 วารสารข่าวหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี เดือนพฤษภาคม 2545
1.การบูรณะหอไตรวัดทุ่งศรีเมือง
ประวัติความเป็นมา
วัดทุ่งศรีเมือง เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่ง ตั้งอยู่ใจกลางเมืองอุบลราชธานี สร้างขึ้นเมื่อสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรี ประมาณปี พ.ศ. 2356-2372 (คือเมื่อ 173 ปีมาแล้ว) โดยเจ้าคุณอริยวงศาจารย์ญาณวิมลอุบลคณาภิบาล สังฆปาโมกข์ (สุ้ย) ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าคณะเมืองอุบลราชธานีสมัยนั้น
เจ้าคุณอริยวงศาจารย์ฯ เดิมเป็นพระภิกษุจากวัดสระเกศราชวรมหาวิหารกรุงเทพฯ ได้มาจำพรรษาที่วัดป่าแก้วมณีวัน (วัดมณีวนาราม ในปัจจุบัน) จ.อุบลราชธานี มีอัธยาศัยชอบสงบ ทุกเช้าเย็นจะออกจากอารามมานั่งเจริญสมณธรรมที่ป่าชายทุ่งดงอู่ผึ้ง คือสานที่ตั้งวัดทุ่งศรีเมืองในปัจจุบัน เห็นเป็นที่สงบสงัด จึงได้นำพระพุทธบาทจำลอง มาจากวัดสระเกศฯ มาเพื่อให้เป็นที่กราบไหว้ของประชาชน และได้สร้างหอพระพุทธบาท ซึ่งทางวัดถือเป็นพระอุโบสถขึ้นเป็นที่ประดิษฐานประมาณปี พ.ศ. 2372 โดยมีญาคูช่าง (พระที่ชำนาญในการก่อสร้างจากเวียงจันทร์) มาเป็นกำลังในการก่อสร้าง
หอพระไตรปิฎก หรือที่จักกันดีว่า หอไตร กลางน้ำ เป็นโบราณสถานที่งดงามและมีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักกันทั่วไปของวัดทุ่งศรีเมืองที่ใครๆ ต้องแวะมาชม ลักษณะเป็นศิลปะผสม 3 สกุลศิลป์ช่างคือ ไทย พม่า และลาว ที่เรียกว่า สามผสานงานศิลป์ ( The Best to Three in One) เป็นการนำศิลปะ 3 ชนิดมาผสมกลมกลืนกันอย่างลงตัว ด้วยความวิจิตรงดงาม โดยออกแบบให้ตัวอาคารเป็นศิลปะไทยภาคกลาง หลังคาชั้นลดเป็นแบบไทยผสมพม่า สร้างด้วยไม้เนื้อแข็งทั้งหลัง แกะสลัดลวดลายบนหน้าบันทั้ง 2 ด้าน เป็นศิลปะลาวฝีมือชั้นสูง มีความสมบูรณ์สวยงามที่สุดในภาคอีสาน เป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎก อันเป็นคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา เพื่อให้ปลอดภัย มิให้วิบัติเสียหาย โดยเฉพาะจากมดปลวกจะมาทำลาย จึงนิยมสร้างหอไตรขึ้นที่กลางสระน้ำ หรือที่ปลอดภัยในการการเก็บรักษา
หอไตรนี้สร้างขึ้นหลังจากสร้างหอพระพุทธบาท(ประมาณ พ.ศ. 2385-2389 คือเมื่อ 156 ปีมาแล้ว) สระน้ำที่ขุดขึ้นเพื่อนำดินไปถมบริเวณฐานพระพุทธบาทให้สูงขึ้น เมื่อสร้างหอไตรสระน้ำนี้จึงมีชื่อว่า สระหอไตร
ภายในหอไตร ตรงกลางเป็นห้องเก็บพระไตรปิฎก มีบันไดและประตูทางเข้าทางทิศตะวันออก ผนังห้องด้านนอกตกแต่งลวดลายไทยลงรักปิดทอง
หอไตรแห่งนี้เคยถูกจัดให้เป็น 1 ใน 3 ของของดีเมืองอุบล เมื่อสมัยก่อน จนมีคำกล่าวติดปากว่า พระบทวัดกลาง พระบางวัดใต้ หอไตรวัดทุ่ง และเป็นสิ่งก่อสร้างที่ได้รับรางวัลผลงานอนุรักษ์สถาปัตยกรรมดีเด่น เมื่อปี พ.ศ. 2527 อีกด้วย
หอไตรวัดทุ่งศรีเมืองได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 98 ตอนที่ 104 วันที่ 30 มิถุนายน 2524 ส่วนพระอุโบสถหรือหอพระพุทธบาทได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณ สถานของชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 112 ตอนที่ 59 ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2538 และได้รับการบูรณะซ่อมแซมตั้งแต่สมัยพระครูวิโรจน์รัตโนบลเรื่อยมาจนปัจจุบัน การบูรณะซ่อมแซมครั้งล่าสุดประมาณพ.ศ. 2524
ในปี พ.ศ. 2545 สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่ 8 อุบลราชธานี ได้รับจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการบูรณะทั้งสิ้น 2,300,000 บาท แยกเป็นงานบูรณะเสริมความมั่นคงหอไตร อุโบสถปรับปรุงภูมิทัศน์ จำนวนเงิน 1,800,000 บาท และการอนุรักษ์ลายรดน้ำภายในหอไตร จำนวนเงิน 500,000 บาท
สำนักงานโบราณคดี และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 8 อุบลราชธานี ได้จัดพิธีบวงสรวงขึ้น ที่วัดทุ่งศรีเมือง ในวันเสาร์ที่ 27 เมษายน 2545 เวลา 9.00 น. ณ ทุ่งศรีเมือง ตำบลในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
พิธีบวงสรวงครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นการแสดงถึงความเคารพต่อบรรพชนในอดีตที่ได้สร้างสรรค์งานทางสถาปัตยกรรมอันมีคุณค่าแห่งนี้ ก่อนที่จะดำเนินการบูรณะซ่อมแซม และเสริมความมั่นคงให้แข็งแรงเพื่อให้คงความเป็นของแท้ดั้งเดิมตลอดไป รวมถึงเป็นการอนุรักษ์ไว้ซึ้งเอกลักษณ์แบบทางสถาปัตยกรรม ศิลปกรรมอันเก่าแก่ของท้องถิ่น และเพื่อเป็นแห่งศึกษาท่องเที่ยวของจังหวัดอุบลราชธานีต่อไป
2. การบูรณะหอไตรวัดบูรพาราม
ประวัติความเป็นมา
วัดบูรพาราม สร้างขึ้นในระหว่างปี พ.ศ. 2436-2453 โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ได้สร้างถวายพระสีทา ชยเสโน แห่งวัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนาราม) ด้วยศรัทธาที่เห็นท่านมักออกไปนั่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน ณ บริเวณที่นี้เป็นประจำ วัดนี้เป็นต้นกำเนิดของบูรพาจารย์สายวิปัสสนาธุระ
หอไตร สร้างอยู่บนบกต่างจากหอไตรวัดทุ่งศรีเมืองที่สร้างไว้กลางน้ำ ลักษณะเป็นเรือนไม้ขนาด 3 ห้อง 2 หลังคู่กัน ระยะห่างกันประมาณ 5 เมตร ยกพื้นสูงด้วยเสาไม้กลมหลังละ 8 ตัน มีชานเชื่อมตรงกลาง หลังคาเป็นทรงจั่ว หน้าจั่วทำลวดลายรัศมีพระอาทิตย์ ฝาผนังตีไม้แนวเฉียงเป็นลายก้างปลา ผนังด้านข้างมีหน้าต่างรองรับด้วยหย่องลายแข้งสิงห์ ตอนล่างของผนังโดยรอบตกแต่งด้วยลายบัวฟันยักษ์ ประดับกระจกสีเหลือง ขาว และเขียว
การสร้างหอไตรนี้ มาจากพื้นฐานความเชื่อของการนับถือศาสนาพุทธ โดยมีจุดมุ่งหมายหลักในการสร้างคือ เพื่อเป็นที่เก็บหนังสือคัมภีร์ใบลาน ที่ถือเป็นตัวแทนของพระธรรมคำสอนเป็นของสูงที่ต้องกราบไหว้บูชา หอไตรจึงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในทัศนคติของชาวบ้าน
|
 ซ้าย นายสันทัด จัตุชัย รอง ผวจ.อบ. ประธานในพิธีบวงสรวงฯ กลาง พระครูสิริลักษณ์วรยุติ (ดร.กมลรัตน์ฯ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดทุ่งศรีเมือง ขวา นายอนันต์ ชูโชติ ผอ.สนง.โบราณคดีฯ กรมศิลปากร พร้อมด้วยกรรมการวัดฯ และ "ผู้ออนซอนมูนมัง" ที่มาร่วม "พิธีการบูรณะปฐมฤกษ์"
| การเสื่อมสภาพและความชำรุดเสียหายของโบราณสถาน
เนื่องจากหอไตรทั้ง 2 หลังขาดการดูแลรักษาที่ดี ทำให้มีสภาพชำรุดเสียหายโดยเฉพาะหลังที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ ซึ่งเสาพื้น ฝาผนัง และส่วนประกอบต่างๆ หลุดหายไปเกือบหมด ส่วนหอไตรหลังทิศใต้ ชำรุดทรุดโทรมอยู่มาก แต่องค์ประกอบของโครงสร้างอาคารส่วนใหญ่ ยังมีสภาพที่สมบูรณ์ ตัวอาคารมีการทรุดตัวเล็กน้อย โดยทรุดตัวไปทางทิศตะวันตก เสาผุชำรุดเพียง 1 ต้น ไม้ฝาผนังแตกเสียหายบางส่วน หน้าต่างชำรุดและหลุดหายไปจำนวน 6 ช่อง คงเหลือหน้าต่างที่สมบูรณ์อยู่เพียงหนึ่งช่อง โครงสร้างของหลังคายังมีสภาพที่มั่นคงแข็งแรง ปัจจุบันมุงด้วยสังกะสี แต่สังกะสีครอบสันหลังคาได้หลุดหายไปทั้งหมดแล้ว ทำให้น้ำฝนไหลรั่วเข้าไปภายในตัวอาคารได้ ยังคงปรากฏกระเบื้องเผามุงหลังคาบางส่วน บริเวณหลังคาปีกนก เหนือช่องหน้าต่างด้านทิศตะวันออกและเหนือ ผนังด้านทิศตะวันตก แต่โครงสร้างหลังคาปีกนกได้หลุดหายไปทั้งหมด คงเหลือเพียงเชิงชาย ไม้ทับเชิงชาย และไม้ครอบหลังคากันสาดเท่านั้น พื้น ฝ้า เพดาน และบันได ยังคงมีสภาพแข็งแรง
แนวความคิดในการอนุรักษ์
เพื่อเป็นการรักษาองค์ประกอบของอาคารเดิมที่ยังเหลืออยู่ไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อันจะเป็นการรักษารูปแบบลักษณะทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมเดิมไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ชำรุด เสียหาย หรือพังทลาย และเพื่อแสดงให้เห็นวัสดุเดิม และเทคนิคในการก่อสร้างเดิมของช่างพื้นถิ่น รวมทั่งป้องกันและรักษาสภาพแวดล้อมโดยรอบไม่ให้ถูกบุกรุกทำลาย จึงได้กำหนดแนวคิดในการอนุรักษ์ไว้ให้มีรูปลักษณ์ศิลปะตามแบบเดิมเกือบทุกประการ
งบประมาณในการบูรณะหอไตรวัดบูรพารามเป็นเงินทั้งสิ้น 1,790,000 บาท ระยะเวลาดำเนินการ 120 วัน เริ่มสัญญาวันที่ 1 เมษายน 2545
หอไตรวัดบูรพาแห่งนี้ได้ชำรุดทรุดโทรมผุพังตามกาลเวลามานานแล้วจนคนอุบลหลักชัยไม้เท้าผู้เฒ่าผู้แก่ปลงตกว่า อาคารสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมของเมืองอุบล คงต้องเสื่อมสภาพสูญสลายไปในยุคอุบลราชธานี 200 ปีเป็นแน่แท้
บัดนี้ เป็นที่น่ายินดีที่หอไตรโบราณสถานสำคัญของวัดบูรพราม และของชาวอุบลทั้งมวล ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ ให้กลับคืนสภาพเดิม เพื่อสถิตสถาพรตลอดไป
หมายเหตุ ข้อมูลของบทความนี้ ได้รับความอนุเคราะห์จากคุณ อนันต์ ชูโชติ ผอ.สนง.โบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 8 อุบลราชธานี กรมศิลปกร และคุณ ขจร มุกมีค่า หัวหน้าฝ่ายวิชาการสำนักงานโบราณคดีฯ ขอขอบคุณ ณ โอกาสนี้
|