
สืบเนื่องจากวารสารข่าวหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานีฉบับประจำเดือนมีนาคม 2544 ได้ลงบทความเกี่ยวกับ โรงเรียนเบญจะมะมหาราช ซึ่งมีชื่อเดิมตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเมื่อ 28 กันยายน 2458 ว่า โรงเรียนตัวอย่างประจำมณฑลอุยลราชธานี เบ็ญจะมะมหาราช ก็ได้มีผู้หลักผู้ใหญ่หลักชัยไม้เท้าบ้านเราหลายท่านแนะนำว่า น่าจะเขียนบทความเกี่ยวกับโรงเรียนราษฎร์ในเมืองอุบลฯ บ้าง เพราะจังหวัดอุบลราชธานีของเราได้รับการยกย่องว่ามีความเจริญก้าวหน้าทางด้านการศึกษามาตั้งแต่อดีตกาล มีการจัดตั้งโรงเรียนราษฎร์ก่อนจังหวัดอื่นๆ ในส่วนภูมิภาคหลายจังหวัด ผู้เขียนเห็นพ้องด้วย จึงได้ค้นคว้าสืบถาม เพื่อนำเสนอเรื่องราวของโรงเรียนราษฎร์ ตั้งแต่เริ่มจัดตั้ง ดังนี้
คำว่า โรงเรียนราษฎร์ มีความหมายชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว โดยไม่ต้องมีคำนิยามหรือต้องวิเคราะห์ศัพท์หรือต้องตีความแต่อย่างใด โรงเรียนราษฎร์ คือโรงเรียนที่ราษฎรจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษา แตกต่างกับโรงเรียนหลวง ซึ่งรัฐจัดตั้งเรียกว่า โรงเรียนรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการมีหน้าที่ควบคุมโรงเรียนราษฎร์ เมื่อโรงเรียนใดเข้าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ ก็ออกหนังสือรับรองโรงเรียนราษฎร์นั้นว่า กระทรวงศึกษาธิการรับรองวิทยะฐานะเทียบเท่าโรงเรียนรัฐบาล โรงเรียนราษฎร์บางแห่งไม่เพียงแต่เทียบเท่าโรงเรียนรัฐบาลเท่านั้น แต่มีชื่อเสียงดีเด่นเหนือกว่าโรงเรียนรัฐบาลก็มี
โรงเรียนราษฎร์ดั้งเดิมของเมืองอุบลฯ มีอยู่ 2 ระดับ คือ ระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา
โรงเรียนราษฎร์ระดับประถมศึกษา ตั้งขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2480 สถานที่ตั้งคือ บริเวณบ้านเจ้าศรีรัฐ ณ จัมปาศักดิ์ ถนนพิชิตรังสรรค์ อำเภอเมืองอุบลราชธานี (ปัจจุบันคือ บ้านกมลชนก เลขที่ 486 ถนนพิชิตรังสรรค์ ใกล้สี่แยกสำนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี) โรงเรียนนี้มีชื่อว่า โรงเรียนราษฎร์วิไล เหตุใดจึงมีชื่อเช่นนี้ เนื่องจากว่าสาเหตุที่มีคำว่า โรงเรียนราษฎร์ นำหน้าก็เพื่อระบุให้ชัดเจนว่าเป็น โรงเรียนราษฎร์ ไม่ใช่โรงเรียนหลวง (เช่นเดียวกับโรงพยาบาลในปัจจุบัน เมื่อเอกชนจัดตั้งโรงพยาบาลก็ใช้ชื่อว่า โรงพยาบาลเอกชนนำหน้า เช่น โรงพยาบาลเอกชนร่มเกล้า โรงพยาบาลเอกชนชลบุรี เป็นต้น ส่วนคำว่า วิไล ต่อท้ายนั้นเป็นเป็นชื่อของ เจ้านางวิไลพรรณ ณ จัมปาศักดิ์ ครูใหญ่โรงเรียนนี้ซึ่งเป็นเจ้าน้องของเจ้าศรีรัฐ ณ จัมปาศักดิ์ ผู้เป็นเจ้าของและผู้จัดการโรงเรียนราษฎร์วิไล
 ภาพหมู่คณะครูและนักเรียน โรงเรียนราษฎร์วิไล พ.ศ.2480 ภาพโดย เจ้าเฮือนสุวรรณะ ณ จัมปาศักดิ์
สังเกตจากภาพถ่าย สุภาพสตรีนั่งกลางแถวหน้าสุดอุ้มเด็กชายชุดขาวลูกคุณ พจน์ บุษปาคม ผู้พิพากษาศาลยุติธรรมจังหวัดอุบลราชธานี คือ เจ้าวิไลพรรณ ณ จัมปาศักดิ์ ครูใหญ่ สุภาพบุรุษชุดราชปะแตน ยืมริมซ้ายสุดแถวหลังคือ เจ้าศรีรัฐ ณ จำปาศักดิ์ เจ้าของและผู้จัดการ ยืนริมขวาสุดราชปะแตน คือ นายบุญมี (ภมร) ทาทอง ครูน้อย และยังมี น.ส. พร บุตโรบล (ภรรยานาย เพิ่ม วุฒิสิทธิ เจ้าของร้านถ่ายรูป ภาพงาม ) เป็นพี่เลี้ยงนักเรียน แต่ไม่ได้ร่วมถ่ายภาพด้วย
นั่งริมซ้ายสุดแถวหน้า ด.ญ. มาลีศักดิ์ ณ จัมปาศักดิ์ (บุตรีเจ้าของและผู้จัดการโรงเรียนราษฎร์วิไล, ภรรยานายก มล เจริญศรี , อดีตครูโรงเรียนนารีนุกูล)
ถัดมาแถวหน้า คนที่ 6 ชุดสีดำ ด.ญ.ทัศนีย์ ทรัพยานนท์ (บุตรีพระพรพิทักษ์ อดีตสาธารณสุขมณฑลอุบลราชธานี และนาง รักษ์ ทรัพยานนท์ , อดีตครูโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช)
ถัดมาแถวหน้า คนที่ 13 (ตัดผมม้ามีหมานอนอยู่ข้างหน้า) ด.ญ.ยุพา สุรพัฒน์ (อาชีพพยาบาล พี่สาวนาย สมชาย สุรพัฒน์ ประธานหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี ปัจจุบัน)
นักเรียนหญิง นอกจากนี้ก็มี ด.ญ. ปลั่งศรี พรหมคุปต์ (บุตรีคนโต นาย ชัย พรหมคุปต์ อดีตศึกษาธิการจังหวัดอุบลราชธานี, ผอ.ร.ร.สตรีประจำจังหวัดสุรินทร์ สิรินทร , ภรรยานาย เสนอ มูลศาสตร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์, พี่สาวนายแพทย์ เชิญ พรหมคุปต์ น.พ.ผ.อ.รพ.พญาไทอุบลฯ) ด.ญ.สมศักดิ์-ด.ญ.บำรุง หาระบุตร (บุตรีขุนวิเลขกิจโกศล อดีตเทศมนตรีเทศบาลเมืองอุบลราชธานี พ.ศ. 2481-2483)
สำหรับเด็กชายสังเกตจากภาพ คนยืนริมซ้ายสุดแถวที่ 2 สวมเสื้อสีขาว ด.ช. ดนัย เกตุสิริ (อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ลำดับที่ 43 พ.ศ. 2528-2532)
แถวที่ 2 คนที่ 2 ด.ช. สุขี ศรไชย (อดีตข้าวจังหวัดอุบลราชธานี)
แถวที่ 2 คนที่ 3 ด.ช. ประภาส พานิชอัตรา (บุตรนาย ตี๋ พานิชอัตรา ผู้พิพากษาศาลยุติธรรมจังหวัดอุบลราชธานี)
แถวที่ 2 คนที่ 4 ด.ช. ยิ่งสันต์ ศรีทอง (น้องนายสมหวัง ศรีทอง เจ้าของห้างยาไทย, นายแพทย์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลประจำจังหัดกาฬสินธุ์)
แถวที่ 2 คนที่ 5 ด.ช. ปรีชา บุษปาคม (บุตรนาย พจน์ บุษปาคม ผู้พิพากษาศาลยุติธรรมจังหวัดอุบลราชธานี)
แถวหลังสุด คนที่ 2 ยืนข้างเจ้าศรีรัฐ คือ ด.ช. ประสบศักดิ์ ณ จัมปาศักดิ์ (บุตรเจ้าศรีรัฐ และเจ้าเฮือนสุวรรณะ ณ จัมปาศักดิ์ ประกอบอาชีพ ณ สหรัฐอเมริกา)
โรงเรียนราษฎร์วิไล ได้ดำเนินกิจการมาด้วยดีจนถึงปี พ.ศ. 2484 เกิดกรณีสงครามอินโดจีน เมื่อสงครามสงบไทยได้รับดินแดนในครอบครองของฝรั่งเศสกลับคืน จึงต้องจัดเจ้าหน้าที่บ้านเมืองไปปกครอง ซึ่งเจ้าศรีรัฐ ณ จัมปาศักดิ์ ได้รับคำสั่งให้ดำรงตำแหน่ง นายอำเภอโพนทอง จังหวัดนครจำปาศักดิ์ ถ้าเรียกตำแหน่งแบบราชอาณาจักรลาวสมัยนั้น ก็ต้องเรียกว่า ได้รับตำแหน่งเจ้าเมืองโพนทอง แขวงนครจำปาศักดิ์ ซึ่งขณะนั้นมีเจ้ายุติธรรมธร (เจ้าราชดนัย หยุย) เป็นเจ้าครองนครจำปาศักดิ์
เจ้าศรีรัฐ ณ จัมปาศักดิ์ จึงมีความจำเป็นต้องโอนกิจการโรงเรียนราษฎร์วิไลให้รองอำมาจตย์ตรี ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ส.ส. อุบลฯ สมัยนั้น รับไปดำเนินกิจการต่อ โรงเรียนราษฎรวิไลจึงได้ย้ายไปอยู่ที่ วังสงัด (อันเป็นตำหนักที่ประทับเดิมของพลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงต่างพระองค์สำเร็จราชการมณฑลอุบลราชธานีระหว่างปี พ.ศ. 2436-2451) ซึ่งตั้งอยู่มุมสามแยกผาแดงบรรจบกับถนนพโลรังฤทธิ์ ด้านทิศเหนือทุ่งศรีเมือง ด้านทิศตะวันออกศาลแขวงอุบลราชธานีปัจจุบัน
โรงเรียนราษฎร์วิไล มาอยู่สถานที่ใหม่ เปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนวิไลวัฒนา ครูปรียา ถิระกิจ เป็นครูใหญ่ ครูน้อยมีอาทิ ครูนิภา สายชาลี ครูเฉวียน วุฑฒิกรรมรักษา ประมาณปี พ.ศ. 2499 โรงเรียนวิไลวัฒนาได้ย้ายจากวังสงัดไปรวมกับโรงเรียนศรีทองวิทยา มีชื่อใหม่ว่า โรงเรียนศรีทองวิไลวิทยา ตั้งอยู่ ณ ถนนผาแดง ระหว่างสี่แยกถนนสรรพสิทธิกับถนนสุริยาตร์
โรงเรียนราษฎร์ระดับประถมศึกษาดั้งเดิมสมัยนั้นมีอีก 2 แห่ง คือ โรงเรียนตั้งใจอนุกูลศึกษา เปิดสอนประมาณปี พ.ศ. 2485 สถานที่ตั้งอยู่สามแยกถนนสุปัฎบรรจบกับถนนศรีณรงค์ ตรงข้ามต้นโพธิ์ใหญ่ หน้าที่ว่าการอำเภอเมืองอุบลราชธานี ปัจจุบันซึ่งเป็นบ้านของนายคต สายสุวรรณ อดีตผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัดอุบลราชธานี (บิดาของพลโทคำรบ สายสุวรรณ อดีตเจ้ากรมแพทย์ทหารบท) มีนาง สุคนธ์ สายสุวรรณ (ภรรยาศึกษาคต สายสุวรรณ) เป็นครูใหญ่ ต่อมาย้ายไปตั้งเป็นเอกเทศที่ถนนเดิมทางด้านทิศตะวันตก ปัจจุบันเลิกกิจการไปแล้ว
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โรงเรียนรัฐบาลหยุดสอนเพราะเหตุภัยสงคราม เนื่องจากทหารญี่ปุ่นยึดครองโรงเรียนหลายแห่ง เป็นค่ายทหาร เช่น โรงเรียนอุบลวิทยาคม เป็นต้น มีโรงเรียนประถมศึกษาตั้งขึ้นมาอีก 1 แห่ง ประมาณปี พ.ศ. 2487 คือ โรงเรียนสตรีวรนุช สถานที่ตั้งในวัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนารามปัจจุบัน) นาง อมรา แสงสิงแก้ว เป็นครูใหญ่ ต่อมาย้ายไปตั้งโรงเรียนที่ถนนหลวง ตรงข้ามวัดทุ่งศรีเมือง เลิกกิจการประมาณปี พ.ศ. 2494
 โรงเรียนมัธยมวัดศรีทอง ร่วมออกร้านในงานรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2486 บริเวณทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
โรงเรียนราษฎร์ ระดับมัธยมศึกษา ตั้งขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2476 สถานที่ตั้งอยู่ในวัดศรีทอง จึงมีชื่อว่า โรงเรียนมัธยมวัดศรีทอง รองอำมาตย์ตรี ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ส.ส.อุบลฯ เป็นเจ้าของ เจ้าศรีรัฐ ณ จัมปาศักดิ์ เป็นผู้จัดการ นาย สุนทร ศิลปะชัย เป็นครูใหญ่ (ต่อมาได้นายสุนทรสอบเป็นผู้พิพากษาได้ตำแหน่งครั้งสุดท้าย อธิบดีผู้พิพากษาภาค 4 ขอนแก่น)
ส่วนครูน้อย สังเกตจากภาพครูหญิงอยู่ด้านซ้าย ครูชายอยู่ด้านขวา ครูหญิงเท่าที่จำชื่อได้มีอาทิเช่น
1.น.ส.บุณฑิกา (ภาคบุตร) ประคุณคดี (ภรรยานาย รัตน์ ศรีไกรวิน อดีตรองประธานศาลฎีกา)
2.น.ส. สุชาติ เดชโยธิน (ภรรยาอาจารย์ เข้ม พฤกษพิทักษ์ ครูใหญ่โรงเรียนเบ็ญจะมะ)
3.น.ส. ลิลา บุตรยิพันธุ์ (ภรรยานายบัญญติ พานิชอัตรา อดีตจ่าศาลอาญากรุงเทพฯ)
4.น.ส.อมรา (อมรา แสงสิงแก้ว) ส่งศรี (บุตรีนาย โพธิ์ ส่งศรี ช่างฝีมือเทียนพรรษาคนแรก, ภรรยานาย พยุง แสงสิงแก้ว )
5.น.ส. บุญเติม ศิริวัฒน์ (ภรรยานาย พันธ์ มูลศาสตร์ )
6. น.ส.บุญเลื่อน ถิระกิจ (วาณี สายพันธ์ ภรรยานายบุญชู สายพันธ์)
7.น.ส.บุญเหือน พรหมสิงห์ (วัชรี ชัยสมพงษ์ น้องสาวนางบุญเยื้อน ภรรยานาย เรียบ มงคลศิลป์ อดีตศึกษาธิการจังหวัด, สมรสกับร้อยเอกวิโรจน์ ชัยสมพงษ์)
8. น.ส. บุญกว้าง ไชยชนะ (มัทนา สุคนธรัตน์ น้องสาวนาย คำ ไชยชนะ ครูใหญ่โรงเรียนเบญจะมะ)
9. น.ส. อุไร ศรีธัญรัตน์ (น้องนางอารีย์ พี่สาวนาย ประจวบ ศรีธัญรัตน์ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองอุบลราชธานี พ.ศ. 2511 -2533)
10. น.ส. ประมวล พจนาคม (ภรรยานาย โกมล โกศัลวิตร ) เทศมนตรีเมืองอุบลราชธานี พ.ศ. 2496-2500)
ส่วนครูชายที่พอจำได้ มีรายชื่อดังนี้
1.นาย วสันต์ วีสเพ็ญ 2.นาย วิทย์ บังศรี 3.นายเที่ยง ศิริบูรณ์ 4.นาย เผย มุสิกสวัสดิ์ 5.นายกมล เจริญศรี 6.นายอุไร โทณวณิก 7.นายบุญยงค์ นิ่มสมบูรณ์ 8.นายบุญถิ่น อาจไชยธร 9.นาย ทองใบ วีสเพ็ญ 10.นายบุญชู สายพันธ์ 11.นายสาย (พนัส) แก้วคำพันธ์ 12.นายเทียม รัตนสถิตย์ 13.นายยรรยง ชมพู
โรงเรียนวัดศรีทอง ดำเนินกิจการใช้สถานที่ในวัดประมาณ 10 ปีเศษ จึงย้ายสถานศึกษามาที่โรงเรียนฮั้วเฉียวกงฮักเป็นการชั่วคราวระหว่างที่สร้างโรงเรียนแห่งใหม่เป็นเอกเทศที่ถนนศรีณรงค์ ตรงข้ามบ้านเจ้าของโรงเรียน (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงแรมกรุงทอง เยื้องที่ทำการโทรศัพท์อุบลฯ) โรงเรียนแห่งใหม่นี้มีชื่อว่า โรงเรียนศรีทองวิทยา เปิดสอนนักเรียนชาย ม.1-6 นาย วสันต์ วีสเพ็ญ เป็นครูใหญ่ ครูน้อยเป็นผู้ชายทั้งหมด มีอาทิ ครูสา แก้วเนตร ครูวิทย์ บังศรี ครูเจริญ พูลเต็ม ครูเชย อาสาพล ครูจรวย แก่นวงศ์คำ เป็นต้น จนถึงประมาณปี พ.ศ. 2499 จึงย้ายโรงเรียนไปที่ถนนผาแดง เพื่อรวมกับโรงเรียนวิไลวัฒนา และเปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนศรีทองวิไลวิทยา ดังกล่าวแล้วข้างต้น
เป็นที่น่าสังเกตว่า ธงประจำโรงเรียนศรีทองวิทยา และโรงเรียนวิไลวัฒนา เป็นธงสีเขียว-เหลือง เหมือนกัน สืบสาวราวเรื่องได้ความว่า ผู้จัดการทั้งสองโรงเรียนนี้คือ เจ้าศรีรัฐ ณ จัมปาศักดิ์ เรียนจบ ม.6 ที่โรงเรียนกรุงทพคริสเตียน และจบ ม.8 ที่โรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ ซึ่งธงเขียว-เหลือง เช่นเดียวกัน
สำหรับสาถานที่โรงเรียนมัธยมวัดศรีทอง เดิมในวัดศรีทอง นาย ฟอง สิทธิธรรม ส.ส.อุบลฯ อีกคนหนึ่งในสมัยนั้นได้ตั้งโรงเรียนมัธยมชายให้ชื่อว่า โรงเรียนเทพอำนวยวิทยาลัย (โดยโอนนักเรียนมาจากโรงเรียนมิชชั่นอุบลฯ) ครูใหญ่ชื่อว่าบุญมี (วรสิทธิ) สิทธิธรรม ครูใหญ่คนต่อ ๆมาชื่อ ทองม้วน วรรณสถิตย์ ครูน้อยมี อาทิ ครูสมชัย เสลารักษ์ (นักฟุตบอลกองหน้าทีมสามัคคี) ครูเปลี่ยน ปกป้อง ป.ป. (นักเรียนล้อเลียน ลูกครูเปลี่ยนว่า ครู 5 ป.) ครูประภาส บัวลา ครูชาญ โชคณัติ ครูพเยีย แก้วคูณ (ต่อมาครูทั้ง 3 คนนี้ไปสอนที่โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช)ครูศักดิ์สิทธิ์ มนตรีพงศ์ (ต่อมาสอนที่วิทยาลัยเทคนิคอุบลฯ) ครูประภาพรรณ วรรณพินิจ (จันทร์ปุ่ม) ต่อมาสอนที่โรงเรียนนารีนุกูล ต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2503 โรงเรียนเทพอำนวยวิทยาลัยได้ย้ายจากวัดศรีทอง ไปตั้งเป็นเอกเทศที่ถนนชยางกูร เปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนสิทธิธรรมศาสตร์ศิลป์ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของวิทยาลัยโปลีเทคนิคภาคตะวันออก
เรื่องราวจากคำบอกเล่าเกี่ยวกับโรงเรียนราษฎร์ดั้งเดิมของเมืองอุบลฯ ก็มีเพียงแค่นี้ ชื่อของบุคคลต่างๆ เป็นชื่อในสมัย 50 กว่าปีมาแล้ว และข้อมูลบางตอนอาจจะคลาดเคลื่อนบ้างก็ขออภัย สิ่งที่น่าภาคภูมิใจคือ ผู้หลักผู้ใหญ่เมืองอุบลฯ สมัยนั้นท่านมองการณไกล ถ้าพูดภาษาสมัยนี้ก็ต้องว่า ท่านเหล่านี้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลอยากให้เด็กอุบลฯ มีอนาคตก้าวหน้ารุ่งเรือง จึงร่วมกันจัดตั้งโรงเรียนราษฎรให้เล่าเรียนศึกษาหาความรู้ ในขณะที่โรงเรียนรัฐบาลต้องหยุดการเรียนการสอนเนื่องจากภาวะสงครามอินโดจีน และสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อเนื่องกัน นักเรียนที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนราษฎร์ที่กล่าวมาแล้ว เวลานี้มีอยู่จำนวนมาก มีลูกเต็มบ้าน หลานเต็มเมือง สร้างคุณประโยชน์และชื่อเสียงให้แก่เมืองอุบลฯ เป็นอเนกอนันต์ นับว่าท่านผู้จัดตั้งโรงเรียนราษฎร์ดั้งเดิมของเมืองอุบลฯ ได้สร้างคุณูปการควรแก่การเทิดทูน
หมายเหตุผู้เขียน ภาพถ่ายและข้อมูลต่างๆ ของบทความนี้ ได้รับความเอื้อเฟื้อและความเมตตาจากคุณ กมล- อ.มาลีศักดิ์ เจริญศรี กับข้อมูลเพิ่มเติมบางส่วนจากคุณสรทัต สายพันธ์ จึงขอขอบคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ และขอเรียนว่า หากท่านผู้ใดมีภาพถ่ายย้อนอดีตที่น่าสนใจ น่าภาคภูมิใจ เป็นประโยชน์กับส่วนรวม มีคุณค่าน่าเผยแพร่ โปรดแจ้งผู้เขียนโทร. 0-4524-2162, 0-1660-1350 จักขอบคุณเป็นอย่างยิ่งครับผม
|