<ประวัติพระอริยวงศาจารย์ ญาณวิมล อุบลสังฆปาโมกข์ (สุ้ย)>-ประวัติพระอริยวงศาจารย์ ญาณวิมล อุบลสังฆปาโมกข์ (สุ้ย)-
Home Page GuideUbon
    You Tube    Facebook    Twitter    On Mobile
-ประวัติพระอริยวงศาจารย์ ญาณวิมล อุบลสังฆปาโมกข์ (สุ้ย)-
-


พระอริยวงศาจารย์ ญาณวิมลอุบลคณาภิบาล สังฆปาโมกข์ (สุ้ย หลักคำ)
อดีตเจ้าอาวาสวัดมณีวนาราม และวัดทุ่งศรีเมือง สมัยรัชก
าลที่ 3
ผู้ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้นำภาษาไทยมาเผยแผ่ในมณฑลอีสานเป็นท่านแรก

 

               พระอริยวงศาจารย์ ญาณวิมลอุบลสังฆาปาโมกข์ (ประมาณ พ.ศ.2330-2390) เป็นสมณทูตจากเมืองหลวงรูปแรก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ไปดูแลงานพระศาสนาในหัวเมืองอีสาน บุรพาจารย์ผู้สร้างวัดทุ่งศรีเมือง และเป็นกำลังสำคัญในการวางฐานงานพระพุทธศาสนาในจังหวัดอุบลราชธานี ก่อให้เกิดตระกูลช่างศิลป์แบบเฉพาะเมืองอุบลราชธานี ต้นแบบที่สำคัญในข้อวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาของพระสงฆ์ในหัวเมืองอีสาน ตลอดจนงานพระศาสนาของพระครูวิโรจน์รัตโนบล (รอด)

               พระอริยวาศาจารย์ มีนามเดิมว่า สุ้ย เกิดที่บ้านกวางคำ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าเกิดและมรณภาพปีใด แต่น่าจะอยู่ในระหว่างประมาณ พ.ศ. 2330-2390 พระอริยวงศาจารย์ได้ไปศึกษาพระปริยัติธรรมอยู่ที่วัดสระเกศ กรุงเทพฯ จนสอบไล่ได้เป็นเปรียญธรรม 3 ประโยค ท่านเป็นพระภิกษุที่มีความรู้สามารถหลายด้านโดยเฉพาะมีความชำนาญในงานช่างและวิจิตรศิลป์อื่นๆ

               ขณะที่ท่านพำนักศึกษาพระปริยัติธรรมอยู่ที่วัดสระเกศนั้น เป็นช่วงระยะเวลาเดียวกันกับรัชกาลที่ 3 ได้เข้ามาบูรณปฏิสังขรณ์วัดสระเกศครั้งใหญ่ กุฎี วิหาร อาคารไม้ที่สร้างมาแต่ครั้งรัชกาลที่ 1 นั้นทรงให้รื้อเสีย แล้วให้สร้างใหม่เป็นกฎีก่ออิฐถือปูนทั้งพระอาราม คงรักษาไว้เฉพาะหอไตรกลางสระน้ำเท่านั้น แต่ก็ทรงบูรณะเสียใหม่ การบูรณปฏิสังขรณ์วัดสระเกศทั้งพระอารามในสมัยรัชกาลที่ 3 นั้น คงจะอยู่ในความสนใจของพระอริยวงศาจารย์ หรือท่านอาจเป็นพระสงฆ์รูปหนึ่งที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลการบูรณะวัดสระเกศ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับหอไตร ซึ่งสามารถทำให้มีความงดงามเช่นเดิมได้ จนความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

               ต่อมาปลายสมัยรัชกาลที่ 3 หัวเมืองต่างๆ เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ยากแก่การควบคุม พระองค์มีพระราชดำริที่จะนำพระศาสนามาเป็นนโยบายในการปกครองบ้านเมือง จึงได้เลือกพระอริยวงศาจารย์ (สุ้ย) จากวัดสระเกศฯ ไปเป็นผู้ดูแลทั้งหมด โดยได้พระราชทานสมศักดิ์เป็นที่ “พระอริยวงศาจารย์ ญาณวิมล อุบลสังฆปาโมกข์” พร้อมทั้งพระราชทานพระพุทธบาทจำลองจากวัดสระเกศ พระพุทธรูป ตลอดจนเครื่องประกอบสมณศักดิ์ เช่น มีพัดยอด ปักทอง ขวางด้ามงา แต่ไม่มีแฉก และย่ามปักทองขวาง ฝาบาตรมุก และของพระราชทานอื่นๆ ไปด้วย

               ภายหลังจากที่ได้กำกับดูแลการพระศาสนาในเมืองอุบลราชธานีแล้ว พระอริยวงศาจารย์ฯ ได้บริหารคณะสงฆ์ให้เป็นระเบียบแบบแผน และได้เริ่มวางรากฐานการศึกษาทั้งทางด้านปริยัติและปฏิบัติ ตลอดจนหนังสือไทยปัจจุบัน ตามรูปแบบการศึกษาอย่างเมืองหลวงขึ้นที่เมืองอุบลราชธานี ซึ่งท่านได้จัดการศึกษาออกเป็น 2 ส่วน คือ ภายในเมืองและนอกเมือง

ในจดหมายเหตุรัชกาลที่ 3 พระภิกษุวัดสระเกศที่เข้าสอบความรู้ได้ปรากฏในบัญชี ดังนี้

“...ปีมะแมเบญจศก 31 อาราม...วัดสระเกษ เอก 1 (รูป) โท 3 (รูป) ตรี 1 (รูป) (รวม) 5 (รูป) ....ปีจออัฏฐศก 19 อาราม...วัดสระเกษ เอก 1 (รูป) .....ปีกุลเอกศก 10 อารามวัดสระเกษ ตรี 1 (รูป)...”

               พระอริยวงศาจารย์ฯ เป็นพระภิกษุรูปหนึ่ง ที่ได้ผ่านการศึกษาจากเมืองหลวงในยุคนั้น เมื่อท่านกลับถึงบ้านเกิดแล้ว ท่านเริ่มงานพระศาสนาของท่านโดยได้นำรูปแบบการศึกษาทางภาคกลางไปใช้ที่เมืองอุบลราชธานี ตลอดจนหัวเมืองอีสานอื่นๆ นับว่าเป็นการนำรูปแบบการศึกษาจากเมืองหลวงไปใช้ในหัวเมืองเป็นครั้งแรก

               ภายหลังเสร็จสิ้นสงครามเจ้าอนุฯ แห่งเวียงจันทน์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ได้ปรากฏชื่อหัวเมืองอีสาน ขึ้นกับกรุงเทพฯ รวม 31 หัวเมือง โดยมีเมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัย เป็นหัวเมืองเอก ดังนี้

               “ขุขันธ์,สุรินทร์,สังฆ,ศรีสะเกษ,เดชอุดม,นครจำปาศักดิ์,สาระวัน,ทองคำใหญ่,สีทันดร,เชียงแตง,แสนปาง,อัตตะปือ,มุกดาหาร,เขมราช,โขงเจียม,สะเมีย,อุบลราชธานี,ยโสธร,นครพนม,ท่าอุเทน,สกลนคร,ไชยบุรี,กาฬสินธุ์,ร้อยเอ็ด,สุวรรณภูมิ,หนองคาย,หนองละหาน,ขอนแก่น,ชนบท,ภูเวียง และปากเหือง”

               เนื่องจากเมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัย สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์เป็นหัวเมืองเอก มีฐานะเป็นประเทศราช ขึ้นกับกรุงเทพมหานาคร ตำแหน่งสังฆปาโมกข์ของพระอริยวงศาจารย์ฯ จึงเป็นตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชแห่งประเทศราชนั่นเอง

               ขณะที่ปฏิบัติศาสนกิจในหัวเมืองอีสาน ท่านได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมเมืองที่สำคัญต่างๆ ในอีสานทั้งหมด ทั้งอุดร นครพนม หนองคาย จำปาศักดิ์ และเวียงจันทน์ เป็นต้น ได้นำรูปแบบ การศึกษาพระปริยัติธรรมและการปฏิบัติพระกรรมฐาน การเรียนการสอนภาษาไทยปัจจุบันตลอดจนศิลปวัฒนธรรมอย่างภาคกลาง ไปแนะนำประสานให้เกิดความเข้าใจ เกิดความสงบเรียบร้อยเป็นปึกแผ่นในหัวเมืองอีสาน จนสิ้นรัชกาลที่ 3

               พระอริยวงศาจารย์ ญาณวิมล อุบลสังฆปาโมกข์ จึงเป็นพระสงฆ์ยุคแรกที่มีบทบาทสำคัญในการศึกษาให้แก่เมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัย ภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ทำให้เมืองอุบลราชธานี เป็นราชธานีแห่งอีสาน รุ่งเรืองด้วยศาสนาศิลปวัฒนธรรม ตลอดสกุลช่างเฉพาะเมืองอุบลสืบต่อมาถึงปัจจุบัน จนได้รับการขนานนามว่า “เมืองนักปราชญ์”

               เพราะการปฏิบัติงานได้เป็นผลสำเร็จอย่างดียิ่งขึ้น ต่อมาจึงได้นำสมณศักดิ์ของท่าน มาเป็นพระนามในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช คือ “สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ” เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติคุณพระมหาเถระผู้มีคุณูปการยิ่ง ต่อการนำพระศาสนามาประสานกับบ้านเมืองให้เกิดความสงบสุขแก่แผ่นดิน





-

Guide Ubon

http://www.hotsia.com/
http://www.sadoodta.com/
http://www.111thailand.com/
http://www.oceansmile.com/
http://www.guideubon.com/
http://feelthai.blogspot.com/
copyright 2005 www.GuideUbon.com
สำนักงานไกด์อุบลดอทคอม เลขที่ 89/1 ถนนพโลรังฤทธิ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000
ติดต่อไกด์อุบล : webmaster@guideubon.com | msn : guide_ubon@hotmail | Tel : 080-4850511