<ไหว้พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้านคู่เมืองอุบลราชธานี>-ไหว้พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้านคู่เมืองอุบลราชธานี-
Home Page GuideUbon
    You Tube    Facebook    Twitter    On Mobile
-ไหว้พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้านคู่เมืองอุบลราชธานี-
-

               ในวาระสำคัญอันเป็นมงคล เช่น วันขึ้นปีใหม่ วันตรุษจีน ฯลฯ ขอเชิญชวนชาวอุบลฯ และนักท่องเที่ยว เดินทางไหว้พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดอุบลราชธานี ครับ

               หลวงพ่อพระพุทธวิเศษ เป็นพระพุทธรูปหินศิลาแลง ปางนาคปรก ขนาดหน้าตักกว้าง 55 เซนติเมตร สูง 90 เซนติเมตร ยุคทวาราวดี มีอายุพันกว่าปีล่วงมาแล้ว ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในวิหารวัดทุ่งศรีวิไล บ้านชีทวน นับเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของชาวบ้านชีทวนและตำบลใกล้เคียง

               ถือว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์ปาฏิหาริย์มาก ประชาชนชาวบ้านชีทวนและตำบลใกล้เคียงเมืองอุบลฯ ตลอดทั้งจังหวัดใกล้และไกล รวมสาธุชนชาวกรุงเทพมหานคร ต่างก็เลื่อมใสศรัทธาในองค์หลวงพ่อพระพุทธวิเศษ ได้พากันนำดอกไม้ธูปเทียนมาสักการบูชามิได้ขาด เพื่อขอพรให้หลวงพ่อพระพุทธวิเศษปกป้องคุ้มครองรักษา ให้ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาในชีวิตครอบครัว พร้อมด้วยบุตร-ธิดา และญาติพี่น้องของตน ทั้งที่อยู่ในต่างจังหวัดและต่างประเทศให้ประสบความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป ความศักดิ์สิทธิ์และอิทธิปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อพระพุทธวิเศษมีอยู่มากมายเป็นที่เลื่องลือขจรขจายไปทั่วภาคอีสานและกรุงเทพฯ

                ประชาชนต่างถิ่นได้หลั่งไหลมาสักการบูชาอยู่มิได้ขาด มีเรื่องราวเกี่ยวกับความศักดิสิทธิ์ของหลวงพ่อพระพุทธวิเศษมากมาย สมัยก่อนโน้นในเวลามีผู้เจ็บป่วยหรือมีเรื่องทุกข์ร้อน บรรดาญาติพี่น้องก็จะนำดอกไม้ธูปเทียนแผ่นทองเปลวไปสักการบูชาและบนขอให้หายจากอาการป่วย ซึ่งก็ปรากฏว่าได้ผลดีอยู่มากมายนอกจากนี้ ถ้าหากว่าใครเจ็บไข้ตรงไหนของร่างกาย ญาติพี่น้องของคนป่วยก็จะแนะนำให้นำแผ่นทองเปลวไปติดตรงส่วนต่างๆ บนองค์พระพุทธวิเศษ เช่น แขนหักก็ปิดทองที่แขนของหลวงพ่อฯ เจ็บหน้าอกปิดทองที่หน้าอก เป็นต้น และถือสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากที่กล่าวมาแล้ว

                ในบางครั้ง คนที่แต่งงานมีครอบครัวมานานแล้วแต่ไม่มีบุตรธิดา สามีภรรยาก็จะพากันมานมัสการหลวงพ่อพระพุทธวิเศษ เพื่อบนบานศาลกล่าวให้มีบุตร-ธิดา ไว้สืบสกุล ก็ปรากฏว่าเป็นผลสำเร็จมากมาย อ่านต่อ >>>

               พระแก้วบุษราคัม เป็นพระพุทธรูปโบราณปางมารวิชัย สร้างด้วยแก้วสีน้ำผึ้งเหลือง หน้าตักกว้าง 3 นิ้ว สูง 4 นิ้ว ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ ที่มีความสง่างามตามพุทธลักษณะ ซึ่งตามตำนานกล่าวว่า พระแก้วบุษราคัม เป็นสมบัติของเจ้าปางคำเจ้าเมืองนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน (หนองบัวลุ่มภู) แล้วตกทอดมาถึงสมัยพระวรราชภักดี (พระวอ) พร้อมด้วยบุตรหลานของพระตา คือ ท้าวคำผง ท้าวทิดพรหม และท้าวก่ำ บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งเมืองอุบลฯ ได้อัญเชิญพระแก้วบุษราคัมมาจากกรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทร์)0

               เมื่อท้าวคำผง (พระประทุมวรราชสุริยวงศ์) สร้างวัดหลวงขึ้นเป็นวัดแห่งแรกนั้นได้ก่อสร้างหอพระแก้ว และวัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนาราม) เมื่อเสร็จจึงอัญเชิญพระแก้วบุษราคัม มาประดิษฐานไว้ที่หอพระแก้วจนถึงปัจจุบัน อายุราวพุทธศตวรรษที่ 22-23 เมื่อถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ ได้มีการอัญเชิญพระแก้วบุษราคัมลงให้ประชาชนเข้านมัสการสรงน้ำเป็นประจำทุกๆ ปี

               อันพระแก้วบุษราคัมแห่งเมืองอุบลราชธานีศรีวนาลัยประเทศราชนี้ มีความเป็นมาเกี่ยวเนื่องกับองค์พระแก้วมรกตเจ้า โดยที่เมื่อพระเจ้าพรหมมหาราชแห่งโยนกเชียงแสนนครเงินยาง ได้พระแก้วมรกตไปไว้ในพระนครแห่งแก้วมรกต และต่างพากันแสวงหาแก้วมณีอันมีค่า มาสร้างเป็นพระปฏิมากรแก้วมณีประจำพระนครแห่งตน ถือว่าได้มหากุศล และสืบอายุพระพุทธศาสนา สมดั่งที่พระพุทธศาสนาประกอบไปด้วยแก้วสามประการคือ พระพุทธรัตน พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ ด้วยเหตุนี้ จึงนิยมสร้างพระพุทธปฏิมาด้วยแก้วมณีอันล้ำค่า อันดินแดนในเขตสิบสองปันนา ล้านนา ล้านช้างตอนบนล้วนแล้วแต่มีภูเขาสูงใหญ่มีถ้ำคูหา และลำธารอุดมไปด้วยรัตนชาติหลากสี จึงไม่ยากนักที่เจ้านายในนครต่างๆ แถบนั้นจะสรรหาแก้วมณีอันมีค่ามาสร้างเป็นพระพุทธปฏิมากรได้ เช่น พระเสตังคมณีแห่งนครลำปาง พระแก้วขาวแห่งนครเชียงใหม่ พระบุษรัตนจักรพรรษดิ์มณีมัย เหล่านี้เป็นต้น รวมทั้งพระแก้วสีเหลือง ที่เรียกว่า บุษราคัม นั้นด้วย อ่านต่อ >>>

                พระเจ้าใหญ่องค์หลวง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง 3 เมตร โดยพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง) เจ้าครอบครองเมืองอุบลราช-ธานีองค์แรก ได้ให้ช่างชาวเวียงจันทร์ สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2324 เพื่อเป็นพระประธานประจำตัววัดหลวงประดิษฐานอยู่ในวิหารพระเจ้าใหญ่องค์หลวง (ศาลาการเปรียญ) เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นที่พึ่งทางใจของชาวเมืองอุบลราชธานีและเป็นพระพุทธรูปองค์แรกของเมืองอุบลราชธานี นานกว่า 223 ปีมาแล้ว

                เมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์ คณะสงฆ์พร้อมด้วยข้าราชการ พ่อค้าประชาชน อุบาสก อุบาสิกา ได้ร่วมประกอบพิธีถวายเครื่องสักการะ สรงน้ำสมโภชพระเจ้าใหญ่องค์หลวง ก่อเจดีย์ทราย อุทิศส่วนกุศลแด่บูรพาจารย์ และบรรพบุรุษซึ่งมีพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ เป็นผู้นำสร้างวัดหลวง พร้อมกับสรงน้ำทรงสงฆ์ รดน้ำขอพรจากผู้สูงอายุเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นการอนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของชาวไทยสืบไป ตลอดจนเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ อ่านต่อ >>

                “พระเจ้าใหญ่ศรีเมือง” เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง 2.39 เมตร ประดิษฐานอยู่ภายในวิหารศรีเมือง วัดทุ่งศรีเมืองเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่องค์หนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีประวัติสร้างมานานพร้อมสร้างเมืองอุบลราชธานี พ.ศ. 2335 เดิมประดิษฐานอยู่ที่วัดเหนือท่า อันเป็นวัดรุ่นแรกของเมือง สร้างโดยพระสงฆ์ที่ติดตามมากับขบวน “พระวอ พระตา” เมื่อสร้างวัดเหนือท่าเสร็จก็ได้สร้าง “พระเจ้าใหญ่ศรีเมือง” ขึ้นในสมัย พระปุทมวรราชสุริยวงศ์ (ท้าวคำผง) เพื่อเป็นที่บำเพ็ญกุศลของเจ้าเมือง และเหล่าข้าราชบริพาร

                “พระเจ้าใหญ่ศรีเมือง” จึงสร้างขึ้นในสมัยเดียวกัน “พระเจ้าองค์หลวง” ซึ่งประดิษฐานไว้ที่วัดหลวง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ต่อมาวัดเหนือท่าถูกยกเลิกไปเมื่อ พ.ศ. 2458 ปล่อยให้ พระเจ้าใหญ่ศรีเมือง เศร้าหมองและตากแดดตากฝนจนเศียรชำรุด  ต่อมา หลวงปู่ “ดีโลด” หรือ “พระครูวิโรจน์รัตโนบล” อดีตเจ้าอาวาสวัดทุ่งศรีเมือง และอดีตเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี (รูปที่ 1) ผู้บูรณะองค์พระธาตุพนม ปี พ.ศ. 2444 ในขณะนั้นหลวงปู่ดีโลดดำรงตำแหน่ง เป็นเจ้าคณะสังฆมณฑลอุบลราชธานี จึงได้นำคณะญาติโยม และสัปบุรุษชาวอุบลราชธานีไปอัญเชิญ และเคลื่อนย้ายมาประดิษฐานไว้ที่ ศาลาการเปรียญวัดทุ่งศรีเมือง และได้พาลูกศิษย์ทำการบูรณะซ่อมแซมเศียรพระเจ้าใหญ่ศรีเมืองที่ชำรุดขึ้นใหม่ โดยจำลองให้คล้ายกับ “พระเหลาเทพนิมิต” ที่วัดพระเหลาเทพนิมิต อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ เพราะ พระเหลาเทพนิมิต หลวงปู่ ดีโลดก็ได้ทำการบูรณะไว้เช่นเดียวกับ พระโต หรือเจ้าใหญ่องค์ตื้อ วัดพระโต หรือวัดปากแซง เมืองเขมราฐ ต่อมาทางราชการได้ขยายเขตการปกครองโดยยกฐานะขึ้นเป็นกิ่งอำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี ในปัจจุบันนี้

                ดังนั้น “พระเจ้าใหญ่ศรีเมือง” วัดทุ่งศรีเมือง จึงมีลักษณะละม้ายคล้ายกับ “พระเหลาเทพนิมิต” ต่อมาเมื่อพระเดชพระคุณ “พระราชรัตโนบล” เจ้าอาวาสวัดทุ่งศรีเมือง และเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานีในขณะนั้น ได้สร้างวิหารศรีเมืองแล้วเสร็จ จึงได้อัญเชิญ “พระเจ้าใหญ่ศรีเมือง” ขึ้นมาประดิษฐานไว้ที่ วิหารศรีเมือง เพื่อให้พุทธศาสนิกชนทั่วไป ได้กราบไหว้บูชาสักการะ จนถึงปัจจุบันนี้ อ่านต่อ >>

                พระเจ้าใหญ่อินแปลง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ก่ออิฐถือปูน พร้อมกับลงรักปิดทอง ลักษณะศิลปะแบบลาว ขนาดหน้าตักกว้างประมาณ3 เมตร สูงจากเรือนแท่นถึงเปลวพระโมลี 5 เมตร ถือเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ของจังหวัดอุบลราชธานี

                ซึ่งตามตำนาน มีเรื่องเล่าขานต่อๆ กันมาว่า มีอยู่ด้วยกัน 3 องค์ องค์หนึ่งประดิษฐานอยู่ที่วัดอินทร์แปลงมหาวิหาร นครเวียงจันทร์ ประเทศลาว มีอายุประมาณ พันกว่าปี อีกองค์หนึ่งประดิษฐานอยู่ที่วัดอินแปลง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม มีอายุพันกว่าปีเช่นเดียวกัน  องค์สุดท้าย คือ พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง ประดิษฐานอยู่ที่วัดมหาวนาราม อำเภอเมือง อุบลราชธานี มีอายุประมาณสองร้อยกว่าปี ในวันเพ็ญเดือน 5 (ประมาณเดือนเมษายน) ของทุกปี จะมีการทำบุญตักบาตร เทศน์มหาชาติชาดก และสรงน้ำปิดทองพระเจ้าใหญ่อินแปลง ซึ่งถือเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีมาจนทุกวันนี้

                ตามศิลาจารึกได้กล่าวไว้ว่าสร้างเมื่อจุลศักราชได้ 155 ตัว (พ.ศ.2335) ปีวอก เจ้าพระพรหมวรราชสุริยะวงศ์ เจ้าเมืองอุบลราชธานี คนที่ 2 ขึ้นเสวย เมืองอุบลได้ 15 ปี จุลศักราชได้ 167 ตัว (พ.ศ.2348) ปีระกา จึงได้มาสร้างวิหารอารามในวัดป่าหลวงมณีโชติศรีสวัสดิ์ เพื่อให้เป็นที่บำเพ็ญแก่พระพุทธรูป จุลศักราชได้ 169 ตัว (พ.ศ. 2350) ปีเถาะ พระมาหราชครูศรีสัทธรรมวงศา เจ้าอาวาสรูปแรก จึงได้พาลูกศิษย์และศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย สร้างพระพุทธรูป “พระอินทร์แปง” และได้นำเอาดินทรายเข้าวัด เสร็จเมื่อเดือนเมษายน วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ วันอาทิตย์ ช่วงเวลาบ่าย 3 โมง ในนักขัตฤกษ์ 12 ราศีกันย์...ฯ อ่านต่อ >>

                พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ เป็นเนื้อทองเก้าสัมฤทธิ์ปางวิชัย หน้าตักกว้าง 51 นิ้ว สูง 85 นิ้ว (รวมฐาน) ได้รับการยกย่องมาว่า เป็นพระพุทธรูป ที่งดงามในประเทศไทยและภาคอีสานเป็นพระประธานองค์ศักดิ์สิทธิ์ พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ ตามประวัติในประเทศไทย มีอยู่ 5 องค์ สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ครองนครเวียงจันทร์ พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ เดิมประดิษฐานอยู่บนแท่นพระอุโบสถหลังเก่า ฐานรองรับสูง 70 เซนติเมตร สร้างแบบง่ายๆ ภายหลังอุโบสถหลังเก่าทรุดโทรม พระเจ้าองค์ตื้อจึงอยู่กลางแจ้ง ตากแดด ตากฝน เป็นเวลานานทำให้องค์พระพุทธรูปองค์ตื้อมีรอยแตก เป็นสะเก็ดออกมา ผู้เฒ่าผู้แก่ สมัยปู่ย่าตาทวดได้บอกเล่าสืบต่อกันมาว่า... พระพุทธรูปองค์ตื้อนี้ได้ถูกหุ้มห่อทาปอมพอกเอาไว้พอกด้วยเปลือกไม้ ยางบด ผสมผงอิฐเจ และทองคำ เงิน นาก สัมฤทธิ์ เงิน รางกาชาดซะพอก ให้น้ำเกลี้ยง น้ำชาดผสมทาปอมพอก แล้วลงรักปิดทองที่เข้าเมืองอุบลราชธานี และเถราจารย์ในสมัยนั้น เพราะเป็นสมบัติล้ำค่าที่ไม่สามารถนำติดตัวไปได้ ซึ่งองค์พระพุทธรูปเป็นทองแท้สัมฤทธิ์กลัวว่าจะถูกข้าศึกศัตรูขนเอาไป จึงได้ทาปอมพอกปิดเอาไว้ และปล่อยทิ้งเป็นวัดร้างนานถึง 200 ปี

                ครั้นต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2507-2508 ครั้งนั้นพระภิกษุสวัสดิ์ ทสฺสนีโย ปัจจุบัน เป็นราชาคณะชั้นราช ที่พระราชธรรมโกศล เป็นเจ้าอาวาสวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ รูปที่ 13 ปัจจุบันและเป็นเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี (ธ) ได้ทำการก่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ขึ้น นำพระภิกษุ-สามเณร ทายก-ทายิกา และชาวบ้านชุมชนใกล้กวัด ก่อสร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2519 เมื่อสร้างฐานแท่นพระพุทธรูปพระประธานเสร็จจึงได้ยกพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อขึ้นประดิษฐานที่แท่นจนถึงปัจจุบันนี้ รวมอายุองค์พระประมาณ 225 ปี

                หมายเหตุ ความหมายคำว่า “ตื้อ” เป็นจำนวนนับของชาวล้านนา หรือภาคอีสาน เช่น หลักหน่วย-สิบ-ร้อย-พัน-หมื่น-แสน-ล้าน-โกฏิ-ตื้อ-อสงไขย นับไปไม่ได้ชาวพุทธได้นำทองคำ เงิน นาก สัมฤทธิ์ จำนวนมากหล่อเป็นพระพุทธรูปที่งดงาม จนหาค่าประมาณมิได้ องค์พระหนักเก้าแสนบาทบนจึงได้ชื่อว่า “พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ” หรือ (พระเจ้าแสนตื้อ) อ่านต่อ >>

                พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระโต บ้านปากแซง หมู่ที่ 3 ตำบลพะลาน อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี  เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย สร้างด้วยอิฐผสมปูนขาว ขนาดหน้าตักกว้าง 2.90 เมตร สูง 4.36 เมตร มีอายุเก่าแก่ และเป็นที่เคารพนับถือ ของประชาชนไทยและลาว เนื่องจากพระพุทธรูปองค์นี้เก่าแก่มากและไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด เล่าสืบทอดกันมาว่า

                มีกษัตริย์สมัยขอมพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระยาแข้วเจ็ดถัน ได้เสด็จล่องเรือลงมาตามลำแม่น้ำโขงในฤดูฝน พอถึงบ้านปากแซงก็ค่ำลง จึงได้หยุดประทับแรม 1 คืน วันรุ่งขึ้น พระองค์ได้เสด็จขึ้นไปยังหมู่บ้าน และได้พบกับเจ้ากวนของหมู่บ้านในสมัยนั้น พระยาแข้วเจ็ดถัน ได้ตรัสถามถึงประวัติของหมู่บ้าน เจ้ากวนได้เล่าให้ฟังว่า บ้านนี้มีหาดสวยงามกว้างใหญ่ ในฤดูแล้ง หาดทรายจะโผล่ขึ้นเหนือผิวน้ำ และหาดทรายแห่งนี้มีสิ่งอัศจรรย์อยู่คือ ถ้าปีใดหาดทรายโผล่ขึ้นเหนือผิวน้ำระหว่างหมู่บ้าน ประชาชนจะอยู่เย็นเป็นสุข เมื่อพระองค์ได้ทราบก็เกิดศรัทธาในใจว่า สักวันหนึ่งจะต้องย้อนกลับมาสร้างหมู่บ้านนี้ให้เป็นเมือง 

                ในราว พ.ศ. 1154 พระองค์ ก็ได้เสด็จมา พร้อมด้วยข้าทาสบริวารเป็นจำนวนมาก เมื่อเสด็จมาถึง พระองค์จึงได้มอบให้เจ้าแสง (คงจะเป็นนายชั้นผู้ใหญ่) เป็นคนควบคุมการก่อสร้างพร้อมกันนี้ก็ได้สร้างพระพุทธรูปขึ้นองค์หนึ่ง ซึ่งสร้างแล้วเสร็จเมื่อประมาณ พ.ศ. 1180 และขนานนามว่า พระอินทร์ใส่โฉม (ต่อมาเรียก พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ) เมื่อเจ้าแสงก็ถึงกรรมลง ชาวเมืองได้สร้างหอหลักเมืองขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ และขนานนามว่า หอแสง และต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อวัดเป็น “วัดพระโต” อ่านต่อ >>











-

Guide Ubon

http://www.hotsia.com/
http://www.sadoodta.com/
http://www.111thailand.com/
http://www.oceansmile.com/
http://www.guideubon.com/
http://feelthai.blogspot.com/
copyright 2005 www.GuideUbon.com
สำนักงานไกด์อุบลดอทคอม เลขที่ 89/1 ถนนพโลรังฤทธิ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000
ติดต่อไกด์อุบล : webmaster@guideubon.com | msn : guide_ubon@hotmail | Tel : 080-4850511