที่กลุ่มทุนพลังงานเป็นผู้สร้างขึ้น

            เมื่อนำมาพิจารณาร่วมกับข้อมูลตัวเลขของพลังงานสำรองที่ล้นเกิน และความกระตือรือร้นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยในการแสวงหากระแสไฟฟ้า ทั้งซื้อจากประเทศเพื่อนบ้าน และจากผู้ผลิตรายเล็กภายในประเทศอย่างไม่มีจำกัด ทำให้เห็นว่า วิกฤติพลังงานในอนาคตเป็นเพราะปัญหาอื่น มิใช่ปัญหาเรื่องการขาดแคลนกระแสไฟฟ้าอย่างแท้จริง หรือหากจะมีปัญหาจริง รัฐและหน่วยงาน ยังมีเวลาถมเถที่จะแก้ไขปัญหา ยกเว้นจะไม่พยายามคิด และปิดประตูความคิดในเรื่องการแสวงหาพลังงานที่ยั่งยืน แต่คิดแต่เรื่องที่จะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ให้ได้ เท่านั้น

           ดังนั้น คนอุบลกลุ่มหนึ่งที่ประกอบด้วยตัวแทนจากเกือบทุกภาคส่วนจึงได้ริเริ่มจัดตั้งเครือข่ายขึ้นเพื่อจับตาดูสถานการณ์การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอุบลและยังได้ร่วมกับพี่น้องในจังหวัดอื่น ที่เป็นที่คาดหวังว่าจะเป็นพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้ง 4 แห่งด้วย ทั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์หลัก ดังนี้

1.     จัดตั้งเครือข่ายคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่อุบลและ/หรือในจังหวัดอื่น ๆ ในประเทศไทย

2.    ยื่นข้อเรียกร้องให้ทุกประเทศในอาเซียน (เช่น ประเทศเวียดนามและจีน เป็นต้น) ที่มีหรือจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แสดงความรับผิดชอบในการประกันภัยในระดับสากลโดยให้สมัครเข้าเป็นภาคีของกฎบัตรทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ว่าด้วยความรับผิดชอบต่อพลเรือนในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ปี พ.ศ. 2506 และอนุสัญญาปารีสว่าด้วยภาระรับผิดชอบต่อบุคคลที่สามสำหรับโครงการพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นกฎบัตรของ OECD ที่ทำขึ้นในปี พ.ศ. 2503 และอนุสัญญาเสริมบรัสเซลที่เชื่อมโยงกันของปีพ.ศ. 2506 ที่เชื่อมโยงกับพิธีสารร่วม (Joint Protocol) ซึ่งมีการรับรองเมื่อปี พ.ศ. 2531

3.    ยื่นข้อเรียกร้องให้สมาคมอาเซียนและยูเอ็นจัดทำอนุสัญญาหรือกฎหมายระหว่างประเทศหรือระหว่างภูมิภาคว่าด้วยการชดเชยความเสียหายที่เกิดแก่ชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือนที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ในประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

4.    จัดทำแผนพัฒนาพลังงานเพื่อการพึ่งตนเองในด้านพลังงานของภาคครัวเรือนหรือชุมชนโดยใช้พลังงานทางเลือกที่เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศตลอดจนทรัพยากรของแต่ละชุมชน

5.    สร้างชุมชนต้นแบบที่พึ่งพาตนเองด้านพลังงานโดยใช้พลังงานทางเลือกเพื่อนำไปสู่การพัฒนาพลังงานที่ยั่งยืนและสังคมที่ร่มเย็นเป็นสุข

6.    สร้างและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงาน (เช่น ไฟฟ้า) อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

7.    ให้ข้อมูลความรู้แก่ประชาชนเรื่องผลกระทบของพลังงานนิวเคลียร์ที่มีต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมรวมทั้งความรู้เรื่องพลังงานทางเลือก

8.    ขยายชุมชนต้นแบบพึ่งพาตนเองด้านพลังงานให้เต็มพื้นที่ทุกชุมชนในจังหวัดอุบลราชธานี

9.    ระดมทุนและขอบริจาคจากพี่น้องเพื่อดำเนินงานตามข้อ 1-8

            พี่น้องชาวอุบลที่รักยิ่ง ที่ผ่านมา กฟผ. ได้ทำการประชาสัมพันธ์เชิงรุกในพื้นที่อำเภอสิรินธร ดังนี้ (1) จัดการสัมมนาให้ความรู้ (ที่เป็นข้อมูลด้านเดียว คือ ด้านประโยชน์) แก่ผู้นำชุมชน อบต. กำนันผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารโรงเรียนและครูอาจารย์ (2) จัดค่ายเยาวชนเพื่อจัดกิจกรรมให้ความรู้ (ด้านเดียว) แก่เยาวชน (3) ให้งบประมาณสนับสนุนการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ในชุมชน เช่น การให้รางวัล การเป็นสปอนเซอร์การแข่งขันกีฬาต่าง ๆ (3) สร้างแรงจูงใจให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ ว่า จะจัดตั้งกองทุนพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่ชาวบ้านเรียกว่า กองทุนสองสตางค์แก่ชุมชนที่อยู่รอบโรงไฟฟ้า - ประมาณปีละอย่างน้อย 50 ล้านบาท – ตามคำบอกเล่าให้สัมภาษณ์สื่อของชาวบ้าน) (4) พาสื่อมวลชนไปศึกษาดูงานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ประเทศเกาหลี เพื่อให้สื่อมวลชนเหล่านั้นช่วยในการประชาสัมพันธ์ถึงประโยชน์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ (แต่ทำไมถึงไม่พาไปดูงานเรื่องการจัดการรับมือกับผลกระทบหรือปัญหาที่เกิดจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นแล้วที่ประเทศญี่ปุ่นทั้ง ๆที่งบประมาณที่ได้รับจัดสรรไป จำนวน 1.8 พันล้านก็ยังใช้ไปไม่หมด – สงสัยจริง ๆ อยากฝากพี่น้องให้ช่วยถามสื่อมวลชนที่ไปดูงานเหล่านั้นด้วยถ้ามีโอกาสได้พบท่านเหล่านั้น)

            ในกรณีของจังหวัดอุบลฯ เรานั้นพี่น้องคนอุบลฯ ต้องจับตาดูให้ดี อย่าเผลอเป็นอันขาด และควรต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์นี้ เพราะการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ครั้งนี้หมายถึงการตัดสินชะตากรรมของเมืองอุบลฯ และชะตากรรมของคนอุบลฯ ทั้งนี้เพราะหายนะที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาด ขัดข้องหรืออุบัติเหตุในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้นสูงเกินกว่าจะยอมเสี่ยง (ให้มีการสร้าง) ได้ ดังเช่นที่ท่านได้เห็นจากตัวอย่างของประเทศญี่ปุ่นอยู่ในขณะนี้ (พี่น้องมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 มาตรา 67 ว่าด้วยการเข้าไปมีส่วนร่วมกับรัฐบาลในการตัดสินใจในการจัดทำโครงการที่ส่งผลกระทบสูงต่อชีวิตและชุมชน) เพราะผลกระทบจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้นมีสูงมาก ดังนี้

1)    ในเรื่องหายนะของบ้านเมืองเกิดเมืองนอนของเรา เมืองอุบลฯจะต้องกลายสภาพ จากสถานที่ซึ่งทุกคนเคยอยู่และทำมาหากินอย่างเป็นสุขและมีความภาคภูมิใจว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกจะย่อยยับอับปางลง ไม่มีสิ่งมีชีวิตใด ๆ จะเข้ามาอาศัยอยู่ได้อีกต่อไปนับเป็นเวลาร้อย ๆ ปี ดังเช่นเมืองพีเพียตอันเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลของรัสเซีย เมืองฮิโรชิมา และนางาซากิของญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่กระจายของกัมมันตภาพรังสีในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และเมืองฟูกูชชิมา ที่เราทุกคนเห็นอยู่ในปัจจุบันนี้

2)    ด้านชะตากรรมของคนอุบลฯ และลูกหลานเหลนโหลนของเรา ที่แต่เดิมมีสุขภาพดี แข็งแรง มีสถานภาพทางสังคมที่เท่าเทียมกับผู้คนในที่อื่น ๆ ทุกที่ในประเทศและในโลก ก็จะต้องล้มตายลงเป็นเบือในทันที คนที่เหลือก็จะกลายเป็นคนเจ็บ ป่วย พิกลพิการ ลูกหลานเหลนโหลนของคนที่เหลือก็จะกลายเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์ของสังคม ไม่มีใครอยากคบหาหรือเอาไปทำเผ่าพันธุ์อีกต่อไปเพราะในร่างกายและยีนส์ของลูกหลานเรามันปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสี เรียกได้ว่าคนอุบลฯนั้นจะกลายเป็นพลเมืองชั้นที่ต่ำสุดเหมือนจัณฑาลในอินเดีย เหมือนลูกหลานชาวเมืองนางาซากิและฮิโรชิมาที่กัมมันตภาพรังสีทำให้มีชะตากรรมเป็นไปเช่นนั้น (เท่ากับว่า คนอุบลฯ นั้นจะต้องดับหน่อดับแนวไปเลยทีเดียว)

            ชาวเมืองนางาซากิและฮิโรชิมาผู้น่าสงสารที่ตกที่นั่งเช่นนั้นเพราะเขาไม่มีทางเลือก (เพราะเป็นสงคราม) แต่ชาวเมืองอุบลฯ เรา ทุกคนมีทางเลือก แล้วเราจะไม่ออกมามีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกครั้งนี้หรือ

พี่น้องที่รักทุกท่าน โปรดถามตัวท่านเองว่าท่านอยากมีส่วนร่วมในการรักษาบ้านเมือง ชีวิตของลูกหลาน เผ่าพันธุ์ของท่านหรือไม่ เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องของพี่น้องชาวอำเภอสิรินธรที่อยู่รอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น เพราะหากเกิดหายนะขึ้น รัศมีของกัมมันตภาพรังสีนั้นกินอาณาบริเวณกว้างขวางมากนัก (มากกว่า 5 กิโลเมตรของชุมชนที่ กฟผ. สัญญาว่าจะพัฒนาให้กินดีอยู่ดีเหมือนอยู่ในสรวงสวรรค์ก็ไม่ปาน) เห็นได้จากตัวอย่างของผลกระทบจากสารกัมมันตภาพรังสีที่เกิดจากเชอร์โนบิลที่ครอบคลุมมากกว่า 200,000 ตารางกิโลเมตร หรือทั่วทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือบางส่วนและที่ฟูกูชิมาก็กินอาณาเขตมากกว่า 5000 ไมล์ ไปจนถึงตะวันตกของอเมริกา แคนาดา และอังกฤษ

ดังนั้นขอให้พวกเราทุกคนจงออกมาแสดงจุดยืนของเรา เพื่อตัวเราเอง เพื่อลูกหลานเหลนโหลนของเรา และเพื่อการดำรงอยู่ของบ้านเกิดเมืองนอนอันเป็นที่รักของเรา

นอกจากนี้แล้ว ขอให้พวกเราที่เป็นวิญญูชนทุกคน ได้โปรดมาร่วมกันตั้งคำถาม อภิปรายและแสวงหาข้อเท็จจริงที่เป็นคำตอบในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต่อไปนี้

1.    โครงการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นี้จำเป็นจริงหรือ?

2.    ระบบไฟฟ้าในบ้านเรามีความเป็นธรรมหรือไม่ (เช่น การที่หลายจังหวัดของประเทศ เช่น ยโสธร (188 ล้านหน่วย) มุกดาหาร (128) อำนาจเจริญ (110) ฯลฯ มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าทั้งจังหวัดน้อยกว่าที่ 3 ห้างใหญ่ในกรุงเทพฯ คือ สยามพารากอน มาบุญครอง เซ็นทรัลเวริ์ลรวมกันใช้ไฟ (279 ล้านหน่วย – ข้อมูลจาก การไฟฟ้านครหลวง พ.ศ. 2549)

3.    รัฐบาลโดย กฟผ. กำลังสร้างมายาคติเรื่องความมั่นคงไฟฟ้าและความต้องการจำเป็นเรื่องไฟฟ้า เพื่อหาความชอบธรรมในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หรือไม่ (คำตอบในเรื่องนี้สามารถหาได้จากตัวเลขรายงานประจำปีต่าง ๆ ของการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่รายงานการใช้ไฟฟ้าในแต่ละปี)

4.    มีการหมกเม็ดในแผนพีดีพี (แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า) ปี 2553 หรือไม่

5.    มีผลประโยชน์ทับซ้อนในระบบไฟฟ้าหรือไม่

พี่น้องชาวอุบลฯ ที่เคารพรักทุกท่าน หากท่านตัดสินใจ

1) ไม่เอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โปรดมาเข้าร่วมกลุ่มกับเราในการคัดค้านทำกิจกรรม และ/หรือให้การสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมมากกว่านั่งคัดค้านบอกว่าไม่เอานิวเคลียร์อยู่ที่บ้าน เพราะการทำเช่นนั้นทำให้การคัดค้านของเราไม่มีพลังและทำให้รัฐบาล/นักการเมือง/ผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายไม่สามารถรับรู้ความต้องการที่แท้จริงของเราได้

2) สมัครเป็นสมาชิกเครือข่าย มั่นใจคนอุบลเกินล้านคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ใน เฟซบุค – facebook (http://www.facebook.com) และ/หรือเครือข่ายคนอุบลไม่เอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

3) เข้าร่วมเวทีวิชาการ/เวทีโสเหล่ ที่ทุกองค์กรจัดขึ้น เพื่ออภิปรายและแสดงจุดยืนและเจตนารมณ์ของท่าน

4) สร้าง/ขยายเครือข่ายส่วนตัวของท่าน

5)   ร่วมบริจาคเงินเพื่อจัดกิจกรรมในข้อที่ 1 – ข้อที่ 8 ข้างต้น (ในเบื้องต้นนี้ท่านสามารถติดต่อขอบริจาคได้ที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ชมพูนุท โมราชาติ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี เบอร์โทรศัพท์ 087-923-4088)

6)   ร่วมเดินทางไปยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีเวียดนามผ่านสถานทูตเวียดนาม ที่กรุงเทพฯ ในวันอังคารที่ 26 เมษายน 2554 เวลาประมาณ 10.00 น.

ขอกราบขอบพระคุณพี่น้องทุกท่าน

จากเครือข่ายคนอุบลไม่เอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์




















-

Guide Ubon

http://www.hotsia.com/
http://www.sadoodta.com/
http://www.111thailand.com/
http://www.oceansmile.com/
http://www.guideubon.com/
http://feelthai.blogspot.com/
copyright 2005 www.GuideUbon.com
สำนักงานไกด์อุบลดอทคอม เลขที่ 89/1 ถนนพโลรังฤทธิ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000
ติดต่อไกด์อุบล : webmaster@guideubon.com | msn : guide_ubon@hotmail | Tel : 080-4850511