<บันทึกอาเซียน : หนังสือเรียนเขมร>-บันทึกอาเซียน : หนังสือเรียนเขมร-
Home Page GuideUbon
    You Tube    Facebook    Twitter    On Mobile
-บันทึกอาเซียน : หนังสือเรียนเขมร-
-

“รู้เขารู้เรา  รบร้อยครั้ง  ชนะร้อยครั้ง”  ยังคงเป็นคำกล่าวที่จริงแท้ ประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นลาว เขมร เวียดนาม พม่า ต่างรู้จักประเทศไทยเป็นอย่างดี  บางคนไม่เพียงแต่พูดภาษาไทยได้เท่านั้น  หากแต่สามารถอ่านออกเขียนได้เลยทีเดียว  ขณะที่คนไทยแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านเลย  ยกตัวอย่างเช่น  นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีบางคน ตอบข้อสอบว่า “กรุงพนมเปญเป็นเมืองหลวงของประเทศ …พม่า…”

แล้วอย่างนี้ เราจะเอาอะไรไปสู้กับเขา

เพื่อนบ้านนิยมเรียนภาษาไทย ที่กัมพูชามีโรงเรียนสอนภาษาไทยอยู่หลายแห่ง แม้แต่มหาวิทยาลัยภูมินท์พนมเปญ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชาติของกัมพูชา ก็เปิดสอนภาษาไทยอย่างจริงจัง  ไม่ต่างจากที่เวียดนาม ครั้งหนึ่งมีนักศึกษาชาวเวียดนามมาฝึกสอนที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  พูดภาษาไทยชัดแจ๋ว แถมเขียนภาษาไทยได้ถูกต้องตามหลักอักขรวิธี แถมลายมือยังสวยอีกด้วย พอถามว่าไปเรียนมาจากที่ไหน จึงได้คำตอบว่า  เรียนที่เวียดนาม นี่ยังไม่นับอีกหลายคนก็เข้ามาเรียนในเมืองไทย แล้วสำเร็จการศึกษากลับไป ไม่ใช่แค่เพียงหลักร้อย แต่เป็นหลักพันเลยทีเดียว

จะเห็นได้ว่า “ภาษา” เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เราจะรู้จักเพื่อนบ้านได้ในทุกมิติ ถึงแม้ว่าภาษาอังกฤษจะเป็นภาษากลางของอาเซียน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาษาของประเทศเพื่อนบ้านก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจละเลยได้ เปรียบให้เห็นอย่างชัดเจน คือ หากรู้ภาษาอังกฤษ  เจ้าของบ้านย่อมเชื้อเชิญเราเข้าไปนั่งในห้องรับแขก แต่หากเราพูดภาษาเดียวกันกับเจ้าของบ้าน เขาอาจเชื้อเชิญให้เราเข้าไปในห้องนอน การเรียนภาษาที่ 3 นอกเหนือไปจากภาษาอังกฤษจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นการติดอาวุธทางปัญญา สำหรับการอยู่ร่วมในประชาคมอาเซียน ทีกำหนดให้บรรลุเป้าหมายการสร้างประชาคมในปี พ.ศ. 2558  ที่กำลังจะมาถึงนี้

ภาษาเขมร เป็นภาษาราชการที่ใช้ในราชอาณาจักรกัมพูชา  และแตกต่างจากภาษาเขมรบ้านเรา ที่ใช้กันในจังหวัดบุรีรัมย์  สุรินทร์  ศรีษะเกษ  คนที่รู้ภาษาเขมรถึงขั้นอ่านออกเขียนได้ในประเทศไทยยังมีอยู่ไม่มากนัก จึงถือได้ว่าเป็นสาขาขาดแคลน คนไทยไม่ค่อยรู้จักคนเขมรเท่าไหร่นัก “อยู่ใกล้ ก็เหมือนอยู่ไกล” ส่วนคนเขมรรู้จักเราเป็นอย่างดี ว่าเรามีไส้อยู่กี่ขด ไม่ว่าจะเป็นระดับรัฐบาลหรือประชาชน  

แล้วอย่างนี้ เราจะเอาอะไรไปสู้กับเขา

เราไม่เคยรับรู้เลยว่า เพื่อนบ้านกำลังคิดอะไร และจะทำอะไร  ผู้เขียนได้ลองหยิบหนังสือเรียนภาษาเขมรระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ของราชอาณาจักรกัมพูชามาอ่าน  ตอนแรกก็คิดจะอ่านเล่นๆ แต่พออ่านไปอ่านมาก็เริ่มรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่น่าจะนำมาทำวิจัย จึงเป็นที่มาของงานวิจัยเรื่อง “การศึกษาวิเคราะห์บทอ่านในหนังสือเรียนภาษาเขมร ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 ของราชอาณาจักรกัมพูชา” ของผู้เขียนเอง  ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ทำไมถึงจะต้องเป็นหนังสือเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ? 

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ชั้นประถมศึกษาถือเป็นรากฐานสำคัญของการศึกษาชาติ ที่จะส่งผลต่อการศึกษาในระดับสูงต่อไป และเหตุที่เลือกวิชาภาษาเขมรก็เนื่องจากการศึกษาของกัมพูชาในระดับชั้นประถมศึกษานั้นเน้นพัฒนาความรู้และทักษะของนักเรียนใน 2 ด้าน  คือ  ภาษาเขมร ซึ่งเป็นภาษาประจำชาติ  และคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นรากฐานในการศึกษาศาสตร์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผู้เขียนให้ความสำคัญกับหนังสือเรียน  เพราะหนังสือเรียนจะทำให้เราสามารถพยากรณ์คุณลักษณะของคนเขมรในทศวรรษหน้าได้ว่าจะเป็นอย่างไร  เราถึงจะ “รู้เขา” และ “สู้เขาได้”

หนังสือเรียนเขมรเน้นปลูกฝังให้คนเขมรขยันหมั่นเพียร ไม่เกียจคร้าน มีความซื่อสัตย์สุจริต เป็นผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียน ประหยัดอดออม รู้จักเสียสละเพื่อประเทศชาติ  เป็นต้น หนังสือเรียนสอนเรื่องไหนมากเป็นพิเศษ แสดงว่าเรื่องนั้น เป็นเรื่องที่สังคม “ขาด” และคาดหวังให้เกิดมี  จึงจะต้องเน้นย้ำ ด้วยเหตุนี้ในหนังสือเรียนภาษาเขมรจึงไม่ค่อยพูดถึงเรื่องความ “สามัคคี” เหมือนหนังสือเรียนไทย

สิ่งที่น่ากลัว คือ หลักสูตรแฝง (Hidden Curriculum) ที่ซ่อนอยู่ในหนังสือเรียน 

แม้ไม่ได้สอนตรงๆ แต่ก็มีอิทธิพลมากต่อความคิดความเชื่อของเด็กเขมร โดยเฉพาะอุดมการณ์ทางการเมืองต่างๆ หนังสือเรียนภาษาเขมรปลูกฝังความคิดชาตินิยม พูดถึงความยิ่งใหญ่ของชาติ ที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางอารยธรรมเหนือชาติใดๆ ในดินแดนแถบนี้  มี “ปราสาทหิน”  เป็นสัญลักษณ์ชาติและสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณ ทำให้เด็กเขมรรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นเขมร และจะได้ร่วมกันเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติให้ยิ่งใหญ่ทัดเทียมกับสมัยเมืองพระนครสืบไป

หนังสือเรียนภาษาเขมรยังได้พูดถึง “สยาม” ในฐานะศัตรูของชาติ  ในบทอ่านที่ชื่อว่า “เนียะตาเฆลียงเมือง”  พูดถึง กองทัพสยามที่เข้าไปรุกรานเขมร  ทำให้ขุนนางชาวเขมรคนหนึ่งพร้อมครอบครัว  ยอมสละชีวิตของตน  แล้วไปนำทหารผีมารบกับกองทัพสยาม  เพื่อปกป้องมาตุภูมิ  ในที่สุดกองทัพสยามก็พ่ายแพ้ไป  สิ่งที่น่าสนใจคือ  นิทานพื้นบ้านเรื่องนี้ ได้รับการบรรจุไว้ในหลักสูตรเก่า  ก่อนที่จะปรับมาเป็นหลักสูตรปัจจุบันด้วยเช่นกัน  นี่ยังไม่รวมประเด็นเรื่อง “ปราสาทพระวิหาร” ที่บรรจุไว้ในหนังสือเรียนว่า  “ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของประเทศเขมร  และชาวเขมรทุกคนจะต้องหวงแหนรักษามรดกของปู่ย่าตายายไว้ให้ดำรงอยู่สืบไป”

คงถึงเวลาแล้วที่เราจะต้อง  “ตระหนัก”  ไม่ใช่แค่ “รู้จัก”อาเซียนเพียงฉาบฉวย  จะต้อง “ตื่นรู้”  ไม่ใช่แค่ “ตื่นตัว” และ “ตื่นตูม” ไม่ใช่แค่ติดธงชาติตามโรงเรียน  แล้วบอกว่าเตรียมพร้อมเข้าสู่อาเซียน

 

ดร. ชาญชัย  คงเพียรธรรม
คณะศิลปศาสตร์, มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

http://www.dailynews.co.th/article/825/159861






-

Guide Ubon

http://www.hotsia.com/
http://www.sadoodta.com/
http://www.111thailand.com/
http://www.oceansmile.com/
http://www.guideubon.com/
http://feelthai.blogspot.com/
copyright 2005 www.GuideUbon.com
สำนักงานไกด์อุบลดอทคอม เลขที่ 89/1 ถนนพโลรังฤทธิ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000
ติดต่อไกด์อุบล : webmaster@guideubon.com | msn : guide_ubon@hotmail | Tel : 080-4850511