<ชวนนมัสการ ‘หลวงปู่เสถียร นามะทัดสี’ อริยะสงฆ์แห่งวัดภูนกหงส์ ละสังขาร 7 ปี ร่างกายไม่เน่าเปื่อย>-ชวนนมัสการ ‘หลวงปู่เสถียร นามะทัดสี’ อริยะสงฆ์แห่งวัดภูนกหงส์ ละสังขาร 7 ปี ร่างกายไม่เน่าเปื่อย-
Home Page GuideUbon
    You Tube    Facebook    Twitter    On Mobile
-ชวนนมัสการ ‘หลวงปู่เสถียร นามะทัดสี’ อริยะสงฆ์แห่งวัดภูนกหงส์ ละสังขาร 7 ปี ร่างกายไม่เน่าเปื่อย-
-

               ชวนพุทธศาสนิกชนนมัสการ ‘หลวงปู่เสถียร นามะทัดสี’ หรือ ‘หลวงปู่ใหญ่’ อริยะสงฆ์แห่งวัดภูนกหงส์ อ.ตระการพืชผล จ.อุบลฯ  ละสังขาร 7 ปี ร่างกายไม่เน่าเปื่อย

               สำนักสงฆ์วัดภูนกหงส์  บ้านแก้งอะฮวน ต.ท่าหลวง อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี นับเป็นอีกสถานที่ที่เหมาะต่อการท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติ และเป็นแหล่งปฏิบัติธรรมอันอันสงบเยือกเย็น เหมาะทั้งต่อการพักผ่อนหย่อนใจอย่างสงบของพุทธศาสนิกชนทั้งทางโลกและทางธรรม โดยเป็นสำนักสงฆ์ที่ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี 2537-2538 นับตั้งแต่ ‘หลวงปู่เสถียร นามะทัดสี’ หรือที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่า ‘หลวงปู่ใหญ่’ ได้ธุดงค์และปฏิบัติธรรมกรรมฐานที่ถ้ำโลกุตตะระของภูแห่งนี้ ทำให้ญาติโยม สาธุชนต่างเลื่อมใสศรัทธาในบุญาญาบารมีเดินทางมานมัสการกันไม่ขาดสาย และได้ร่วมแรงร่วมใจกันทำนุบำรุงสำนักสงฆ์ จนเกิดสิ่งปลูกสร้างอันเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจหลายอย่าง  สร้างความรุ่งเรืองให้กับพระพุทธศาสนาเมืองอุบลราชธานีให้เป็นที่รู้จักของชาวพุทธผู้เลื่อมใสอีกแห่งหนึ่ง

               แม้ว่าด้วยสภาพภูมิประเทศวัดภูนกหงส์จะอยู่เป็นภูสูง แห้งแล้ง และเต็มไปด้วยโขดหิน แม้น้ำจะดื่มก็หาได้ยาก แต่ด้วยคำสอนของ ‘หลวงปู่ใหญ่’ ที่ยึดรับสั่งจาก ‘ท้าวมหาพรหมชินะปัญจะ’ หรือที่หลวงปู่ใหญ่เรียกว่า ‘พ่อ’ เป็นมั่นเหมาะจากปริศนาธรรมที่ว่า “ให้ปลูกข้าวใส่พะลานหิน แล้วรดด้วยธรรมะ ก็จะมีข้าวกินไม่อดอยาก”  ทำให้การปฏิบัติดีปฏิบัติชอบของหลวงปู่ใหญ่ไม่เคยลดละ ต่อเมื่อพุทธศาสนิกชนได้ทราบถึงบารมีจึงต่างมากราบไหว้และทำนุบำรุงสำนักสงฆ์วัดภูนกหงส์ไม่น้อย  ปัจจุบันสำนักสงฆ์แห่งนี้มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ราว 2-3 รูป โดยหลักคือ ‘พระภาณุพงษ์   ญาณวโร’ วัย 45 ปี ศิษย์ที่ปฏิบัติตามคำสอนของหลวงปู่ใหญ่อย่างเคร่งครัด บุตรบุญธรรมของ ‘ตาสี’ โยมอุปถากผู้ใกล้ชิดกับหลวงปู่ใหญ่  

               พระภาณุพงษ์  ญาณวโร  บอกว่า  ก่อนหน้าที่จะมาบวชเป็นศิษย์ของหลวงปู่เสถียร หรือหลวงปู่ใหญ่ เคยป่วยหนักเจียนตาย แต่ด้วยศิษย์ของหลวงปู่ใหญ่ช่วยกันรักษาบวกกับโยมพ่อสีทำให้หายป่วยได้อย่างปลิดทิ้ง ทำให้รู้สึกซาบซึ้งต่อบุญคุณของหลวงปู่ใหญ่จึงตั้งใจจะบวชไม่สึก  บำเพ็ญเพียรตามรอยของหลวงปู่ใหญ่ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ซึ่งก่อนหน้าที่จะหันหน้าเข้าสู่ร่มกาสาวพัตรได้ปฏิบัติธรรม ยึดหลักคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และคำสอนของหลวงปู่ใหญ่อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 4 -5 ปี กระทั่งโยมพ่อสีได้มอบคัมภีร์ 4 บรรทัดของหลวงปู่ใหญ่ให้ จากนั้นจึงได้บวชเข้าสู่ร่มพระพุทธศาสนาที่ จ.นครราชสีมา และเดินทางมาบำเพ็ญเพียรตามรอยหลวงปู่ใหญ่ที่วัดภูนกหสงส์แห่งนี้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยหวังทำนุบำรุงวัดภูนกหงส์ให้เจริญรุ่งเรืองและเป็นวัดที่ถาวรสืบไปตามความตั้งใจของหลวงปู่ใหญ่

               ซึ่งขณะนี้สิ่งปลูกสร้างภายในสำนักสงฆ์วัดภูนกหงส์ประกอบด้วย  พระอุโบสถซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระประธานโบราณ นอกจากนี้ยังมีพระอรหันต์ 8 ทิศ ตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ บนพะลานของหิน จำนวน 6 จุด ยังเหลืออีก 2 จุด ที่ยังสร้างไม่เสร็จ  ส่วนด้านล่างบริเวณรอบพะลานหินเป็นพื้นอีกชั้นหนึ่งที่ประกอบด้วยต้นไม้ และหน้าผา ง่อนหินที่สงบเยือกเย็น ที่ในช่วงที่หลวงปู่ใหญ่ยังอยู่ได้ใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมวิปัสสนากรรมฐานทั้งหมด

               จุดแรก อยู่บริเวณทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นถ้ำที่หลวงปู่ใหญ่ใช้ปฏิบัติกรรมฐานเป็นระยะ นอกจากนี้ยังมี โรงทาน และศาลาโฮมพระธรรมแก้ว ที่ญาติโยมผู้มีจิตศรัทธาหลวงปู่ได้ก่อสร้างถวายเพื่อใช้รองรับญาติโยมผู้มาทำบุญและปฏิบัติธรรม จากนั้นตลอดเส้นทางที่ลัดเลาะไปรอบภูทางทิศตะวันออกจะมีคำสอนของหลวงปู่เสถียรหรือหลวงปู่ใหญ่ติดเรียงรายอยู่ตามต้นไม้สองข้างทาง เพื่อให้ญาติโยมและสาธุชนที่มาเยี่ยมเยือนได้อ่านและซึมซับในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อนำไปปรับใช้ในชีวิตที่ไม่มีความจีรัง

               ต่อมาไม่ไกลก็แวะเข้าสู่วิหารดอกบัวคู่ ซึ่งเป็นสถานที่ที่หลวงปู่ใหญ่ใช้ปฏิบัติธรรมและจำวัดเป็นประจำ ซึ่งประวัติความเป็นของวิหารดอกบัวคู่แห่งนี้  หลวงปู่ใหญ่เล่าสู่ลูกหลานฟังว่านับเป็นสถานที่เสี่ยงทายของพระศรีอารยะเมตไตร และพระพุทธโคดง  ที่เสี่ยงทายดอกบัวเงิน-ดอกบัวทอง ว่าบัวดอกใดบานก่อนผู้นั้นจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าก่อน ซึ่งเจดีย์ทั้งสองที่ประดิษฐานในวิหารแห่งนี้ ยังมีเส้นพระเกศาของ 2 พระองค์บรรจุอยู่เจดีย์ละ 1 เส้น เพื่อให้ลูกหลานได้กราบไหว้ขอพร โดยตัววิหารถูกปูด้วยหินอ่อน มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ 1 รูป และรูปปั้น 1 รูป ด้านบนของผนัง มีอักษร ‘หลวงปู่เสถียร มานะทัดสี เป็นผู้สร้างที่พักพระพุทธศาสนาท้าวภูหงส์หิน ท้าวสุวรรณหงส์ เมื่อ พ.ศ. 2541 ’ ขณะบนหลังคาวิหาร มีรูปปั้นของเทพประจำทิศประดิษฐานอยู่เบื้องบนทุกทิศ

               ถัดจากวิหารดอกบัวคู่ไม่ไกลเป็น ‘ถ้ำโลกุตตะระ’  ซึ่งเป็นถ้ำที่หลวงปู่ใหญ่ใช้บำเพ็ญเพียรภาวนาจนเกิดบุญญาบารมีแก่กล้า อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของวัด โดยถ้ำแห่งนี้ด้านหน้ากว้าง  7 เมตร ลึก 7-8 เมตร  หน้าร้อนอากาศจะเย็นสบาย แต่หน้าหนาวอากาศภายในถ้ำจะอบอุ่นอย่างเป็นอัศจรรย์ ในครั้งที่หลวงปู่ใหญ่มีชีวิตอยู่พระธุดงค์หลายรูปเคยมาใช้เป็นที่บำเพ็ญเพียร แต่กลับอยู่ไม่ได้ต้องจรไปในที่สุด ส่วนด้านหน้าถ้ำมีรูปปั้นม้าเด่นเป็นสง่าที่ชื่อว่า ‘ม้ามณีกาบ’  เป็นม้าประจำตัวของหลวงปู่ใหญ่  ถัดไปอีกเล็กน้อย เป็นที่ตั้งของ ‘ศาลาหอพระไตรแก้ว’ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของรูปปั้นท้าวมหาพรหม และรูปปั้นหงอคง ซึ่งให้พุทธศาสนิกชนเข้านมัสการขอพรได้

               ระหว่างนี้เดินลัดเลาะไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของภู ก่อนขึ้นบนพะลานหินหรือลานด้านบนของสำนักสงฆ์ เพื่อไปสู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญที่สุดอีกแห่งหนึ่งของวัดภูนกหงส์แห่งนี้  นั่นคือ ‘เจดีย์ดอกบัวทอง’ ซึ่งเป็นเจดีย์ขนาดใหญ่เป็นรูปดอกบัวทอง 3 ชั้น ด้านบนเป็นยอดฉัตร เจดีย์แห่งนี้ที่ประดิษฐานของรอยพระพุทธบาท และยังเป็นที่เก็บร่างของหลวงปู่ใหญ่ที่มรณภาพไปแล้วรวม 7 ปีนับจนถึงปัจจุบันแต่ร่างกายไม่เน่าเปื่อยเป็นที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง โดยถูกบรรจุอยู่ในโลงแก้วตั้งไว้ด้านข้างรอยพระพุทธบาท เพื่อให้ลูกหลาน ศิษย์ และพุทธศาสนิกชนทั่วไปได้นมัสการ

พระภาณุพงษ์  ญานวโร  กล่าวว่า  ประวัติของหลวงปู่เสถียร มานะทัดสี หรือหลวงปู่ใหญ่ นั้น ..........

[1] [2] [3]





































-

Guide Ubon

http://www.hotsia.com/
http://www.sadoodta.com/
http://www.111thailand.com/
http://www.oceansmile.com/
http://www.guideubon.com/
http://feelthai.blogspot.com/
copyright 2005 www.GuideUbon.com
สำนักงานไกด์อุบลดอทคอม เลขที่ 89/1 ถนนพโลรังฤทธิ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000
ติดต่อไกด์อุบล : webmaster@guideubon.com | msn : guide_ubon@hotmail | Tel : 080-4850511