Home Page GuideUbon
    You Tube    Facebook    Twitter    On Mobile
การบูรณะปฏิสังขรณ์ หอไตรวัดทุ่งศรีเมืองและวัดบูรพาราม


วารสารข่าวหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี
เดือนพฤษภาคม 2545

1.การบูรณะหอไตรวัดทุ่งศรีเมือง

ประวัติความเป็นมา

          วัดทุ่งศรีเมือง เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่ง ตั้งอยู่ใจกลางเมืองอุบลราชธานี สร้างขึ้นเมื่อสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรี ประมาณปี พ.ศ. 2356-2372 (คือเมื่อ 173 ปีมาแล้ว) โดยเจ้าคุณอริยวงศาจารย์ญาณวิมลอุบลคณาภิบาล สังฆปาโมกข์ (สุ้ย) ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าคณะเมืองอุบลราชธานีสมัยนั้น

          เจ้าคุณอริยวงศาจารย์ฯ เดิมเป็นพระภิกษุจากวัดสระเกศราชวรมหาวิหารกรุงเทพฯ ได้มาจำพรรษาที่วัดป่าแก้วมณีวัน (วัดมณีวนาราม ในปัจจุบัน) จ.อุบลราชธานี มีอัธยาศัยชอบสงบ ทุกเช้าเย็นจะออกจากอารามมานั่งเจริญสมณธรรมที่ป่าชายทุ่งดงอู่ผึ้ง คือสานที่ตั้งวัดทุ่งศรีเมืองในปัจจุบัน เห็นเป็นที่สงบสงัด จึงได้นำพระพุทธบาทจำลอง มาจากวัดสระเกศฯ มาเพื่อให้เป็นที่กราบไหว้ของประชาชน และได้สร้างหอพระพุทธบาท ซึ่งทางวัดถือเป็นพระอุโบสถขึ้นเป็นที่ประดิษฐานประมาณปี พ.ศ. 2372 โดยมีญาคูช่าง (พระที่ชำนาญในการก่อสร้างจากเวียงจันทร์) มาเป็นกำลังในการก่อสร้าง

          หอพระไตรปิฎก หรือที่จักกันดีว่า หอไตร กลางน้ำ เป็นโบราณสถานที่งดงามและมีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักกันทั่วไปของวัดทุ่งศรีเมืองที่ใครๆ ต้องแวะมาชม ลักษณะเป็นศิลปะผสม 3 สกุลศิลป์ช่างคือ ไทย พม่า และลาว ที่เรียกว่า สามผสานงานศิลป์ ( The Best to Three in One) เป็นการนำศิลปะ 3 ชนิดมาผสมกลมกลืนกันอย่างลงตัว ด้วยความวิจิตรงดงาม โดยออกแบบให้ตัวอาคารเป็นศิลปะไทยภาคกลาง หลังคาชั้นลดเป็นแบบไทยผสมพม่า สร้างด้วยไม้เนื้อแข็งทั้งหลัง แกะสลัดลวดลายบนหน้าบันทั้ง 2 ด้าน เป็นศิลปะลาวฝีมือชั้นสูง มีความสมบูรณ์สวยงามที่สุดในภาคอีสาน เป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎก อันเป็นคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา เพื่อให้ปลอดภัย มิให้วิบัติเสียหาย โดยเฉพาะจากมดปลวกจะมาทำลาย จึงนิยมสร้างหอไตรขึ้นที่กลางสระน้ำ หรือที่ปลอดภัยในการการเก็บรักษา

          หอไตรนี้สร้างขึ้นหลังจากสร้างหอพระพุทธบาท(ประมาณ พ.ศ. 2385-2389 คือเมื่อ 156 ปีมาแล้ว) สระน้ำที่ขุดขึ้นเพื่อนำดินไปถมบริเวณฐานพระพุทธบาทให้สูงขึ้น เมื่อสร้างหอไตรสระน้ำนี้จึงมีชื่อว่า “ สระหอไตร ”

          ภายในหอไตร ตรงกลางเป็นห้องเก็บพระไตรปิฎก มีบันไดและประตูทางเข้าทางทิศตะวันออก ผนังห้องด้านนอกตกแต่งลวดลายไทยลงรักปิดทอง

          หอไตรแห่งนี้เคยถูกจัดให้เป็น 1 ใน 3 ของของดีเมืองอุบล เมื่อสมัยก่อน จนมีคำกล่าวติดปากว่า “ พระบทวัดกลาง พระบางวัดใต้ หอไตรวัดทุ่ง ” และเป็นสิ่งก่อสร้างที่ได้รับรางวัลผลงานอนุรักษ์สถาปัตยกรรมดีเด่น เมื่อปี พ.ศ. 2527 อีกด้วย

          หอไตรวัดทุ่งศรีเมืองได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 98 ตอนที่ 104 วันที่ 30 มิถุนายน 2524 ส่วนพระอุโบสถหรือหอพระพุทธบาทได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณ สถานของชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 112 ตอนที่ 59 ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2538 และได้รับการบูรณะซ่อมแซมตั้งแต่สมัยพระครูวิโรจน์รัตโนบลเรื่อยมาจนปัจจุบัน การบูรณะซ่อมแซมครั้งล่าสุดประมาณพ.ศ. 2524

          ในปี พ.ศ. 2545 สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่ 8 อุบลราชธานี ได้รับจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการบูรณะทั้งสิ้น 2,300,000 บาท แยกเป็นงานบูรณะเสริมความมั่นคงหอไตร อุโบสถปรับปรุงภูมิทัศน์ จำนวนเงิน 1,800,000 บาท และการอนุรักษ์ลายรดน้ำภายในหอไตร จำนวนเงิน 500,000 บาท

          สำนักงานโบราณคดี และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 8 อุบลราชธานี ได้จัดพิธีบวงสรวงขึ้น ที่วัดทุ่งศรีเมือง ในวันเสาร์ที่ 27 เมษายน 2545 เวลา 9.00 น. ณ ทุ่งศรีเมือง ตำบลในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

          พิธีบวงสรวงครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นการแสดงถึงความเคารพต่อบรรพชนในอดีตที่ได้สร้างสรรค์งานทางสถาปัตยกรรมอันมีคุณค่าแห่งนี้ ก่อนที่จะดำเนินการบูรณะซ่อมแซม และเสริมความมั่นคงให้แข็งแรงเพื่อให้คงความเป็นของแท้ดั้งเดิมตลอดไป รวมถึงเป็นการอนุรักษ์ไว้ซึ้งเอกลักษณ์แบบทางสถาปัตยกรรม ศิลปกรรมอันเก่าแก่ของท้องถิ่น และเพื่อเป็นแห่งศึกษาท่องเที่ยวของจังหวัดอุบลราชธานีต่อไป

 
2. การบูรณะหอไตรวัดบูรพาราม

ประวัติความเป็นมา

          วัดบูรพาราม สร้างขึ้นในระหว่างปี พ.ศ. 2436-2453 โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ได้สร้างถวายพระสีทา ชยเสโน แห่งวัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนาราม) ด้วยศรัทธาที่เห็นท่านมักออกไปนั่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน ณ บริเวณที่นี้เป็นประจำ วัดนี้เป็นต้นกำเนิดของบูรพาจารย์สายวิปัสสนาธุระ

          หอไตร สร้างอยู่บนบกต่างจากหอไตรวัดทุ่งศรีเมืองที่สร้างไว้กลางน้ำ ลักษณะเป็นเรือนไม้ขนาด 3 ห้อง 2 หลังคู่กัน ระยะห่างกันประมาณ 5 เมตร ยกพื้นสูงด้วยเสาไม้กลมหลังละ 8 ตัน มีชานเชื่อมตรงกลาง หลังคาเป็นทรงจั่ว หน้าจั่วทำลวดลายรัศมีพระอาทิตย์ ฝาผนังตีไม้แนวเฉียงเป็นลายก้างปลา ผนังด้านข้างมีหน้าต่างรองรับด้วยหย่องลายแข้งสิงห์ ตอนล่างของผนังโดยรอบตกแต่งด้วยลายบัวฟันยักษ์ ประดับกระจกสีเหลือง ขาว และเขียว

          การสร้างหอไตรนี้ มาจากพื้นฐานความเชื่อของการนับถือศาสนาพุทธ โดยมีจุดมุ่งหมายหลักในการสร้างคือ เพื่อเป็นที่เก็บหนังสือคัมภีร์ใบลาน ที่ถือเป็นตัวแทนของพระธรรมคำสอนเป็นของสูงที่ต้องกราบไหว้บูชา หอไตรจึงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในทัศนคติของชาวบ้าน


ซ้าย นายสันทัด จัตุชัย รอง ผวจ.อบ. ประธานในพิธีบวงสรวงฯ
กลาง พระครูสิริลักษณ์วรยุติ (ดร.กมลรัตน์ฯ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดทุ่งศรีเมือง
ขวา นายอนันต์ ชูโชติ ผอ.สนง.โบราณคดีฯ กรมศิลปากร พร้อมด้วยกรรมการวัดฯ
และ "ผู้ออนซอนมูนมัง" ที่มาร่วม "พิธีการบูรณะปฐมฤกษ์"

การเสื่อมสภาพและความชำรุดเสียหายของโบราณสถาน

          เนื่องจากหอไตรทั้ง 2 หลังขาดการดูแลรักษาที่ดี ทำให้มีสภาพชำรุดเสียหายโดยเฉพาะหลังที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ ซึ่งเสาพื้น ฝาผนัง และส่วนประกอบต่างๆ หลุดหายไปเกือบหมด ส่วนหอไตรหลังทิศใต้ ชำรุดทรุดโทรมอยู่มาก แต่องค์ประกอบของโครงสร้างอาคารส่วนใหญ่ ยังมีสภาพที่สมบูรณ์ ตัวอาคารมีการทรุดตัวเล็กน้อย โดยทรุดตัวไปทางทิศตะวันตก เสาผุชำรุดเพียง 1 ต้น ไม้ฝาผนังแตกเสียหายบางส่วน หน้าต่างชำรุดและหลุดหายไปจำนวน 6 ช่อง คงเหลือหน้าต่างที่สมบูรณ์อยู่เพียงหนึ่งช่อง โครงสร้างของหลังคายังมีสภาพที่มั่นคงแข็งแรง ปัจจุบันมุงด้วยสังกะสี แต่สังกะสีครอบสันหลังคาได้หลุดหายไปทั้งหมดแล้ว ทำให้น้ำฝนไหลรั่วเข้าไปภายในตัวอาคารได้ ยังคงปรากฏกระเบื้องเผามุงหลังคาบางส่วน บริเวณหลังคาปีกนก เหนือช่องหน้าต่างด้านทิศตะวันออกและเหนือ ผนังด้านทิศตะวันตก แต่โครงสร้างหลังคาปีกนกได้หลุดหายไปทั้งหมด คงเหลือเพียงเชิงชาย ไม้ทับเชิงชาย และไม้ครอบหลังคากันสาดเท่านั้น พื้น ฝ้า เพดาน และบันได ยังคงมีสภาพแข็งแรง

แนวความคิดในการอนุรักษ์

          เพื่อเป็นการรักษาองค์ประกอบของอาคารเดิมที่ยังเหลืออยู่ไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อันจะเป็นการรักษารูปแบบลักษณะทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมเดิมไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ชำรุด เสียหาย หรือพังทลาย และเพื่อแสดงให้เห็นวัสดุเดิม และเทคนิคในการก่อสร้างเดิมของช่างพื้นถิ่น รวมทั่งป้องกันและรักษาสภาพแวดล้อมโดยรอบไม่ให้ถูกบุกรุกทำลาย จึงได้กำหนดแนวคิดในการอนุรักษ์ไว้ให้มีรูปลักษณ์ศิลปะตามแบบเดิมเกือบทุกประการ

          งบประมาณในการบูรณะหอไตรวัดบูรพารามเป็นเงินทั้งสิ้น 1,790,000 บาท ระยะเวลาดำเนินการ 120 วัน เริ่มสัญญาวันที่ 1 เมษายน 2545

          หอไตรวัดบูรพาแห่งนี้ได้ชำรุดทรุดโทรมผุพังตามกาลเวลามานานแล้วจนคนอุบลหลักชัยไม้เท้าผู้เฒ่าผู้แก่ปลงตกว่า “ อาคารสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมของเมืองอุบล คงต้องเสื่อมสภาพสูญสลายไปในยุคอุบลราชธานี 200 ปีเป็นแน่แท้ ”

          บัดนี้ เป็นที่น่ายินดีที่หอไตรโบราณสถานสำคัญของวัดบูรพราม และของชาวอุบลทั้งมวล ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ ให้กลับคืนสภาพเดิม เพื่อสถิตสถาพรตลอดไป

          หมายเหตุ ข้อมูลของบทความนี้ ได้รับความอนุเคราะห์จากคุณ อนันต์ ชูโชติ ผอ.สนง.โบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 8 อุบลราชธานี กรมศิลปกร และคุณ ขจร มุกมีค่า หัวหน้าฝ่ายวิชาการสำนักงานโบราณคดีฯ ขอขอบคุณ ณ โอกาสนี้



ความคิดเห็นที่ 1

อยากรู้แค่วัดที่ราชกาลที่3โปรดให้สร้างและบูรณะปฏิสังขรณ์

โดย : nuna   email : naiovenun@hotmail.com เมื่อ วันอังคาร ที่ 15 กุมภาพันธุ์ 2554 เวลา 16:47:26 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 2

ฟังธรรมทุกวันนะคะ ชอบเพลงก.ไก่ ลูกชายชอบฟังหลวงปู่มั่นมากท่านช่วยอัดไว้ด้วยนะคะ ดิฉันจะเข้าไปเอา

โดย : อัมพร สุรำไพ   email : theunder_dx@hotmail.com เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 20 มีนาคม 2554 เวลา 20:28:55 น. ลบ


  แสดงความคิดเห็น
ข้อความ :  
ชื่อ :  
อีเมลล์ :    

 

http://www.hotsia.com/
http://www.sadoodta.com/
http://www.111thailand.com/
http://www.oceansmile.com/
http://www.guideubon.com/
http://feelthai.blogspot.com/
copyright 2005 www.GuideUbon.com
สำนักงานไกด์อุบลดอทคอม เลขที่ 89/1 ถนนพโลรังฤทธิ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000
ติดต่อไกด์อุบล : webmaster@guideubon.com | msn : guide_ubon@hotmail | Tel : 080-4850511 Fax : 0-4525-4700