<สรุปการสัมมนาทางวิชาการเรื่องภูมิปัญญาเทียนอุบลราชธานีสู่สากล>-สรุปการสัมมนาทางวิชาการเรื่องภูมิปัญญาเทียนอุบลราชธานีสู่สากล-
Home Page GuideUbon
    You Tube    Facebook    Twitter    On Mobile
-สรุปการสัมมนาทางวิชาการเรื่องภูมิปัญญาเทียนอุบลราชธานีสู่สากล-
-

               ดร.บำเพ็ญ ณ อุบล (วิทยากร)

               ขอขอบคุณผู้กำกับการบรรยายและขอบคุณผู้ที่มาฟังทุกท่าน ตำนานเทียนพรรษานี้เป็นของโบราณสืบทอดกันมาก่อนตั้งเมืองอุบล ด้วยวัฒนธรรมนี้ได้รับมาจากอาณาจักร ศรีสัตนาคนหุตล้านช้างหลวงพระบาง อาณาจักรศรีสัตนาคนหุตล้านช้าง เวียงจันทน์ และอาณาจักรจำปาสัก ซึ่งหลวงพระบางก็ดี เวียงจันทน์ก็ดี จำปาสักก็ดี เป็นเชื้อพระวงศ์เดียวกันแต่แยกกันมาสร้างในโอกาสอันสมควรของท่านเหล่านั้น เมื่อเรานับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำอาณาจักรในสมัยแรกที่ศาสนาเข้ามาในกรุงศรีสัตนาคนหุต สมัยพระเจ้าฟ้างุ้มแหล่งหล้าธรณี (พระเจ้าฟ้างุ้ม รับเอาศาสนาพุทธมาเป็นศาสนาประจำอาณาจักรนั้น) และสืบเนื่องมาในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ซึ่งเป็นหลานของท่าน เนื่องจากพุทธศาสนาของเราบอกว่าในหน้าฝน ๓ เดือนชาวบ้านทำนา ห้ามมิให้พระภิกษุสงฆ์เดินไปเหยียบย่ำข้าวกล้าในนาของชาวบ้านซึ่งชาวพุทธก็ทราบกันดีอยู่แล้ว ทีนี้การที่อยู่ในวัดพระจะต้องปฏิบัติตามกิจของสงฆ์คือ สวดมนต์ ไหว้พระ สั่งสอนชาวบ้าน ศึกษาหาความรู้ในหนังสือพระไตรปิฎก และพระสูตรต่าง ๆ ในการศึกษาเล่าเรียนเหล่านี้ถ้าเป็นกลางคืนต้องใช้แสงเพื่อให้อ่านหนังสือได้ ชาวบ้านทั้งหลายในแต่ละคุ้มของวัดนั้นก็ถวายแสงสว่างแด่พระคุณท่าน

               สมัยก่อนไม่ทำเทียนใหญ่แต่ทำเป็นเล่มเรียก “เทียนเวียนหัว” สมัยเป็นเด็กก็เคยเห็นผู้ใหญ่เอาด้ายเป็นเส้นมาวัดรอบศีรษะเรายาวแค่ไหนก็จะดึงออกมาเอาผึ้งอย่างดีมาฝั่นเป็นเทียน ส่วนมากจะเป็นคุณยายเอามาฝั่น บ้านเรามี ๕ คนก็จะใช้ ๕ เล่ม สั้นยาวตามศีรษะของแต่ละคน ทีนี้เมื่อได้เทียนแล้วชาวบ้านก็จะนำส่วนประกอบของเทียนคือ เครื่องอัฐบริขาล ผ้าอาบน้ำฝนและอาหารแห้งต่าง ๆ ในวันเข้าพรรษาชาวบ้านในแต่ละคุ้มวัดก็ไปถวายที่วัดนั้น แต่ละบ้านก็จะมีเทียนไปกำหนึ่ง กำหนึ่ง เป็นเส้นแล้ว นี่เป็นเริ่มต้นการที่จะถวายเทียนพรรษา

               ทีนี้ในเมืองอุบลฯ มีพิธีการอันหนึ่ง คือ พอถึงเดือน ๖ มาก็ทำบุญบั้งไฟ บุญบั้งไฟนำไปแห่ที่วัดหลวง ค้างบั้งไฟก็อยู่ริมแม่น้ำมูลแล้วจุดบั้งไฟไปทางอำเภอวารินชำราบ ตอนนั้นไม่มีคนอยู่เป็นป่าก็จุดบั้งไฟตรงนั้นมีการแห่แหนกัน บุญบั้งไฟแต่ก่อนไม้ได้ห้ามกันกินเหล้าอย่างสนุกสนาน เมาบ้างไม่เมาบ้างในการแห่บั้งไฟต่างคนต่างก็ใช้เครื่องรางของขลัง ของดีทั้งหลายที่มีอยู่ประจำตัวนั่นแหละเอ้เต็มที่เลย ของก็ขึ้นแห่บั้งไฟไป แห่ไปแห่มาเกิดคึกคะนองเพราะเหล้าบ้าง ของดีที่แขวนคออยู่บ้าง ฆ่ากันตีกันเจ็บก็มีตายก็มี

               ตอนนั้นพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์มาเป็นผู้สำเร็จราชาการต่างพระเนตร พระกรรณ ประจำมณฑลอีสานหรือมณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ ประทับที่อุบลราชธานีก็มาเห็นบุญบั้งไฟท่านเห็นกินเหล้าแล้วตีกัน ท่านก็เลยบอกว่าแบบนี้ไม่ใช่พุทธศาสนา มันเปลี่ยนไปแล้วกินเหล้าในวัดไม่ได้ ท่านเลยสั่งให้เลิกการทำบุญบั้งไฟในเมืองอุบลฯ ทีนี้ถ้าเลิกแล้วปีหนึ่งประชาชนจะมีความสนุกสนานร่าเริงอย่างไร จะมีการบุญการศีลอะไรให้คนมารวมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ท่านเลยบอกว่าให้แห่เทียนโดยให้แต่ละคุ้มวัดทำเทียนเป็นต้นแห่ไปถวายวัด

               ในครั้งสมัยแรก ๆ ประชาชนก็ไม่รู้ว่าจะทำเป็นต้นเทียนใหญ่ได้อย่างไร ก็ไปเอาไม้ไผ่มาเหลา ซื้อน้ำมันมา ๑ ปิ๊บ แล้วเหลาไม้ไผ่ทำเป็นตีนคล้ายตีนก่องข้าว ก็ตั้งบนปิ๊บน้ำมันแล้วเอาเทียนไขที่ซื้อมา มามัดรวมกันเรียงแถวให้รอบต้นเทียนแล้วเอากระดาษตักโก กระดาษทอง มาตัดเป็นแข่วหมากแหย่ง และเอ้ บนปลายเทียนใช้ฉัตรกระดาษนั่นแหละแห่ไป แล้วมีนางงามประจำคุ้มเป็นผู้คอยควบคุมไม่ให้เทียนล้ม นั่งบนเกวียนแล้วแห่เอาไปรวมที่ศาลากลางจังหวัดก่อนให้เสด็จในกรมได้ทอดพระเนตรก่อน ท่านว่าดีแล้วจึงปล่อยขบวนแห่ต้นเทียนไปรอบ ๆ เมือง เดิมแห่จากหน้าวัดศรีอุบลรัตนารามไปถึงถนนอุปราชก็วกไปตลาดเก่าทางท่าตลาดแล้วจึงขึ้นมาทางไปรษณีย์ แล้วจึงสลายไปตามวัดต่าง ๆ

               ต่อมาบอกว่าแห่อย่างนั้นไม่ถูกทางเลยแห่ใหม่ วิวัฒนาการทำเทียน เมื่อทำเป็นเทียนมันรอบไม้ไผ่ ต่อมามีผู้คิดทำหล่อเป็นแท่ง สมัยเดิมเป็นแท่งเฉย ๆ ไม่มีการแกะสลักแต่ผมชอบใจต้นเทียนของทหารเขาทำเป็น แปดเหลี่ยม แต่ละเหลี่ยมเขาทำเป็นตัวผึ้งโดยเอาดิ้นมาทำเป็นตัวผึ้ง เอากระดาษเอาผ้าบาง ๆ ไปทำเป็นปีกมันแล้วเอาลวดขด ลวดไหวเสียบท้องมันแล้วไปเสียบใส่ต้นเทียน เวลาลมพัดมาผึ้งก็จะไหว ผมชอบใจไม่ลืมเลย แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีใครที่นำเอาตัวผึ้งไปอ้อมต้นเทียน ไม่มีใครทำซึ่งปัจจุบันจะทำก็ได้

               ทีนี้เมื่อประดับเช่นนั้นแล้ว ต้นเทียนเอ้โดยไม่แตะต้องตัวเทียนเลย มายุคหลังก็มาคิดใหม่ว่าต้นเทียนเฉย ๆ มันเกลี้ยงไปมันไม่สวยก็เลยมาคิดแกะสลักเป็นลวดลายไทย และมีการติดพิมพ์ต้นเทียนเอาผึ้งสีเหลืองที่เป็นเทียนอย่างดีมาพิมพ์ลาย แล้วติดต้นเทียนมันก็เป็นแบบติดพิมพ์ อย่างท่าน อาจารย์ประดับ ก้อนแก้ว ท่านทราบดีเพราะท่านเป็นช่างผมไม่ใช่ช่างแต่ผมเป็นคนดูท่านทำเป็นต้นผมก็ดู ทำเป็นแกะสลักผมก็ดู ท่านติดพิมพ์ผมก็ดู อยากได้หินอ่อนที่แกะสลักเป็นลายเราอยากทำก็ทำเองได้ ในสมัยก่อน ต้นเทียนก็ประดับเฉพาะเทียนเท่านั้นไม่ได้ประดับรถที่ประดิษฐานต้นเทียน ต่อมามีการประดิษฐ์ใหม่ต้นเทียนก็ทำเป็นรูปนาค ครุฑ นก เจ้าแผ่นดินและอื่นๆ ไป ๆ มา ๆ ไม่รู้ว่าเทียนอยู่ตรงไหนใจผมจริง ๆ ก็รู้ว่าเทียนอยู่ตรงกลางแต่ส่วนประกอบเยอะแยะเหลือเกินมีทั้งนกทั้งหนู อันนี้เป็นวิชาของช่าง อาจารย์ประดับ กับอาจารย์อุส่าห์คงจะได้กล่าวต่อไป

               วิวัฒนาการของเทียนก็เป็นอย่างที่ผมเล่ามาเท่าที่ผมทราบนะ แต่ผมได้ได้ทำต้นเทียนหรอกทำแต่เทียนเวียนหัวไปถวายมอบกายถวายชีวิตบูชาพระรัตนตรัยโดยใช้เทียนเวียนหัวยังทำอยู่ ทีนี้นอกจากการแห่เทียนของจังหวัดเราแล้วผมย้ายไปอยู่หลายจังหวัด โคราชก็ไปอยู่แต่ก่อนโคราชไม่มีแห่เทียนพรรษาเขาพึ่งมาทำทีหลังเรา เขาจะแข่งอุบลฯ ให้ได้ สำหรับจังหวัดขอนแก่นที่ผมไปอยู่ ๕ ปีก็ไม่มีแห่เทียนแม้จังหวัดยโสธรก็ไม่มีแห่เทียน ผมจึงไปบอกว่ายโสธรเป็นเมืองใหญ่ทำไมมีการแห่เทียน เขาจึงทำการแห่เทียน แห่เทียนโคราชกำลังแข่งขันกับเรา แต่ว่าผมก็ส่งเสริมยกย่องว่าบ้านเราเลิศกว่าใครในประเทศนี้ อันนี้เป็นตำนานและความรู้ที่ได้เฝ้าสังเกตตั้งแต่เด็กจนอายุ ๘๓ ปี ก็ได้เห็นได้รู้มาอย่างนี้ ก็ขอบรรยายให้ท่านผู้ฟังและนักศึกษาได้ทราบความเป็นมาของเทียนพรรษานี้ แห่เทียนเริ่มต้นสมัยไหน? แห่เทียนเริ่มสมัยกรมหลวงสรรสิทธิประสงค์เป็นผู้สำเร็จราชการต่างพระเนตร พระกรรณ มณฑลอีสาน หรือมณฑลตะวันออกเฉียงเหนือตั้งแต่นั้นมาแทนแห่บั้งไฟ ข้อสำคัญอยู่ตรงนี้ ผมก็ขอบรรยายภาคแรกเพียงเท่านี้ครับ

               อาจารย์ปัญญา แพงเหล่า

               กราบขอคุณ คุณพ่อบำเพ็ญครับ นี่เป็นหนึ่งในร้อยหนึ่งในพันของความรู้ของคุณพ่อบำเพ็ญ ซึ่งต้องไปศึกษาจากหนังสือของท่านจากหลายเล่มที่มีผู้เรียบเรียงมากมาย ถ้าเป็นนักเรียน นักศึกษาที่เป็นผู้ใฝ่รู้ นี่เป็นตำนานย่อ ๆ เท่านั้นในยกแรก ยังมีอีกหลายส่วนต้องขอขอบคุณ คุณพ่อบำเพ็ญ ในส่วนนี้ก่อนนะครับ ต่อไปก็คงจะเป็นบทบาทหนึ่งซึ่งผู้รู้ที่จะต้องนำเสนอในหลายแง่มุมในเรื่องของวิวัฒนาการตำนานเทียนสู่สากลได้อย่างไร เหมือนกับบั้งไฟยโสธรหรือไม่ หรือมีส่วนไหนบ้างที่ส่งเสริมให้เทียนของเราก้าวหน้ามาถึงขนาดนี้ ซึ่งจะว่าเป็นบทๆ ตอน ๆ ไป รายละเอียดก็คงกราบเรียนท่านสุวิชช คูณผล ขอเรียนเชิญครับ

[1] [2] [3] [4] [5] [6] [7] [8]




-

Guide Ubon

http://www.hotsia.com/
http://www.sadoodta.com/
http://www.111thailand.com/
http://www.oceansmile.com/
http://www.guideubon.com/
http://feelthai.blogspot.com/
copyright 2005 www.GuideUbon.com
สำนักงานไกด์อุบลดอทคอม เลขที่ 89/1 ถนนพโลรังฤทธิ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000
ติดต่อไกด์อุบล : webmaster@guideubon.com | msn : guide_ubon@hotmail | Tel : 080-4850511