<รร.เบ็ญจะมะมหาราช>-รร.เบ็ญจะมะมหาราช-
Home Page GuideUbon
    You Tube    Facebook    Twitter    On Mobile
-รร.เบ็ญจะมะมหาราช-
-

http://www.benchama.ac.th/

 

 

โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช
600 ถนนสรรพสิทธิ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000 ประเทศไทย
โทร. 045-240683-5 แฟกซ์ 045-262193

รากฐานการศึกษาไทยในหัวเมืองเริ่มต้นที่นี่

มื่อ พ.ศ. 2439 พระญาณรักขิต (พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ - จันทร์ ศิริจันโท) ได้มอบหมายให้พระมหาอ้วน ติสโส (สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดบรมนิวาส) และคณะ ทำการรวบรวมอุปกรณ์การศึกษาจากกรุงเทพมหานคร นำมาที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเปิดสอนที่วัดสุปัฏนารามวรวิหารโดยจัดตั้งเป็นโรงเรียนขึ้น

พ.ศ. 2440 โรงเรียนที่จัดตั้งขึ้นนี้ รับนักเรียนทั้งบรรพชิต และคฤหัสถ์ชาย โดยให้ชื่อว่า "โรงเรียนอุบลวิทยาคม" เป็นอาคารไม้สองชั้น อยู่ทางทิศใต้ของตัววัด ติดถนนพรหมราช วิชาที่เปิดสอนคือภาษาบาลี และภาษาไทย ในการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทรัพย์จำนวน 10 ชั่ง เพื่อเป็นทุนในการใช้จ่ายในการเรียนการสอนโดยมีพระบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงใหญ่ต่างพระองค์ สำเร็จราชการมณฑลอีสานเป็นผู้แทนพระองค์ทรงนำมามอบให้

ต่อมาโรงเรียนอุบลวิทยาคมมีจำนวนนักเรียนมากขึ้น ทำให้โรงเรียนคับแคบและชำรุดทรุดโทรม ทางราชการซึ่งมีพระยาศรีธรรมศกราช (ปิ๋ว บุญนาค) สมุหเทศาภิบาลมณฑลอุบลราชธานี ในขณะนั้นได้ดำริสร้างโรงเรียนขึ้นใหม่ เป็นโรงเรียนตั้งอยู่นอกวัดที่มุมทุ่งศรีเมืองทางทิศอีสาน ใน พ.ศ. 2458 (บริเวณโรงเรียนอนุบาลอุบลราชธานีในปัจจุบัน)

การสถาปนาโรงเรียน

พ.ศ. 2458 โรงเรียนหลังใหม่ที่แยกมาจากโรงเรียนอุบลวิทยาคมหลังนี้ การก่อสร้างใช้ช่างและแรงงานของนักโทษในเรือนจำจังหวัดอุบลราชธานี (เรือนจำนี้ตั้งอยู่ ณ ที่ทำการเทศบาลเมืองอุบลราชธานีในปัจจุบัน) สร้างเป็นโรงเรียนด้วยโครงไม้จริงทั้งหมด หลังคามุงสังกะสี ฝาขัดด้วยไม้ไผ่ผ่าเป็นซี่ๆ ขัดกันเป็นขัดแตะโบกด้วยยางบงผสมดินและทราย เป็นกำแพงหนามั่นคงแข็งแรงดี ตัวโรงภายนอกทาสีแดงคล้ำ ภายในทาสีปูนขาว มีระเบียงโดยรอบทั้ง 4 ด้าน แต่ละด้านมีบันไดอยู่ตรงกลาง

ตัวอาคารมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยด้านตะวันตกและด้านตะวันออกยาวกว่าด้านทิศเหนือและทิศใต้เป็นโรงเรือนชั้นเดียว ใต้ถุนเตี้ยสูงประมาณ 1 เมตร มีห้องเรียน 8 ห้อง ใช้เป็นห้องครูใหญ่ ห้องพักครู ห้องสมุดและอุปกรณ์การเล่นกีฬา มีห้องประชุมอยู่กึ่งกลางตัวอาคารนับว่าเป็นโรงเรียนที่ใหญ่โตของมณฑลอุบลราชธานีในสมัยนั้น

เมื่อโรงเรียนได้สร้างเสร็จเรียบร้อย ได้ประกอบพิธีเปิดเมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2458 โดยพระยาศรีธรรมศกราช ได้ทูลเชิญ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ เสนาธิการทหารบกซึ่งมาตรวจราชการที่มณฑลอุบลราชธานี เป็นประธานประกอบพิธีเปิด และได้ประทานนามโรงเรียนว่า "โรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลอุบลราชธานีเบ็ญจะมะมหาราช" เพื่อเป็นอนุสรณ์ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยได้ทรงออกใบประกาศตั้งนามโรงเรียนให้ไว้เป็นสำคัญ ซึ่งโรงเรียนได้ใส่กรอบเก็บรักษาไว้จนกระทั่งบัดนี้

ขอให้นามโรงเรียนตัวอย่างมณฑลอุบลฯ ซึ่งบรรดาข้าราชการได้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศพระราชกุศลถวายแด่ สมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า

โรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลอุบลราชธานี เบ็ญจะมะมหาราช

ขอให้โรงเรียนนี้ดำรงอยู่เพื่อได้เป็นที่เพาะวิชาแห่งกุลบุตร์สืบไปชั่วกาลนาน


เมืองอุบลราชธานี
๒๘ กันยายน ๒๔๕๘

ดังนั้นโรงเรียนจึงถือเอาวันที่ 28 กันยายนของทุกปี เป็นวันสถาปนาโรงเรียน ที่ศิษย์และชาวอุบลราชธานีมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งโรงเรียนทั่วไปที่มีคำว่า "เบ็ญจะมะ" ในประเทศไทยไม่มีโรงเรียนใดต่อท้ายด้วยคำว่า "มหาราช" เลย จึงถือเป็นสิ่งล้ำค่าและภาคภูมิใจของชาวอุบลราชธานี

โดยประวัติแล้วจะเห็นว่า ต้นกำเนิดโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราชได้สืบเนื่องมาจากโรงเรียนวัดสุปัฏน์ฯ เมื่อเริ่มเปิดก็ได้โอนเอานักเรียนจากวัดสุปัฏน์ฯ ทั้งหมดมาเรียนที่โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราชหลังแรกนี้ ซึ่งสอนเฉพาะคฤหัสถ์ชายทั้งชั้นประถมและชั้นมัธยม

ในช่วงระยะ พ.ศ.2458 - 2478 ซึ่งเป็นเวลา 20 ปี ที่โรงเรียนได้ทำการสอนมา มี ครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่ อาทิ ราชบุรุษอุ่ม สุวรรณภาส, อำมาตย์ตรีเจิม ยุวจิติ, อำมาตย์ตรีละพุล, ราชบุรุษผึ่ง ผโลปการ, รองอำมาตย์ตรีขุนโกศลเศรษฐ์, รองอำมาตย์ตรีขุนประสงค์จรรยา, รองอำมาตย์ตรีทองอินทร์ภูริภัฒน์, รองอำมาตย์ตรีน้อม (น้อย) วนะรมย์ เป็นท่านสุดท้าย เพราะโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราชหลังแรกนี้ได้ยุติลง และได้ทำการสร้างขึ้นใหม่เป็นหลังที่ 2

อาคารเรียนหลังที่สอง

พ.ศ. 2477 เนื่องจากโรงเรียนหลังแรกที่กล่าวมาแล้ว ได้ขยายชั้นเรียนและโรงเรียนรับนักเรียนที่มาเข้าเรียนมากจนล้นโรงเรียน ทำให้สถานที่คับแคบ โรงเรียนจึงได้แบ่งนักเรียนชั้นต้นๆ แยกไปเรียนและใช้สถานที่สโมสรเสือป่าเก่า (ตั้งอยู่แผนกศึกษาธิการจังหวัดขณะนี้) ซึ่งเป็นอาคารชั้นเดียวเป็นที่เรียนด้วย ทำให้นักเรียนแยกโรงเรียนไปเรียนตามที่ต่างๆ เป็นการไม่สะดวกในการปกครองและการดูแลการเรียนการสอน

ต่อมาจังหวัดได้รับงบประมาณเงิน 4 หมื่นเศษ สร้างอาคารเรียนหลังใหม่ขึ้นอีก ในบริเวณกรมทหารเก่า ซึ่งย้ายไปตั้งอยู่ที่อำเภอว่ารินชำราบ โรงเรียนหลังที่กล่าวนี้คือ หลังที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของทุ่งศรีเมือง หรือด้านหลังของศาลากลางจังหวัด ในปัจจุบัน

งบประมาณ 4 หมื่นบาทนับว่าเป็นเงินก้อนใหญ่ เป็นที่ตื่นเต้นของชาวบ้านชาวเมืองมาก นับว่าเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ สร้างในเนื้อที่ราว 40 กว่าไร่ ทิศเหนือจดถนนเบ็ญจะมะและวัดชัยมงคล ทิศใต้จดถนนศรีณรงค์และวัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนาราม ในปัจจุบัน) ทิศตะวันออกจดถนนอุปราชและทุ่งศรีเมือง ทิศตะวันตกจดบ้านประชาชนและป่าช้าโรมันคาทอลิก ตัวอาคารอยู่ตรงกลางของพื้นที่ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีสนามและเสาธงขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนพูนดินมีขาเสาธงสี่ขาตั้งอยู่หน้าอาคารเรียน มีถนนรอบสนามฟุตบอลออกไปทางด้านหน้าโรงเรียน ด้านหน้าของอาคารทั้งสองข้างมีถนนเดินเข้าสู่โรงเรียน ด้านหลังเยื้องไปทางทิศใต้มีโรงพละศึกษา ด้านหลังมีบ้านพักครู โรงพัสดุ บ้านพักภารโรง และใช้เนื้อที่หลังสุดสำหรับงานเกษตรกรรมจนจดป่าช้าโรมันคาทอลิก

ตัวโรงเรียนเป็นอาคารไม้ 2 ชั้น ตั้งอยู่บนฐานที่ก่อด้วยซีเมนต์ ด้านหน้ามีมุข 3 มุขเรียงกันหลังคาเป็นกระเบื้อง ตัวอาคารเป็นไม้เนื้อแข็ง ทั้งหมดทั้งพื้น เพดานและฝาผนัง พื้นเข้าลิ้นสนิทจนเป็นเนื้อเดียวกัน น้ำที่หกจากชั้นบนไม่สามารถจะไหลลงมาชั้นล่างได้ ประตูหน้าต่างเป็นไม้สักหมดทุกบาน มีบันไดขึ้นลงจากชั้นล่างสู่ชั้นบนทั้งสองข้างตัวอาคารทาสีไข่ไก้ทั้งด้านนอกและด้านใน เพดานทาสีขาว กรอบประตูหน้าต่างคาดเส้นพื้นผนังและคิ้วไม้ด้วยสีน้ำตาลแดงคล้ำ มีฟุตบาทก่อด้วยซีเมนต์รอบตัวอาคาร มีถังน้ำสร้างด้วยซีเมนต์ขนาดใหญ่ 2 ถังไว้รองรับน้ำฝนให้นักเรียนไว้ดื่มกิน ทางขึ้นลงมี 6 ทางด้านหน้าและหลังด้านละ 2 ทาง ด้านข้างด้านละทาง การก่อสร้างประณีตและยอดเยี่ยมมาก เป็นที่นิยมยกย่องแก่ผู้พบเห็น ต่อมาภายหลังได้เปลี่ยนมาทาสีอาคารเป็นสีฟ้าอมเทาตลอดทั้งหลัง

อาคารทั้ง 2 ชั้นมีห้องเรียน 20 ห้อง ห้องประชุม 1 ห้อง อยู่ตอนกลางชั้นบน ห้องพักครู 1 ห้อง อยู่ชั้นล่างตอนกลาง ห้องครูใหญ่และห้องธุรการอยู่มุขกลางชั้นล่าง ห้องสมุดอยู่มุขกลางชั้นบนห้องประชุมบางครั้งใช้เป็นห้องวิทยาศาสตร์อยู่ตอนกลางชั้นบน

ผู้ออกแบบอาคารคือ พระสาโรจน์รัตนนิมมาน สถาปนิกประจำกระทรวงศึกษาธิการ ท่านบอกว่ารากฐานของโรงเรียนหลังนี้มั่นคงแข็งแรงมาก ถ้าเครื่องไม้ชำรุดพังลง จะรื้อไม้ออกแล้วก่อตึกบนฐานเดิมได้เลย แต่ไม่ปรากฏว่าโรงเรียนได้เกิดความชำรุดเสียหายแต่อย่างใดยังคงใช้การได้เป็นเวลานาน พื้นคงแนบสนิท ประตูหน้าต่างยังคงสภาพเดิม นับว่ามั่นคงแข็งแรงหาอาคารใดเทียบได้ยาก ผู้รับเหมาก่อสร้างคือนายเชย เป็นคนจีน ใช้เวลาก่อสร้างเกือบปีทราบว่าการรับเหมาก่อสร้างอาคารหลังนี้ ขาดทุนเป็นจำนวนมาก และนายเชยได้หายหน้าหายตาไปเลย




























-

Guide Ubon

http://www.hotsia.com/
http://www.sadoodta.com/
http://www.111thailand.com/
http://www.oceansmile.com/
http://www.guideubon.com/
http://feelthai.blogspot.com/
copyright 2005 www.GuideUbon.com
สำนักงานไกด์อุบลดอทคอม เลขที่ 89/1 ถนนพโลรังฤทธิ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000
ติดต่อไกด์อุบล : webmaster@guideubon.com | msn : guide_ubon@hotmail | Tel : 080-4850511