<ความเป็นมา และความหมายของงานประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี ประจำปี 2555>-ความเป็นมา และความหมายของงานประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี ประจำปี 2555-
Home Page GuideUbon
    You Tube    Facebook    Twitter    On Mobile
-ความเป็นมา และความหมายของงานประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี ประจำปี 2555-
-

               แต่เดิมมา งานประเพณีแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี ไม่ได้มีคำขวัญประจำปีแต่อย่างใด โดยจะเรียกชื่องานตรงๆ ว่า "งานประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี ประจำปี......." เรียงตามลำดับ พ.ศ. ของปีที่จัด  จนกระทั่งปี พ.ศ. 2542 เป็นปีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จึงเรียกชื่องานว่า "งานแห่เทียนพรรษาๆ เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษามหาราชา" ซึ่งเป็นที่มาของต้นเทียนเฉลิมพระเกียรติ ที่ทุ่งศรีเมือง ด้วย


นายสุวิชช  คูณผล  ปราชญ์เมืองอุบลฯ

               ตั้งแต่นั้นมา จังหวัดอุบลราชธานี จึงได้กำหนดให้มีคำขวัญงานประเพณีแห่เทียนพรรษา ประจำของแต่ละปีครับ เช่น ในวโรกาสพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เมื่อ พ.ศ.2549 ปราชญ์เมืองอุบลฯ ได้ให้คำขวัญงานแห่เทียนว่า "60 ปี พระบารมีแผ่ไพศาล งามตระการเทียนพรรษา เทิดราชัน"

               หรือเมื่อปี พ.ศ.2552 ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับปรัชญา "เศรษฐกิจพอเพียง" ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คำขวัญงานประเพณีแห่เทียนพรรษาปีนั้น จึงได้ชื่อว่า "ฮุ่งเฮืองเมืองธรรม บุญล้ำเทียนพรรษา ประชาพอเพียง"  ท่านสามารถดูคำขวัญงานประเพณีแห่เทียนพรรษา พร้อมความหมายหรือที่มา ได้ที่ http://www.guideubon.com/candlefestival.php หรือคลิกที่นี่

               สำหรับปีนี พ.ศ.2555 จังหวัดอุบลราชธานีกำหนดให้ใช้คำขวัญว่า "111 ปีลือเลื่อง ฮุ่งเฮืองเมืองธรรม งามล้ำเทียนพรรษา ภูมิปัญญาชาวอุบลฯ" เพื่อรำลึกในโอกาสครบรอบ 111 ปี นับจากที่กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงต่างพระองค์ในหัวเมืองมณฑลอีสาน ได้ดำริให้มีการแห่ขบวนเทียนพรรษารอบเมืองเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2444

               คุณพ่อสุวิชช  คูณผล  ปราชญ์เมืองอุบล ได้กรุณาอธิบายความหมายและที่มาของคำขวัญงานประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี ประจำปี 2555 ให้ไกด์อุบลได้เข้าใ ดังนี้

111 ปี ลือเลื่อง ฮุ่งเฮืองเมืองธรรม งามล้ำเทียนพรรษา ภูมิปัญญาชาวอุบล

"111 ปี ลือเลื่อง"

               สืบสานตำนานเทียน ต้นแบบประเพณีแห่เทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี เริ่มสมัยแรก ประมาณ พ.ศ.2335-2443  เป็น เทียนเวียนหัว มัดรวมติดลาย กล่าวคือชาวบ้านนำเทียนที่ฝั้นเอง นำมามัดรวมกับแกนกลางและติดลายให้สวยงาม นำไปถวายพระสงฆ์ในการทำบุญเข้าพรรษา คือบุญเดือนแปด ซึ่งไม่มีขบวนแห่เทียนพรรษาแต่อย่างใด


พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์

               สมัยต่อมา พ.ศ.2444 เมื่อครั้งพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ พระเจ้าน้องยาเธอในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงตำแหน่งข้าหลวงต่างพระองค์ สำเร็จราชการมณฑลอีสานประทับทีเมืองอุบลราชธานี ทรงเห็นการแห่บุญบั้งไฟที่วัดหลวงริมแม่น้ำมูล เกิดเหตุบั้งไฟตกลงมาถูกชาวบ้านตาย อีกทั้งชาวบ้านที่มาร่วมงานต่างกินเหล้าเมามายเกิดการทะเลาะวิวาทชกต่อย ตีรันฟันแทงกันถึงแก่ล้มตาย จนมีคำกล่าวเป็นผญาภาษาอีสานว่า "ปีได๋บ่มีตีรันฟันแทงกัน มันเสียดายเเป้งข้าวหม่า" มีความหมายว่า หากปีใดที่ไม่มีการทะเลาะวิวาทกัน จะรู้สึกเสียดายแป้งที่ใช้หมักสุรา

               เสด็จในกรม ทรงเห็นว่าเป็นเรื่องไม่ดี อีกทั้งประเพณีบุญบั้งไฟเป็นประเพณีที่นับถีอเทพเจ้า (แถน) ตามธรรมเนียมของศาสนาฮินดู พระองค์จึงทรสั่งให้งดเว้นการจัดงานบุญบั้งไฟอีกต่อไป และให้ใช้ประเพณีถวายเทียนพรรษาเป็นพุทธบูชาตามธรรมเนียม ของชาวพุทธโดยแท้จริงเมืองอุบลราชธานีจึงมีประเพณีแห่เทียนพรรษานับแต่นั้นสืบมา

                ในสมัยนั้นมีการหล่อเทียนต้นใหญ่  เนื่องจากเห็นว่าการมัดเทียนขนาดเล็กรวมเข้าด้วยกันเป็นงานที่ทำได้ง่าย ประกอบกับพระองค์ทรงเห็นการถวายเทียนต่างคนต่างทำ จึงทรงเป็นผู้ริเริ่มให้ชาวเมืองอุบลราชธานีรวมกันหล่อเทียนต้นใหญ่ มอบให้ชาวบ้านทำเป็นกลุ่มใหญ่หรือทำเป็นคุ้มวัด มีกรมการเมืองคอยดูแลแต่ละคุ้มวัด การจัดทำเป็นต้นเทียนถือเป็นงานใหญใช้แรงคนมาก ใช้เวลามาก และสิ้นเปลืองทุนทรัพย์อีกทั้งชาวบ้านส่วนใหญ่ต้องการทำบุญอยู่แล้ว จึงมีกุศโลบาย "หลอมเทียน หลอมใจหลอมบุญ" ลดช่องว่างระหว่างชนชั้น ลดช่องว่างระหว่างฐานะ ไม่ว่าจะยากดีมีจน นำขี้ผึ้งเล็กใหญ่มาหลอมละลายในกระทะทองเหลืองค์อันเดียวกัน ได้ต้นเทียนต้นเดียวกัน มีส่วนเป็นเจ้าของด้วยกัน ได้บุญได้กุศลเท่าเทียมกัน ก่อให้กิดความรักสมัครสมานสามัคคี ถือว่าเป้นการทำบุญร่วมกัน 

               ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 เมื่อรวมแรงร่วมใจกับทำต้นเทียนเสร็จแล้วให้นำต้นเทียนทุกต้นมารวมกันที่วังของพระองค์ (วังสงัด) กลางคืนมีมหรสพสมโภชตลอดคืน รุ่งเช้า วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 เป็นวันเข้าพรรษา ทรงให้มีการตักบาตรเลี้ยงพระร่วมกัน เสร็จแล้วก็โปรดฯ ให้ชาวเมืองที่มีเกวียนได้ประดับตกแต่ง โค เกวียน ม้า นำมาเข้าขบวนแห่ โดยไปรวมกันที่หน้าศาลากลางมณฑลในเวลาเที่ยงวัน ทรงประทานรางวัลแก่ผู้ทำต้นเทียนสวยงาม เมื่อพร้อมกันแล้ว ก็ทรงให้จับสลาก หากต้นเทียนของคณะใดจับสลาก ถูกวัดไหน ต้นเทียนของคณะนั้นก็จะแห่ไปถวายวัดนั้นๆ จะเห็นได้ว่า  เทียนพรรษาอุบลราชธานี  มีการเปลี่ยนทางจากวัฒนธรรมดั้งเดิม  (ไท-ลาว)  สู่วัฒนธรรมหลวงในช่วงนี้เอง

               การหลอมเทียน การแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี จึงเป็นประเพณีสืบต่อกันมา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2444 นับถึงปัจจุบันปี พ.ศ.2555 เป็นเวลา 111 ปีพอดี เป็นที่เลื่องลือตลอดมา "เทียนพรรษางดงามด้วยความร่วมมือร่วมใจ ฝักใฝ่ด้วยพลังศรัทธา วิจิตระการตาด้วยฝีมือ"

"ฮุ่งเฮืองเมืองธรรม"

               ฮุ่งเฮือง เป็นภาษาอีสานตรงกับภาษากลางว่า รุ่งเรือง หมายถึง ความสว่างไสว, งามสุกใส, อุดมสมบรณ์, เจริญก้าวหน้า

               เมืองธรรม หมายถึง เมืองอุบลราชธานี ที่มี “ธรรม” 3 ประการ กล่าวคือ


ภาพอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย โดย : นายภาณุ มัชฌิมา

1.1 พุทธธรรม คำสอนในพระพุทธศาสนาที่บรรดาพุทธศาสนิกชนน้อมนำไปประพฤติปฏิบัติเพื่อความอยู่ดีมีสุข

1.2 อารยธรรม อุบลราชธานีเป็นอู่อารยวัฒนธรรม อุดมอริยทรัพย์  อริยสงฆ์  รุ่งโรจน์ศาสตร์ เรืองรองศิลป์ ถิ่นไทยดี ซึ่งเป็นเป็นคุณสมบัติของเมืองนักปราชญ์

1.3 ธรรมชาติ พระบาทสมเด็จพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก  ทรงพระราชทานนาม อุบลราชธานี ศรีวนาลัย  คำว่า ศรีวนาลัย หมายถึง ดงอู่ผึ้ง  เมื่อครั้งก่อตั้งสร้างเมืองซึ่งประกอบด้วยธรรมชาติโดยทั่วไป มีอุทยานแห่งชาติหลายแห่ง  และสามเหลี่ยมมรกตเขียวชอุ่มที่เลื่องชื่อ อุบลราชธานีจึงเป็น “ธานีแห่งราชะ ศรีสง่าแห่งไพรพฤกษ์” (ธิดา  สาระยา/2536)

รวงผึ้ง ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในการทำเทียนพรรษา มีความอุดมสมบูรณ์ที่อุทยานแหงชาติภูจองนายอย ซึ่งสำนักพระราชวังได้มาตั้งค่ายพักแรมเพื่อนำขี้ผึ้งไปทำ เทียนหลวง นำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อพระราชทานแก่ "พระอารามหลวง" ทั่วราชอาณาจักรตามโบราณราชประเพณีบุญเข้าพรรษา

"งามล้ำเทียนพรรษา ภูมิปัญญาชาวอุบลฯ"

                ประการแรก อุบลราชธานีเป็นเมืองพุทธศาสนาที่มีวัดมากที่สุดในประเทศไทย มีพระสงฆ์ชั้นสมเด็จถึง 4 องค์ คือ สมเด็จพรมมหาวีระวงศ์ (ติสโส อ้วน) สมเด็จพระมหาวีระวงศ์ (พิมพ์ ธม มธโร)   สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (สนั่น จนฺทปชฺโชโต) และสมด็จมหาวีระวงค์ (มานิต ถาวโร) สมเด็จมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร) เกิดพ.ศ. 2460 ที่บ้านบ่อชะเนง ตำบลหนองแก้ว อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดอำนาจเจริญ) มีพระอริยสงฆ์ที่มีชื่อเสียงทั้งในสายคันถธุระ อาทิ พระอริยวงศาจารย์ (สุ้ย)ท่านพนฺธุโล (ดี) ท่านเทวธมฺมี (ม้าว) พระอริยกวี (อ่อน) พระครูวิโรจน์รัตโนบล (บุญรอด นนฺตโร)            พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์  สิริจนฺโท) ฯลฯ และสายวิปัสสนกรรมฐาน อาทิ พระอาจารย์สีทา ชยเสโน พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม พระอาจารย์ขาว อนาลโย พระโบธิญาณเถร (ชา  สุภทฺโท)  ฯลฯ  เป็นต้น

                ประการที่ 2 ชาวอุบลฯ เป็นผู้มีใจเป็นกุศลใฝ่ธรรม มีความเชื่อว่า การถวายเทียนพรรษาเป็นผลให้บังเกิดปัญญาเฉียบแหลม มีความเฉลียวฉลาด สมกับเป็นพลเมือง เมืองนักปราชญ์

               ประการที่ 3 อุบลราชธานี ตั้งเมืองที่ ดงอู่ผึ้ง ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในการทำเทียนพรรษา รวงผึ้งอุดมสมบูรณ์มาจนปัจจุบันสำนักพระราชวังได้นำขี้ผึ้งที่จังหวัดอุบลราชธานีไปเพื่อทำเทียนพระราชทาน เพราะที่อุทยานแห่งชาติ “ภูจองนายอย” ซึ่งอยู่ติดพรมแดนประเทศไทยกับประเทศลาว และเขมร เป็นดงอู่ผึ้งอีกแห่งหนึ่งของอุบลราชธานี

                ประการที่ 4 ชาวอุบลราชธานีให้ความใส่ใจและพิถีพิถันในการถวายสิ่งใดๆ  แด่พระรัตนตรัย จะต้องสวยสดงดงามเป็นพิเศษ เพราะถือว่าเป็นการขัดเกลาจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ผ่องใส จะได้งดงามทั้งร่างกายและจิตใจ ดังผญาสุภาษิตได้กล่าวไว้ว่า “แนวได๋ถวาย” (ถวย) เจ้าหัว ต้องให้งาม เฮานิได้งามนำเผิน”       แปลความหมายได้ว่า  สิ่งใด ๆ ที่นำถวายให้พระสงฆ์ต้องเป็นสิ่งที่งามที่สุด เราจะได้งามทั้งกายและใจ บรรพชนได้อบรมสั่งสอน เรื่องนี้มาแต่อดีตกาล ลูกหลานสืบสานจนเป็นธรรมเนียมต่อ ๆ มาจนปัจจุบัน

                ประการที่ 5 อุบลราชธานีมีสกุลช่างทุกสาขา วิชาช่างศิลปะ จึงสามารถรังสรรค์ผลงานออกมาได้อย่างวิจิตรบรรจงตามจินตนาการ เพื่อสนองเจตนาและสอดคล้องกับความเชื่อของบรรพชน

                ประการสุดท้าย งานประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี มีเจตนาส่งเสริมพระพุทธศาสนา     บูชาพระรัตนตรัยตามเป้าหมายดั้งเดิม อีกประการหนึ่งเป็นการถวายสักการะพระมหากษัตริย์  ในวโรกาส      พระราชพิธีสำคัญ แต่ละปีโดยลำดับตลอดมา ชาวอุบลราชธานีได้น้อมเกล้าฯถวายความจงรักภักดีโดยทั่วกัน

               เนื่องจากประเพณีแห่เทียนพรรษาเกิดจาก “ภูมิปัญญาชาวบ้าน”         สืบสานเป็น “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” ก่อให้เกิด “ภูมิพลังเมือง” สร้างชุมชนให้เข้มแข็ง ประชาคมเป็นปึกแผ่นมั่นคง  แก้ไขปัญหาสำคัญของชาติได้ในการร่วมเป็น “ภูมิพลังแผ่นดิน”

                ดังนั้น ประเพณีแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี จึงเทิดทูน 3 สถาบันสำคัญสูงสุด คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ดำรงจิรัฐิติกาล

หลอมในทำเทียนพรรษา  น้อมบูชาพระรัตนตรัย

ศรัทธาธรรมน้ำชาติไทย ถวายไท้มหาราชัน

ติดตามข้อมูลงานประเพณีแห่เทียนพรรษา ปี 2555 คลิกที่นี่



ความคิดเห็นที่ 1

พระอนุรุทธะ พุทธสาวกเป็นผู้มีปัญญาอันเฉียบแหลม เฉลียวฉลาด รู้อรรถ รู้พระธรรมวินัยแตกฉาน จนเป็นเอตทัคคะทางจักขุทิพย์ ซึ่งเรื่องนี้พระพุทธองค์ตรัสว่าในชาติปางก่อนพระอนุรุทธะได้ให้แสงสว่างเป็นทาน จึงมีปัญญาเฉลียวฉลาด ดังนั้นความเชื่อในเรื่องถวายประทีป โคมไฟ และเทียนเพื่อให้แสงสว่างเพื่อสักการะแด่พระรัตนตรัย จึงได้ถือปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่โบราณกาลแล้ว

โดย : วรรรวิสา คงขาว   email : modlovemeek@hotmail.com เมื่อ วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม 2556 เวลา 15:14:05 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 2

Hello World
PMT


โดย : PMT   email : fjiodsafughdfu@hotmail.com เมื่อ วันพฤหัส ที่ 10 กรกฎาคม 2557 เวลา 11:24:07 น. ลบ


  แสดงความคิดเห็น
ข้อความ :  
ชื่อ :  
อีเมลล์ :    

-

Guide Ubon

http://www.hotsia.com/
http://www.sadoodta.com/
http://www.111thailand.com/
http://www.oceansmile.com/
http://www.guideubon.com/
http://feelthai.blogspot.com/
copyright 2005 www.GuideUbon.com
สำนักงานไกด์อุบลดอทคอม เลขที่ 89/1 ถนนพโลรังฤทธิ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000
ติดต่อไกด์อุบล : webmaster@guideubon.com | msn : guide_ubon@hotmail | Tel : 080-4850511 Fax : 0-4525-4700