Home Page GuideUbon
    You Tube    Facebook    Twitter    On Mobile
อาคารเดิมโรงเรียนเบญจะมะมหาราช จะเป็นพิพิธภัณฑ์ ประจำเมืองอุบลฯ

          สืบเนื่องจาก “ วารสารข่าวหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี ” ฉบับประจำเดือนเมษายน 2543 ในคอลัมน์ “ ร่วมคิดร่วมทำร่วมพัฒนา ” โดยนาย ศิวะ แสงมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีได้นำเสนอเรื่องการปรับปรุงอาคารเดิมโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราชให้เป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติประจำเมืองอุบลฯ ผู้เขียนทราบว่าชาวอุบลฯ โดยเฉพาะศิษย์เก่าโรงเรียนนี้ ให้ความสนใจเรื่องนี้มาก จึงขอนำเรื่องนี้มาทบทวนความเป็นไปได้ และความสำคัญของโครงการนี้มาลงทั้งคอลัมน์ให้ได้อ่านทบทวนกันอีกครั้งหนึ่งดังนี้

บทความเริ่มต้นโครงการ

          ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีนี้ มีสถานที่และสิ่งก่อสร้างหลายอย่างที่มีคุณค่าทางศิลปะและวัฒนธรรม ซึ่งควรจะอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชม หากท่านเคยเข้าไปบริเวณศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี จะเห็นว่าบริเวณด้านหลังอาคารศาลากลางจังหวัดมีอาคารไม้สักขนาดใหญ่อยู่หลังหนึ่ง มีลักษณะรูปทรงสวยงามก่อสร้างด้วยศิลปะเฉพาะท้องถิ่น ท่านที่เป็นชาวจังหวัดอุบลราชธานี และมีอายุ 30 ปีขึ้นไป สร คงจะทราบดีว่า อาคารดังกล่าวคือ อาคาร “ โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช ” หลังแรกซึ่งเป็นสถานศึกษาของบุคคลผู้มีชื่อเสียงหรือผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่จังหวัดอุบลราชธานีเป็นจำนวนมาก แต่ปัจจุบันอาคารประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าทางด้านจิตใจดังกล่าว อยู่ในสภาพทรุดโทรมเนื่องจากขาดการดูแลบำรุงรักษาที่ดีเพียงพอ

          จังหวัดอุบลราชธานีได้เห็นถึงคุณค่าและความสำคัญของอาคาร “ โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช ” หลังแรกที่ควรจะสงวนรักษาไว้ให้เป็นมรดกแก่คนรุ่นลูกรุ่นหลานสืบไป จึงได้เชิญหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมปรึกษาหารือ เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2543 ณ ห้องประชุมมิตรไมตรี ศาลากลางจังหวัดเพื่อพิจารณาหาแนวทางดำเนินการปรับปรุงอาคารดังกล่าวให้เป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ประจำเมืองอุบลราชธานี อีกแห่งหนึ่งโดยได้กำหนดแนวทางการพัฒนาและใช้ประโยชน์ไว้ดังนี้

  1. ปรับปรุงอาคารทั้งหมด โดยจะเปลี่ยนกระเบื้องหรือโครงสร้างทั้งชุด แต่จะไม่ทำให้เสียสภาพเดิม
  2. จะปรับปรุงและทาสีใหม่ทั้งหมด
  3. จะจัดหาที่ทำงานให้หน่วยงานที่ทำงานอยู่ในอาคารดังกล่าวใหม่
  4. บริเวณโดยรอบจะปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์ให้สวยงาม และทำเป็นอาคารประวัติศาสตร์โดยห้ามรถยนต์เข้าออกบริเวณด้านหน้าตัวอาคาร
  5. การใช้ประโยชน์นั้น เมื่อปรับปรุงเรียบร้อยแล้วจะทำเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติประจำเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โดยพิพิธภัณฑ์ฯ จะเข้ามาดำเนินการออกรูปแบบภายในทั้งหมด ส่วนตัวอาคารศาลากลางจังหวัด เมื่อจังหวัดได้ศูนย์ราชการแล้วจะมอบให้พิพิธภัณฑ์ฯ ดำเนินการซึ่งก็จะเชื่อมโยงกันสิ่งของโบราณทั้งหมดจะนำมาโชว์ไว้ ณ ที่แห่งนี้ และจะเป็นที่รับรองผู้มาเยือนจังหวัด

          ในการปรับปรุงอาคารโรงเรียนฯ ให้เป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ประจำเมือง มีหลายหน่วยงานเริ่มดำเนินการ คือ เทศบาลนครอุบลราชธานี ททท.สภ.ฉ.เขต 2 สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค 7 พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอุบลราชธานี หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติอุบลราชธานี สำนักงานโบราณคดี และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่ 8 และองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี และจะได้ขอรับการสนับสนุนลงประมาณไปยังกองทุนกระจายการผลิตและการจ้างงานไปสู่ภูมิภาค กรมศิลปากรและสำนักนโยบายและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำมาใช้ในการปรับปรุงอาคารดังกล่าวต่อไป ในโอกาสนี้ ผมใคร่ขอเชิญชวนให้ศิษย์เก่าทุกท่าน ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปรับปรุงอาคารหลังนี้ โดยท่านสามารถเข้าร่วมได้ทั้งในการแสดงข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ร่วมสำรวจออกแบบ รวมทั้งกิจกรรมอื่นๆ ที่เหมาะสม หากท่านสนใจขอให้ติดต่อได้ที่ สำนักงานจังหวัดอุบลราชธานี (ฝ่ายนโยบายและวางแผน) โทร.0-4525-5505

          ผมคิดว่า เมื่ออาคารดังกล่าวได้รับการปรับปรุงเสร็จเรียบร้อย จะเป็นสถานที่รวบรวมศิลปวัตถุ และโบราณวัตถุที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง สำหรับให้นักท่องเที่ยวชาวไทย และชาวต่างประเทศได้เยี่ยมชมผลความคืบหน้าเป็นการใดจะแจ้งให้ทุกท่านได้ทราบในโอกาสต่อไป

          อาคารไม้สักทั้งหลังขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นอาคารประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าทางด้านจิตใจ มีความเป็นมาอย่างไร ? ก่อสร้างมานานแค่ไหน ? ใช้งบประมาณเท่าใด ? ใครเป็นผู้ออแบบ ? ใครเป็นผู้ก่อสร้าง ? ผู้เขียนได้ค้นคว้าติดตาม สอบถาม ประวัติอาคารหลังนี้มาได้ ดังนี้


อาคารเดิมโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช ถ่ายเมื่อ พ.ศ.2493
ขณะน้ำท่วมเมืองอุบลฯ เหมือนปี 2543
(อ.ประพัฒน์ สิงห์สุทธิ์ ประธานชมรมเครื่องบินเล็กฯ ถ่ายภาพ)


เสาธงโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช ถ่ายเมื่อ 23 ตุลาคม 2496
วันถวายบังคมพระบรมรูปพระปิยมหาราช


อีกมุมหนึ่งของอาคารเดียวกัน มองจากถนนศรีณรงค์ ข้างวัดศรีอุบลรัตนาราม
ด้านคูน้ำข้างต้นก้ามปู

ประวัติความเป็นมาอาคารฯ

          เมื่อ พ.ศ. 2477 ในสมัยอาจารย์น้อม วนะรมย์ เป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช ได้เสนอจังหวัดและกระทรวงศึกษาธิการเพื่อก่อสร้างอาคารเรียนขึ้นใหม่

          ต่อมาจังหวัดได้รับงบประมาณเงิน 4 หมื่นเศษ สร้างอาคารเรียนหลังใหม่ขึ้นอีก ในบริเวณกรมทหารเก่า ซึ่งย้ายไปตั้งอยู่ที่อำเภอวารินชำราบ โรงเรียนหลังที่กล่าวนี้คือหลังที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของทุ่งศรีเมือง หรือด้านหลังของศาลากลางจังหวัดในปัจจุบัน

          งบประมาณ 4 หมื่นบาท ในสมัยนั้นนับว่าเป็นเงินก้อนใหญ่ เป็นที่ตื่นเต้นของชาวบ้านชาวเมืองมาก นับว่าเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่สร้างในเนื้อที่ 40 กว่าไร่ ทิศเหนือจดถนนสุรศักดิ์และวัดไชยมงคล ทิศใต้จดถนนศรีณรงค์และวัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนารามในปัจจุบัน) ทิศตะวันออกจดถนนอุปราชและทุ่งศรีเมือง ทิศตะวันตกจดบ้านประชาชนและป่าช้าโรมันคาทอลิก ตัวอาคารอยู่ตรงกลางของเนื้อที่ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีสนามและเสาธงขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนพูนดินมีขาเสาธงสี่ขา ตั้งอยู่หน้าอาคารเรียนมาถนนรอบสนามฟุตบอลออกไปทางด้านหน้าโรงเรียน ด้านหน้าของอาคารทั้งสองข้างมีถนนเดินเข้าสู่โรงเรียน ด้านหลังเยื้องไปทางทิศใต้มีโรงพลศึกษา ด้านหลังมีบ้านพักครู โรงพัสดุ บ้านพักภารโรง และใช้เนื้อที่หลังสุดสำหรับงานเกษตรกรรมจนจดป่าช้าโรมันคาทอลิก

          ตัวโรงเรียนเป็นอาคารไม้ 2 ชั้น ตั้งอยู่บนฐานที่ก่อด้วยซีเมนต์ ด้านหน้ามีมุข 3 มุข เรียงกัน หลังคาเป็นกระเบื้อง ตัวอาคารโครงสร้างเป็นไม้เนื้อแข้งและไม้สักทองทั้งหมด ทั้งพื้นเพดานและฝาผนัง พื้นเข้าลิ้นสนิทจนเป็นเนื้อเดียวกัน น้ำที่หกจากชั้นบนไม่สามารถจะไหลลงมาชั้นล่างได้ ประตูหน้าต่างไม้สักหมดทุกบาน มีบันไดขึ้นลงจากชั้นล่างสู่ชั้นบนทั้งสองข้างตัวอาคารทาสีไข่ไก่ทั้งด้านนอกและด้านใน เพดานทาสีขาว กรอบประตูหน้าต่างคาดเส้นพื้นผนังและคิ้วไม้ด้วยสีน้ำตาลแดงคล้ำมีฟุตบาทก่อด้วยซีเมนต์รอบตัวอาคารมีถังน้ำสร้างด้วยซีเมนต์ขนาดใหญ่ 2 ถังไว้รองรับน้ำฝนให้นักเรียนไว้ดื่มกิน ทางขึ้นลงมี 2 ทาง ด้านหน้าและหลังด้านละ 2 ทาง ด้านละทาง การก่อสร้างประณีต และยอดเยี่ยมมากเป็นที่นิยมยกย่องแก่ผู้พบแห่งต่อมาภายหลังเปลี่ยนมาทาสีอาคารเป็นสีฟ้าอมเท่าตลอดทั้งหลัง

          อาคารทั้ง 2 ชั้นมีห้องเรียน 20 ห้อง ห้องประชุม 1 ห้อง อยู่ตอนกลางชั้นบน ห้องพักครู 1 ห้อง อยู่ชั้นล่างตอนกลาง ห้องครูใหญ่และห้องธุรการอยู่มุขกลางชั้นล่างห้องสมุดอยู่มุขกลางชั้นบน ห้องประชุมบางครั้งใช้เป็นห้องวิทยาศาสตร์อยู่ตอนกลางชั้นบน

          ผู้ออกแบบอาคารคือ พระสาโรจน์ รัตนนิมาน สถาปนิกประจำกระทรวงศึกษาธิการ ท่านบอกว่ารากฐานของโรงเรียนหลังนี้มั่งคงแข็งแรงมาก ถ้าเครื่องไม้ชำรุดพังลง จะรื้อไม่ออกแล้วก่อตึกบนฐานเดิมได้เลย แต่ไม่ปรากฏว่าโรงเรียนได้เกิดความชำรุดเสียหายแต่อย่างใด ยังคงใช้การได้เป็นเวลานาน พื้นคงแบบสนิท ประตูหน้าต่างยังคงสภาพเดิม นับว่ามั่นคงแข็งแรงหาอาคารใดเทียบได้ยาก ผู้รับเหมาก่อสร้างคือ นายหงส์ แซ่อาย (บิดาของนาง นิภา สายชาลี ครูโรงเรียนวิไลวัฒนา ภรรยานาย จารึก สายชาลี ครูโรงเรียนอุบลวิทยาคม) ร่วมลงทุนกับนายเชยเป็นคนจีน ใช้เวลาก่อสร้างเกือบปี ทราบว่าการรับเหมาก่อสร้างอาคารหลังนี้ขาดทุนเป็นจำนวนมาก และนายเชยได้หายหน้าหายตาไปเลย

          เมื่อสร้างเสร็จใหม่ๆ พระสารศาสน์ประพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในสมัยนั้นมาเป็นประธานในพิธีเปิดใน พ.ศ. 2478 นั่นเอง ในนามโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราชตามเดิม ในการทำพิธีเปิดมีฉลองร้านออกร้านแข่งขันกีฬา และมหรสพ 3 วัน 3 คืน เป็นที่สนุกสนานครึกครื้นพอสมควร จึงนับเป็นโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราชหลังที่ 2

          ต่อมา พ.ศ. 2480 อาจารย์น้อม วนะรมย์ อาจารย์ใหญ่โรงเรียนได้ก่อสร้างหอประชุมเป็นโรงยาว โรงการฝีมือเพิ่มเติมขึ้นอีกหลายอาคาร

          ที่สำคัญที่สุด ท่านได้นำเอาต้นไทรมาปลูกไว้ด้านหลังโรงเรียนใกล้กับแท้งก์น้ำโดยให้นักเรียนทุกคนร่วมปลูก และท่านได้กล่าวว่า ลูกเบ็ญจะมะทุกคนคือลูกไทรงาม ใครจะหลบหลู่ดูหมิ่นไม่ได้ ถ้าใครหลับหลู่ดูหมิ่นไม่นับถือขอให้มีอันเป็นไป เป็นการสาปแช่งในขณะที่ทำการปลูกนั้น

พิพิธภัณฑ์ซ้ำซ้อนกันหรือไม่

          จากบทความของ ผวจ.ศิวะ แสงมณี เกิดมีคนสงสัยว่า พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี ก็มีแล้ว ที่ถนนเขื่อนธานี โดยใช้สถานที่ศาลากลางจังหวัดหลังเดิมซึ่งสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2461 การที่จะใช้อาคารเดิมโรงเรียนเบ็ญจะมะฯ ปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอีกแห่งหนึ่งจะไม่เป็นการซ้ำซ้อนหรือ คำตอบมีว่า อาคารเดิมโรงเรียนเบญจะมะฯ จะจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ฯ “ เฉพาะที่เกี่ยวกับจังหวัดอุบลราชธานีเท่านั้น ” ไม่เป็นการทั่วไปเหมือนพิพิธภัณฑ์ฯ ที่ใช้อาคารศาลากลางจังหวัดหลังเดิม

          สำหรับรายละเอียดและแนวทางจัดแสดงพอสรุปได้ดังนี้

ส่วนที่ 1 ห้องต้อนรับ ประกอบด้วยประชาสัมพันธ์ ที่ฝากของจัดมุมจำหน่ายหนังสือของที่ระลึกและจำหน่ายบัตรเข้าชม

ส่วนที่ 2 เป็นการแสดงเรื่องราวประวัติโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราชยุคแรกย้อนอดีตของโรงเรียน ครู-อาจารย์ นักเรียน-ศิษย์เก่าดีเด่นสาขาต่างๆ และนิทรรศการที่เกี่ยวข้อง

ส่วนที่ 3 อุบลราชธานี ศรีวนาลัยแสดงเรื่องราวประวัติเมืองอุบลการปกครอง การทำมาหากินเสรีไทย ภาพถ่าย หุ่นจำลอง คำบรรยาย และวิดิทัศน์

ส่วนที่ 4 อุบลราชธานีปัจจุบันสู่อนาคต แสดงความก้าวหน้าและสาระข้อมูลพื้นฐานการเมืองการปกครอง การศึกษา เศรษฐกิจ สังคม สถานที่สำคัญ บุคคลสำคัญฯลฯ แนวโน้มการพัฒนาอุบลฯ ในอนาคต

ส่วนที่ 5 อุบลราชธานี เมืองนักปราชญ์และเรื่องราวของปราชญ์เมืองอุบลฯ บุคคลสำคัญ พระสงฆ์นักปกครอง นักการเมือง ฯลฯ

ส่วนที่ 6 ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปวัฒนธรรม แสดงเรื่องราววิถีชีวิตของขาวอุบลราชธานีจากอดีตสู่ปัจจุบัน และวัฒนาการล้ำค่า ฮีต 12 งาน ประเพณีแห่เทียนพรรษา ผังเมืองอุบล ดนตรี และศิลปะการแสดง ฯลฯ

          นับเป็นงานที่จะต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายได้สานต่อให้บ้านเมืองเจริญก้าวหน้าเป็นเอกลักษณ์ของชาติสืบไป

          สำหรับส่วนที่ 2 เป็นการแสดงเรื่องราวประวัติโรงเรียนฯ ย่อยอดีต ครู อาจารย์ นั้น ผู้เขียนมีเรื่องย้อนอดีตระหว่าง พ.ศ. 2478-2487 ตามที่ อ.เวทย์โสมเกษตริน (อดีต ผอ.ระดับ9 ร.ร.สามัคคีวิทยาคาร) และ อ.นิตย์ ถิระกิจ (อดีต อาจารย์ ร.ร.เบ็ญจะมะมหาราช) เล่าให้ฟังว่าในช่วงนั้นผู้ที่รับราชการมีบรรดาศักดิ์เป็น “ ขุน ” มากมายราชทินนาม แตกต่างกันไปตามหน้าที่การงาน แต่ที่โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช ครูบาอาจารย์ล้อเลียน หรือ “ แซง ” กันด้วยการตั๋วกันเองให้เป็น “ ท่านขุน ” ตามพฤติกรรมของแต่ละคน ตัวอย่างเช่น

1.ขุนรอบโลกสุดวิสัย : ครูเด่นใจ (สิทธิชัย) เกตุสิริ

2.ขุนรำไรนภากาศ : คุณคำ ไชยชนะ

3.ขุนอาพาธเมามัว : คุณชาญ บุญแข็ง

4.ขุนฟรังซัวส์สุราบาล : ครูเล็ก (ณรงค์) จินาพร

5.ขุนพาลบริโภคเหล้า : ครูโพธิ์ ขัมภรัตน์

6.ขุนเฝ้าอาชาไนย : ครูอาจารย์ บัวขาว

7.ขุนเกรียงไกรการพนัน : ครูแดง บุญมานันท์

8.ขุนมาไม่ทันเนืองนิจ : ครูทับ พวงอินทร์

9.ขุนพิชิตสวนยา : ครูถ่าย (ธวัช) ธุรทอง

10.ขุนขี้ยาระย่อเดช : ครูปทีป วรภัย

11.ขุนเปรตสุรเปลือย : ครูสุรศักดิ์ สูนานนท์

12.ขุนเรื่อยนิทานริน : ครูเพียร จันทาป

13.ขุนวารินระงับเหตุ : ครูพิชิต วิวิตรกุล

14.ขุนสุดเขตแตรวง : ครูตุ้ม มูมิตะ

15.ขุนดำรงสุกรน้อย : คุณวิสุทธิ์ วงศ์บุญ

16.ขุนอ่อนช้อยศิลปะวิตร : ครูเทอด บุณยรัตนพันธุ์

17.ขุนอิทธิฤทธิ์พิฆาตอันธพาล : ครูบัญญติ ทานิชอัตรา

18.ขุนรำคาญหัตถกิจ : ครูเฉลิม ศรีทานันท์

19.ขุนพิทยารมย์อุดมพฤกษ์ : ครูพวง (พิชญ์) อุณหสุวรรณ

20.ขุนโรคาภรรยาเหยียบ : ครูเข็ป พฤกษพิทักษ์

21.ขุนเพรียบพร้อมอุดมเสื้อใหญ่ : ครูคง จรัญญนนท์

(ส่วนหนึ่งจากบันทึกความจำของ วิศิษฐ์ สิงหัษฐิต บุตรครูรังสรรค์ สิงหัษฐิต บุตรเขยครูโพธิ ครูโสตศรี ขัมภรัตน์)

โครงการมีความคืบหน้าเพียงไร

          โครงการพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ประจำเมืองอุบลราชธานีนี้ ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2543 จนบัดนี้จะครบรอบ 1 ปีพอดี แต่ไม่มีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผู้ที่คอยฟังข่าวจึงไม่ทราบผลความคืบหน้า ตามที่ผู้ว่าฯ ศิวะ แสงมณี เขียนไว้ท้ายสุดของบทความข้างต้น ผู้ว่าฯ ที่เริ่มต้นโครงการนี้ย้ายไปดำรงตำแหน่งในส่วนกลางแล้ว มิหนำซ้ำยังมีข่าวกระเส็นกระสายมาว่า โครงการที่ว่านี้ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะทางการจะสร้างอาคารศาลากลางจังหวัดเพิ่มเติมสูง 7 ชั้น ต่อเนื่องกับศาลากลางจังหวัด 2 ชั้นเดิม ทางด้านหลัง (เช่นเดียวกับจังหวัดพิษณุโลก, อุดรธานี, อยุธยา) มีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่ก่อสร้าง ตรงกับอาคารเดิมโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราชหลังนี้อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง บางคนก็ว่าอาคารหลังนี้สร้างมาแล้ว 66 ปีแล้ว สภาพอาคารที่มองดูภายนอกคิดว่าชำรุดทรุดโทรม ควรจะรื้อทิ้งได้แล้ว ซ้ำยังวิจารณ์ว่าไม่น่าจะเสียดายหรือหวงแหนไว้ต่อไป

          หากข่าวที่ได้รับฟังและการวิจารณ์ที่ไม่สร้างสรรค์ดังกล่าว สร้างความวิตกกังวลให้คนอุบลฯ อย่างมาก รู้สึกสะท้อนสะเทือนใจ ผู้คนเคยอยู่อาศัย เคยศึกษาเล่าเรียนตลอดจนประชาชนทั่วไป ที่ตระหนักในคุณค่าอย่างสูงของอาคารหลังนี้ บางกลุ่มมีความเคลื่อนไหวจะรวมตัวกันเพื่อประท้วงและยับยั้งการรื้อถอนอาคารประวัติศาสตร์หลังนี้

          ในการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช ได้หยิบยกนำเรื่องการดำเนินงานอนุรักษ์อาคารเรียนโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราชหลังเก่าขึ้นพิจารณาอย่างกว้างขวางด้วยความห่วงใยใฝ่ใจอนุรักษ์และมอบหมายให้ผู้เขียนซึ่งเป็นรองประธานคณะกรรมการฯ ไปประสานงานกับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อขอทราบข้อเท็จจริงและขั้นตอนการปฏิบัติ

บทสรุปที่โล่งอกสบายใจ

          จึงได้รับความกระจ่างชัดว่า ข่าวการรื้อถอนเพื่อสร้างอาคารกลางเพิ่มเติมนั้น เป็นข่าวเดิมหลายปีมาแล้ว อาคารหลังนี้ จะไม่มีการรื้อถอนโดยเด็ดขาด มีแต่จะปรับปรุงเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติบ้านเมืองตลอดไป โครงการสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รวมทั้งเป็นศูนย์จัดแสดงนิทรรศการ และศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดอุบลราชธานี ที่ปรับปรุงจากอาคารโรงเรียนเบญจะมะมหาราชหลังเดิม ยังคงเดินหน้าต่อไป

          โดยจังหวัดอุบลราชธานีได้มีหนังสือ อบ.0017.2/18720 ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2543 ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ปัจจุบันยืนยันว่าการขอรับการสนับสนุนงบประมาณจำนวน 25 ล้านบาทเพื่อดำเนินการตามโครงการดังกล่าว ให้สำเร็จตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ต่อไป แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ประธานกรรมการพิจารณาเรื่องนี้ก็เปลี่ยนแปลงด้วยเป็นธรรมดา เพราะประธานคนเดิมซึ่งเป็น รมต.ต้องพ้นจากตำแหน่ง จึงต้องใช้เวลาทบทวน และติดตามกันนานพอสมควร ขอให้ชาวอุบลฯ ร่วมมือกันช่วยสนับสนุนโครงการสำคัญนี้โดยทั่วกัน



ความคิดเห็นที่ 1

โครงการแสดงบทเพลงพระราชนิพนธ์เฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา มหาราชา "แสดงบทเพลงพระราชนิพนธ์เฉลิมพระเกียรติเทิดไทองค์ราชัน ๘๔ พรรษา มหาราชา" และ จัดแสดงวีดิทัศน์เฉลิมพระเกียรติ "เทิดไท้องค์ราชัน ผู้ทรงบากบั่นเพื่อปวงประชา" ณ​ สนามหญ้าด้านหน้าอาคารโรงเรียนเบญจะมะมหาราช (หลังเก่า อาคารเก่า ๑๐๐​ ปี)​ วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๘.๐๐ - ๒๐.๐๐ น. รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://ubumanoon.blogspot.com/2010/11/blog-post_11.html

โดย : มนูญ​ ศรีวิรัตน์   email : scmanosr@gmail.com เมื่อ วันศุกร์ ที่ 12 พฤศจิกายน 2553 เวลา 10:47:15 น. ลบ


  แสดงความคิดเห็น
ข้อความ :  
ชื่อ :  
อีเมลล์ :    

Guide Ubon

http://www.hotsia.com/
http://www.sadoodta.com/
http://www.111thailand.com/
http://www.oceansmile.com/
http://www.guideubon.com/
http://feelthai.blogspot.com/
copyright 2005 www.GuideUbon.com
สำนักงานไกด์อุบลดอทคอม เลขที่ 89/1 ถนนพโลรังฤทธิ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000
ติดต่อไกด์อุบล : webmaster@guideubon.com | msn : guide_ubon@hotmail | Tel : 080-4850511 Fax : 0-4525-4700