Home Page GuideUbon
    You Tube    Facebook    Twitter    On Mobile
ประเพณีแห่เทียนพรรษา คือภูมิปัญญาท้องถิ่น


วารสารข่าวหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี
เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2543

          การแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประเพณีสืบเนื่องกันมาเป็นเวลากว่า 60 ปี จนเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ ผู้ทรงคุณวุฒิและนักสังเกตการณ์หลายท่าน ได้ให้ทัศนคติเกี่ยวกับการแห่เทียนพรรษา ในแง่มุมมองต่างๆ กันมามากแล้ว คราวนี้ลองทบทวนและพิจารณาดูว่า ประเพณีแห่เทียนพรรษา เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือไม่


นายสุวิชช  คูณผล  ปราชญ์เมืองอุบลฯ

          ขออนุญาตเรียนว่า ผู้เขียนมีความผูกพัน หรือมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับต้นเทียนเพียงไร จึงมั่งใจตามหัวเรื่องที่ตั้งไว้เบื้องต้น โดยที่ผู้เขียนคลุกคลีอยู่กับต้นเทียนมาตั้งแต่เกิด เนื่องจากคุณพ่อเป็นช่างฝีมือทำต้นเทียนชนะเลิศทุกปี ในขณะดำรงตำแหน่งครูใหญ่โรงเรียนอุบลวิทยาคม พ.ศ.2473-2484 ผู้บริหารโรงเรียนเดียวกันในระยะหลังต่อมาคือ ผอ.ประดับ ก้อนแก้ว นักรังสรรค์งานวิจิตรศิลป์หลายด้าน และงานประดิษฐ์เทียนพรรษาแบบติดพิมพ์ ได้รางวัลชนะเลิศติดต่อกัน 17 ปี ทั้งได้รับการยกย่องเป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม สาขาช่างฝีมือ พ.ศ.2530 เล่าเรื่องเดิมในการสัมมนาว่าด้วยเทียนพรรษา ที่สถาบันราชภัฎอุบลราชธานีว่า ตอนเด็กๆ เคยไปเฝ้าดูและช่วยทำต้นเทียนพรรษากับครูใหญ่สวน คูณผล จนจำเอาแบบอย่างมาประยุกต์ใช้ ในการประดิษฐ์ต้นเทียนสมัยปัจจุบัน

          เมื่อผู้เขียนทำงานเป็นปลัดเทศบาล 2 ฝั่งแม่น้ำมูล ทั้งวารินชำราบและอุบลราชธานี รวมเวลาเกือบ 20 ปี ก็ได้ปฏิบัติงานบริหารจัดการเกี่ยวกับเรื่องต้นเทียนโดยตลอด เพราะสมัยนั้น การจัดงานประเพณีแห่เทียนพรรษา เป็นหน้าที่โดยตรงของเทศบาล ยังไม่มีหน่วยงาน สถาบัน ภาคเอกชน องค์กรต่างๆ ร่วมมืออย่างพร้อมเพรียง ดังเช่นสมัยนี้ จากการคลุกคลีและมีหน้าที่เกี่ยวข้องดังกล่าว จึงขอเล่าความเป็นมาของเทียนพรรษาว่า เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน หรือภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างไรบ้าง พอสังเขป ดังนี้

1. การทำเทียนพรรษาวิวัฒนาการโดยลำดับ

          1.1 ในสมัยพลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ เป็นข้าหลวงต่างพระองค์ สำเร็จราชการมณฑลอิสาณ ประทับที่เมืองอุบลราชธานีนั้น ชาวอุบลฯ ยังไม่มีการหล่อเทียนพรรษา เพียงแต่ชาวบ้านร่วมกันบริจาคเทียน นำมามัดรวมกัน โดยมีลำไม้ไผ่เป็นแกน แล้วประดับด้วยกระดาษสีเงินสีทองให้สวยงาม เสร็จแล้วแห่นำไปถวายวัด มีเครื่องดนตรีพื้นบ้านและฟ้อนรำกันสนุกสนาน

          1.2 ต่อมาประมาณ พ.ศ.2480 การทำเทียน ได้พัฒนาขึ้นโดย นายโพธิ ส่งศรี ช่างฝีมือคนแรกเป็นผู้ริเริ่มหล่อเทียนเป็นลำต้น แล้วหล่อดอกเป็นลายไทย เช่น ประจำยาม หน้าขบ กระจังตาอ้อย บัวคว่ำ บัวหงาย ฯลฯ นำไปติดที่ลำต้นเทียน ช่างฝีมืออีกคนคือ นายสวน คูณผล ได้นำวิธีการดังกล่าวมาประยุกต์ และประดับฐานต้นเทียนด้วยรูปปั้นสัตว์ในพุทธประวัติ กับสัตว์เครื่องหมายของปีนักษัตร เช่น ปีมะโรง ก็ใช้งูใหญ่ขดใต้ฐานต้นเทียน และแผ่พังพานคุ้มครองต้นเทียน คล้ายพระนาคปรก เป็นต้น นอกจากนี้ นางสงวนศักดิ์ คูณผล ซึ่งเป็นครูโรงเรียนอุบลวิทยาคม และเป็นภรรยานายสวน มีฝีมือในด้านการประดิษฐ์ที่มีคุณค่าทางศิลปหัตถกรรม การจัดดอกไม้สดและดอกไม้ประดิษฐ์ จึงนำสิ่งที่มีค่าเหล่านี้ ประดับตกแต่งส่งเสริมต้นเทียนให้สวยงามเหมาะสมยิ่งขึ้น รวมทั้งสอดแทรกคติธรรมทางพุทธศาสนา เพื่อถือปฏิบัติในชีวิตประจำวันเป็นศิริมงคลต่อไป

          1.3 พ.ศ.2494 ชาวอุบลฯ ให้ความสนใจและเห็นความสำคัญในการทำต้นเทียน และการแห่เทียนพรรษามากขึ้น ทางจังหวัดโดย นายชอบ ชัยประภา ข้าหลวงประจำจังหวัดอุบลราชธานีขณะนั้น และเป็นประธานตัดสินการประกวดต้นเทียนทุกปี จึงส่งเสริมให้งานเข้าพรรษา เป็นงานประเพณีประจำปีของจังหวัดอุบลราชธานี ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

          1.4 พ.ศ.2497 เทียนพรรษาได้มีวิธีจัดทำขึ้นใหม่ โดยช่างฝีมือรุ่นหลัง ที่เรียนในด้านศิลปโดยตรง ได้แก่ นายอารี สินสวัสดิ์ นายประดับ ก้อนแก้ว ได้ใช้ปูนปลาสเตอร์แกะแม่พิมพ์เป็นลายต่างๆ แล้วหล่อด้วยเทียนออกมาเป็นดอก ผึ้งที่ใช้หล่อดอกเป็นคนละสีกับลำต้น จึงทำให้เห็นส่วนลึกของลายได้อย่างชัดเจน การจัดทำเทียนพรรษา โดยวิธีหล่อดอกแล้วนำไปประดับลำต้นตามข้อ 1.2 และ 1.4 เป็นแบบอย่างการทำเทียนพรรษา ""ประเภทติดพิมพ์" ในปัจจุบัน

          1.5 พ.ศ.2509 นายคำหมา แสงงาม ได้คิดวิธีทำต้นเทียนขึ้นใหม่อีกแบบหนึ่ง โดยเมื่อหล่อลำต้นเทียนเสร็จแล้ว ก็แกะสลักลายลงบนต้นเทียนโดยตรง ซึ่งต้องใช้ฝีมือเป็นอย่างมาก นายคำหมาฯ (ชาวบ้านทั่วไปและลูกศิษย์เรียกจารย์ครูหมา) เป็นช่างฝีมือรุ่นเก่า เคยแกะสลักบานประตูหน้าต่างอุโบสถมามากมาย เคยเป็นลูกมือพระครูวิโรจน์รัตโนบล บูรณะองค์พระธาตุพนมเมื่อปี พ.ศ.2444 จึงแกะสลักเทียนได้ลึกซึ้งสวยงาม โดยทำต้นเทียนแบบแกะสลักให้วัดประชาพิทักษ์ บ้านกุดเป่ง อำเภอวารินชำราบ เป็นวัดแรก เมื่อนำมาประกวดร่วมกับจังหวัดอุบลฯ เป็นครั้งแรกที่ประกวดร่วมกัน 2 ฝั่งแม่น้ำมูล ก็ชนะเลิศ ชาวบ้านกุดเป่งและชาววาริน ดีใจมาก ตื่นเต้นกันยกใหญ่ เพราะได้รางวัลชนะเลิศระดับจังหวัด

          ได้ถาม "จารย์ครูหมา" ว่า "ภูมิใจไหมที่ได้รางวัลชนะเลิศ ทั้งๆ ที่พึ่งทำต้นเทียนเป็นต้นแรก" แกจะหัวเราะและตอบแบบติดตลกว่า "นี่ ขนาดหมาทำนะ ถ้าคนทำจะขนาดไหน" ชาวบ้านก็ได้เฮฮากันลั่น (นายคำหมา แสงงาม ได้รับการยกย่องเป็น "ศิลปิแห่งชาติ" สาขาทัศนศิลป์ พ.ศ.2529 และได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จาก มศว.มหาสารคาม) การทำต้นเทียนแบบแกะสลักลงในลำต้นเทียน ของนายคำหมา จึงเป็นต้นแบบของ "ต้นเทียนประเภทแกะสลัก" มาจนบัดนี้ หลังจากนั้น ได้มีช่างแกะสลักโบสถ์ วิหาร มาเป็นช่างแกะสลักต้นเทียนหลายราย นอกจากช่างฝีมือทำต้นเทียนที่ระบุนามมาแล้วข้างต้น ยังมีช่างทำต้นเทียนฝีมือดียุคต่างๆ อีกหลายท่าน ขออภัยที่มิได้เอ่ยนามทั้งหมด

2. เทียนพรรษาพบปัญหาวิกฤติการณ์

          ช่วงประมาณ พ.ศ.2510 การจัดทำและแห่เทียนพรรษา ดำเนินมากว่า 30 ปี ได้มีการก่อตั้ง "พุทธสมาคมจังหวัดอุบลราชธานี" ขึ้น โดยการรวมตัวของพุทธศาสนิกชนกลุ่มหนึ่ง มีพระมหาถวัลย์ฯ (พระปริยัติโกศล ป.ธ.9 M.A.) วัดทุ่งศรีเมือง เป็นแกนนำและที่ปรึกษาสมาคม อดีตหัวหน้าศาลจังหวัดอุบลราชธานี เป็นนายกสมาคม นายสำราญ พร้อมภูล พาณิชย์จังหวัดฯ สมัยนั้น เป็นเลขาธิการสมาคม มีวัตถุประสงค์เพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนา พุทธสมาคมจังหวัดอุบลราชธานี มีบทบาทสำคัญในการเสวนา เกี่ยวกับการจัดทำ และการแห่เทียนพรรษาของชาวอุบลฯ ผลการเสวนา สรุปได้ว่า .-

          2.1 การทำเทียนพรรษาตามศรัทธาแต่ละวัด ขนาดไม่เท่ากัน ความสวยงามแตกต่าง ขึ้นอยู่กับค่าจ้าง หรือช่างฝีมือ สร้างความเหลื่อมล้ำต่ำสูง 2.2 การประกวดต้นเทียน ทำให้มีผู้ชนะผู้แพ้ เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง อาฆาตเคียดแค้นกัน

          2.3 การส่งต้นเทียน และขบวนแห่เข้าประกวด แบ่งเป็นคุ้มวัด และหน่วยงานต่างๆ กระทบกระทั่งกัน สร้างความแตกแยก

          2.4 การถวายเทียนพรรษา เป็นหน้าที่ชาวบ้าน แต่ทางวัดกลับไปทำต้นเทียนเสียเอง เมื่อนำมาตั้งแสดง และเข้าขบวนแห่ ก็มีป้ายชัดเจนว่า เป็นต้นเทียนวัดนั้นวัดนี้ ทั้งๆ ที่ชาวบ้านยังไม่ได้ถวาย จึงเป็นการไม่บังควร

          2.5 การที่วัดจัดทำต้นเทียนเอง ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก เงินของวัดที่สะสมไว้เป็นเวลานานก็เหลือน้อยหรือหมดไป สร้างความเดือดร้อนให้กับวัดและพระสงฆ์

          พุทธสมาคมฯ จึงมีมติให้ทุกวัดงดจัดทำต้นเทียน โดยให้รวบรวมปัจจัยเป็นกองกลาง เพื่อให้พุทธสมาคมฯ จัดทำต้นเทียนเพียงแห่งเดียว ให้ต้นเทียนเหมือนกัน เท่ากันหมดทุกวัด มีจำนวนเท่ากับวัดในเขตเทศบาลฯ และใกล้เคียงที่เคยส่งเทียนเข้าประกวด และร่วมขบวนแห่ เมื่อจัดทำต้นเทียนเสร็จแล้ว ก็ให้ผู้แทนแต่ละวัดไปรับต้นเทียนที่กุฏิมหาถวัลย์ฯ วัดทุ่งศรีเมือง ด้านติดกับรั้วสำนักงานเขตการศึกษา10 เพื่อนำไปถวายวัดของตนในวันเข้าพรรษา โดยมิให้มีขบวนแห่เทียนพรรษาเหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา ไม่มีการสมโภชน์ต้นเทียน ไม่มีการประกวด (เพราะเทียนเหมือนกันหมดทุกต้น) ไม่มีการดีดสีตีเป่าหรือรื่นเริงสนุกสนานใดๆ ทั้งสิ้น บรรยากาศงานเข้าพรรษาอุบลราชธานีในปีนั้น อ้างว้าง ว้าเหว่ ชาวบ้านร้านตลาดไม่มีการเคลื่อนไหว ผู้คนส่วนใหญ่เงียบเหงา เศร้าซึม ที่ภาษาสมัยนี้เรียกว่า "เซ็ง"

          ประชาชนทั่วไปเกิดการต่อต้านการกระทำของพุทธสมาคมฯ โดยการจัดการของที่ปรึกษาและเลขาธิการ ซึ่งเป็นเจตนาดี เพื่อแก้ไขปัญหา 5 ข้อ ข้างต้น แต่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหามีทีท่าว่าจะลุกลามออกไปใหญ่โต ในที่สุด จังหวัดฯ เข้ามาไกล่เกลี่ย ด้วยการเชิญผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ประชุมหาข้อยุติ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดขณะนั้น เปรียบเทียบว่า "การรวมตัวของมวลชนเพื่อให้เกิดพลัง เหมือนกับเหล็กเส้นยาวและลวดสลิง เมื่อนำเหล็กเส้นยาวไปลากรถยนต์ ถ้าเหล็กเส้นขาด เหล็กนั้นก็ใช้ลากรถต่อไปไม่ได้ ถ้าใช้ลวดสลิงลาก แม้ว่าลวดเส้นเล็กๆ รวมกันเป็นลวดสลิงจะขาดเป็นบางเส้น แต่ลวดส่วนใหญ่ก็รับแรงดึงได้ เพราะสลิงประกอบขึ้นด้วยลวดเส้นเล็กๆ หลายร้อย หลายพันเส้น รวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น งานประเพณีวัฒนธรรมของท้องถิ่นก็เช่นเดียวกัน"

3.ททท. สนับสนุนให้เป็นงานประเพณีระดับชาติ (พ.ศ.2520)

          วิธีการสนับสนุนของ ททท. มิใช่สักแต่ว่ามีงานประเพณีที่ไหนน่าสนใจ ก็เข้าไปสนับสนุนทันที แต่ ททท. จะต้องมีปัจจัยประกอบในการพิจารณาหลายประการ เช่น

          3.1 ประเพณีนั้น มีศักยภาพเพียงพอที่จะเป็นจุดขาย ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศได้หรือไม่

          3.2 ประเพณีมีดาษดื่นทั่วไปหลายจังหวัด เช่น การแข่งเรือประเพณีออกพรรษาตามลำน้ำต่างๆ จะต้องคัดเลือกเอา จังหวัดที่โดดเด่นสูงสุดเพียงแห่งเดียว เพื่อจัดเข้าโปรแกรมการท่องเที่ยวในแต่ละเดือนตลอดปี ประชาสัมพันธ์ไปทั่วโลก

          3.3 ประเพณีนั้น ชาวบ้านในท้องถิ่นมีส่วนร่วมเต็มที่หรือไม่ ให้ความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ มีความภาคภูมิใจในประเพณีนั้นเพียงไร มิใช่เป็นการจัดฉากของพ่อค้า หรือหน่วยราชการ เพื่อหวังดึงดูดนักท่องเที่ยวเท่านั้น

          จากหลักเกณฑ์ตัวอย่างข้างต้น การคัดเลือกสนับสนุนงานประเพณีแห่เทียนพรรษา มีทั่วไปหลายจังหวัด เช่นเดียวกับการแข่งเรือประเพณีออกพรรษา เมื่อคัดเลือกที่โดดเด่นสูงสุดแล้ว จังหวัดอุบลราชธานีจะต้องแข่งขันกับจังหวัดนครราชสีมา ให้เหลือจังหวัดเดียว เพราะจัดงานพร้อมกันทุกปี ในที่ประชุมพิจารณาเรื่องนี้ ต่างก็มีความพร้อมความเหมาะสมพอๆ กัน จนประธาน (ผอ.อสท.ขณะนั้นก่อนยกฐานะเป็น ททท.) ต้องตัดสินชี้ขาดโดยแสดงเหตุผลอย่างแยบคายว่า

          ได้ไปสัมผัสในพื้นที่ทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้นทุกด้านทุกมุมแล้ว เห็นว่า เทียนพรรษานครราชสีมาสวยงามมาก แบบวิจิตรศิลป์ แต่เทียนพรรษาอุบลราชธานี งามด้วยความร่วมมือ ร่วมใจ ความภูมิใจของประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งสืบสานประเพณีนี้มานาน 40 ปีเศษ ชาวคุ้มวัดทุกวัด มีส่วนร่วมในการจัดทำต้นเทียนตั้งแต่เด็กจนแก่ จนถือเป็นความรับผิดชอบและหวงแหน ทุกคนจะทุ่มเททั้งศรัทธาและฝีมือ พร้อมกับหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อพัฒนาเทียนพรรษาให้วิวัฒนาการยิ่งๆ ขึ้น ถือว่าเทียนพรรษาอุบลราชธานี สำเร็จงดงามได้ด้วย ภูมิปัญญาชาวบ้าน เมื่อนำเทียนแต่ละวัดมาร่วมกิจกรรมด้วยกัน ก็เกิดการผสมผสานกลมกลืน ก่อให้เกิดแนวความคิดสร้างสรรค์ เพื่องานที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ประสานประโยชน์ส่วนรวม โดยมีเป้าหมายให้บ้านเมือง เลื่องลือมีชื่อเสียง ความรักชาติบ้านเมืองก็เกิดขึ้น นั่นคือ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้ง 2 สิ่งนี้ คือ ศักยภาพของเทียนพรรษาอุบลราชธานี ที่เป็นจุดขายดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ ทั้งในและต่างประเทศทั่วโลก

          เมื่อมีมติให้ "งานประเพณีแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี" เป็นงานประเพณีระดับชาติเพียงจังหวัดเดียวแล้ว พันเอกสมชาย หิรัญกิจ ผอ.อสท.ได้มอบหมายให้ คุณพิชัย น้อยรอด ผอ.กองกิจการท่องเที่ยว และคุณวิทยา ภูลสนอง ผอ.กองประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว และคณะทำงาน มาประสานการปฏิบัติกับจังหวัดและเทศบาลเมืองอุบลราชธานี เพื่อสนับสนุนส่งเสริมงานแห่เทียนพรรษา ให้สอดคล้องหลักสากลการท่องเที่ยว จนเฟื่องฟุ้ง รุ่งเรือง มาจนบัดนี้

4. อดีตนายกรัฐมนตรี วิจารณ์งานเข้าพรรษาอย่างรุนแรง (พ.ศ.2530)

          เมื่อได้รับการสนับสนุน จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย การจัดงานรุดหน้าไปอย่างกว้างขวาง ต่างสรรหาสิ่งแปลกใหม่ ประทับใจ มาเสริมสร้างงานเข้าพรรษาจนฟู่ฟ่าแปลกตาไปมาก ในที่สุดก็เจอ "ตอ" จนได้ นอกจากเทียนพรรษา พบปัญหาวิกฤติการณ์ในบ้านเมืองอุบลฯ ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ชาวอุบลฯ ยังได้รับการท้วงติง หรือการทักท้วงอย่างรุนแรงจากบุคคลสำคัญระดับชาติ อดีตนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้ได้รับสมญานามว่า "เสาหลักประชาธิปไตย" มีความรอบรู้สูง อีกทั้งความสามารถเป็นทั้ง "จอมปราชญ์และศิลปินเอก" ได้เขียนบทความในหนังสือพิมพ์ "สยามรัฐ" คอลัมภ์ "ซอยสวนพลู" อันลือลั่น ติดต่อกันหลายวัน พอสรุปได้ว่า

          "การที่คนอุบลฯ หลงไหลได้ปลื้มในประเพณีแห่เทียนพรรษาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ถือว่ามีประเพณีที่ดีไว้อวดแขกบ้านแขกเมือง เป็นจุดขายได้ทั้งในและต่างประเทศ ทำให้สรรหาสิ่งแปลกใหม่มาเสริมงานเข้าพรรษา จนหน้าตาแปรเปลี่ยนไป แทบจะจำประเพณีดั้งเดิมไม่ได้ สงสารคนที่ดั้นด้นมาดูจากแดนไกล ได้เห็นแต่กระพี้ หามีแก่นแท้ไม่ ขอถามว่าเป็นการ "ส่งเสริม" หรือ "ทำลาย" ประเพณีกันแน่"

          จากบทความอันร้อนแรงนี้ เล่นเอาชาวอุบลฯ ต่าง "แสบทรวง" ไปตามๆ กัน เป็นผลให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในวงการ หันมาทบทวนบทบาทของตนเองเพื่อส่งเสริม"แก่นแท้ประเพณี" ตัดส่วน "กระพี้" ออกไป

5. ภูมิปัญญาที่น่าชื่นชม

          เมื่อ พ.ศ.2511 เทศบาลวารินชำราบ มีโครงการก่อสร้างตลาดสดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยสมัยนั้น และมีความต้องการให้เป็นอาคารทรงไทยประยุกต์ เพื่อไม่ให้ซ้ำกับตลาดแห่งอื่นๆ อาคารทรงไทยให้แสงสว่างถ้วนทั่ว และการถ่ายเทอากาศปลอดโปร่งดี ได้ประสานงานกับกรมโยธาธิการ ส่ง ผอ.กองวิศวกรรมสุขาภิบาล สถาปนิก วิศวกรและมัณฑนากร พร้อมด้วยทีมงานมาศึกษาสภาพพื้นที่ก่อนลงมือออกแบบ ในคราวนั้น คุณไพฑูรย์ โอศิริ มัณฑนากรระดับชาติ ผู้มีผลงานศิลปยอดเยี่ยม มีชื่อเสียงโด่งดังมากสมัยนั้น ได้ร่วมมากับคณะด้วย และบอกว่าสนใจการจัดทำเทียนพรรษาของอุบลฯ แต่มาไม่ตรงกับคราวมีงานแห่เทียนพรรษา ได้เห็นแค่ภาพถ่ายต้นเทียนที่ติดแสดงไว้หน้าห้องประชุมฯ ความเป็นผู้มี "หัวศิลป์" ได้แสดงออกโดยขอชมภาพต้นเทียนต้นหนึ่งอย่างไกล้ชิด แล้วอธิบายให้คณะฟังว่า "เฉพาะส่วนยอดของเทียนต้นนี้ รวบรวมเอาเอกลักษณ์ศิลปอีสานไว้อย่างเหมาะสมงดงามยิ่ง" ว่าแล้วก็บอกให้ผู้เขียน ขออนุญาตช่างฝีมือผู้ประดิษฐ์ต้นเทียนต้นนั้น ก่อนที่จะยกกล้องถ่ายรูปประสิทธิภาพสูง ราคาแพงลิ่ว เพื่อซูมเฉพาะยอดต้นเทียน ถ่ายภาพที่แสดงออกซึ่งศิลปวัฒนธรรมอีสานนำไปขยายผล ประยุกต์ใช้งานวิจิตรศิลป์ได้หลากหลาย เพื่อเผยแพร่งานศิลปกรรมให้กว้างขวางต่อไป

          พ.ศ.2530 เป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ การจัดทำเทียนพรรษาในปีนั้นพิถีพิถันเป็นพิเศษ นอกจากจะตบแต่งต้นเทียนสุดฝีมือแล้ว ช่างทำต้นเทียน ยังอัญเชิญพระบรมสาทิสลักษณ์ พระบาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ขนาดเท่าพระองค์จริง ประดิษฐานบนรถต้นเทียน เบื้องหน้าดวงตราสัญญลักษณ์เจริญพระชนมพรรษา 5 รอบ และตราพระราชลัญจกร ฉลองพระองค์ครุยมหาจักรบรมราชวงศ์ ทรงสายสร้อยมหาจักรี สายสะพายจักรี และพระสังวาลปฐมจุลจอมเกล้าวิเศษ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ทำด้วยเทียนทั้งสิ้น ช่างฝีมือได้ประดิษฐ์อย่างวิจิตรบรรจง เหมือนของจริงทุกประการ ผู้ชมจากทุกสารทิศมุงดูอย่างหนาแน่น มองอย่างตะลึงลาน ไม่เชื่อสายตาว่า จะพบภาพที่ปราณีตสง่างามเช่นนี้ที่อุบลราชธานี เพราะเคยเห็นที่พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งของมาดามทรูโซ ที่กรุงลอนดอนเท่านั้น ผู้เขียนได้ไปชมพระบรมสาทิสลักษณ์ฯ ที่ประดิษฐ์ด้านเทียนขี้ผึ้งที่ว่านี้พร้อมกับคุณกองเกต ชนะพันธุ์ ประติมากรฝีมือดี กองหัตถศิลป์ กรมศิลปากร ผู้ปั้นอนุสาวรีย์พระปทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง) ในปีต่อมา คุณกองเกต ชนะพันธุ์ กล่าวขมไม่ขาดปากว่า "ช่างฝีมือต้นเทียนเมืองอุบลฯ ฝีมือเฉียบขาดมาก ประดิษฐ์เทียนขี้ผึ้งประหนึ่งมีวิญญาณเคลื่อนไหวได้"

          ในวาระฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ทางราชการจัดให้มีขบวนแห่จากทุกภูมิภาคทั่วราชอาณาจักร ที่ถนนราชดำเนิน บริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ และท้องสนามหลวง สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้คัดเลือกให้จังหวัดอุบลราชธานี เป็นตัวแทนจัดขบวนแห่เทียนพรรษาไปร่วมงานอันโอฬารยิ่ง จังหวัดฯ และ ททท. มอบหมายให้เทศบาลเมืองอุบลราชธานี นำต้นเทียนวัดสุทัศนาราม ซึ่งชนะเลิศในปีนั้น พร้อมด้วยตัวแทนวัด และช่างต้นเทียน เดินทางล่วงหน้าเข้า กทม. เพราะการเดินทางต้องใช้เวลาหลายวัน ด้วยเกรงว่าต้นเทียนจะเกิดความเสียหาย ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก เมื่อถึง กทม. ททท.ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ตกแต่งต้นเทียนและส่วนประกอบใหม่ให้สวยงาม จัดขบวนฟ้อนรำดอกบัวเข้าขบวนแห่ร่วมกับขบวนต่างๆ ทั่วราชอาณาจักร ขบวนแห่เทียนพรรษาอันวิจิตรตระการตา ของจังหวัดอุบลราชธานี เป็นที่ตื่นตาตื่นใจชาวไทยทั่วประเทศ เป็นการเผยแพร่เกียรติคุณของชาวอุบลฯ อย่างงดงาม

          งานเทศกาลพัทยา ในเดือนเมษายนทุกปี เป็นที่รู้จักแพร่หลายไปทั่วโลก นานาชาติจากทุกทวีป หลั่งไหลมาเที่ยวงานนี้อย่างล้นหลาม เพื่อชมขบวนแห่จากหลากหลายประเทศ สำหรับตัวแทนประเทศไทย ได้แก่ ขบวนแห่เทียนพรรษาจากจังหวัดอุบลราชธานี และการฟ้อนรำที่อ่อนช้อยสวยงามของลูกหลานเมืองอุบลฯ แสดงออกซึ่งวัฒนธรรมประเพณีอันดียิ่งของชาวไทย ให้ขจรขจายไปทั่วโลก บรรดาชาวต่างประเทศที่มาชม งานประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี มีชาวญี่ปุ่นให้ความสนใจ หลงใหลกว่าชาติอื่นๆ พากันทึ่งในฝีมือทำเทียนแบบภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นอย่างมาก เพราะญี่ปุ่นเป็นชาติที่เจริญด้วยเทคโนโลยีและเครื่องจักรกล งานที่ใช้ฝีมือทำ ด้วยความประณีตวิจิตรบรรจง ละเอียดเรียบร้อยเช่นนี้ ญี่ปุ่นถือเป็นเรื่องแปลกประหลาดมหัศจรรย์ ถึงกับลงทุนหลายแสนบาท ซื้อต้นเทียนจากวัดพระธาตุหนองบัว ที่ประกวดชนะเลิศ บรรทุกเรือไปประเทศของเขา ด้วยความนิยมชมชอบเป็นพิเศษ (อาจจะนำไปศึกษาค้นคว้า แล้วนำต้นเทียนมาประกวดแข่งกับไทย เช่นเดียวกับบั้งไฟก็ได้)

          พ.ศ.2542 พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเจริญพระชนมายุครบ 6 รอบ การจัดทำเทียนพรรษาของบรรดาช่างฝีมือ ต่างทุ่มเททำเทียนเข้าประกวด อย่างสุดกำลังความสามารถ เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายล้นเกล้าฯ ด้วยความจงรักภักดี จนเป็นที่ประทับใจในความยิ่งใหญ่ตระการตา สมกับคำว่า อลังกาโอฬาริก จะหาชมในที่อื่นใดไม่ได้อีกแล้ว นอกจากจังหวัดอุบลราชธานี

          การนำเสนอประเพณีแห่เทียนพรรษา คือ ภูมิปัญญาท้องถิ่นทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่า "ประเพณี" ที่มีอยู่ทั่วไปในประเทศไทย ทำให้เกิด "ภูมิปัญญาท้องถิ่น" และ "สร้างชุมชนให้เข้มแข็ง" ได้ นายแพทย์ประเวศ วะสี เจ้าของทฤษฎี "สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา" ผู้จุดประกายผลักดันรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชนในปัจจุบัน จนเป็นผลสำเร็จ ได้แสดงทัศนะคติว่า "เมื่อชุมชนเข้มแข็งแล้ว ประชาคมก็เป็นปึกแผ่น ความเป็นปึกแผ่นมั่นคงของประชาคม แก้ไขปัญหาสังคมของชาติได้ทุกปัญหา แม้แต่การเมืองอันไม่พึงปรารถนาประการ ก็สามารถปฏิรูปได้"

จงมาร่วมกันสร้าง "ภูมิพลังพัฒนาสร้างสรรค์"

ซึ่งเริ่มต้นจาก ภูมิปัญญาชาวบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิพลังปัญญา

ประกอบกับ ภูมิพลังเมตตา ภูมิพลังพัฒนา

เพื่อรวมเป็น ภูมิพลังแผ่นดิน "ภูมิพลังแผ่นดิน นวมินทร์มหาราชา"



ความคิดเห็นที่ 1

ได้ความรู้มากกกกกกกก

โดย : รีน เมื่อ วันพุธ ที่ 19 มกราคม 2554 เวลา 14:52:06 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 2

จริงจริงงงงงงงงงง

โดย : มีน เมื่อ วันพุธ ที่ 19 มกราคม 2554 เวลา 14:53:09 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 3

จริงจริงงงงงงงงงง

โดย : มีน เมื่อ วันพุธ ที่ 19 มกราคม 2554 เวลา 14:53:41 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 4

ได้ความรู้มากกกกกกกก


โดย : มาย เมื่อ วันจันทร์ ที่ 21 กุมภาพันธุ์ 2554 เวลา 19:29:05 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 5

ได้ความรู้มากกกกกกกกที่สุด


โดย : มาย เมื่อ วันจันทร์ ที่ 21 กุมภาพันธุ์ 2554 เวลา 19:30:04 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 6

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆนะคะ พอดีได้นำความรู้ไปทำรายงานค่ะ

โดย : Panwan เมื่อ วันพุธ ที่ 23 กุมภาพันธุ์ 2554 เวลา 16:42:54 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 7

ได้ความรู้มากเลยค่ะ

โดย : อิ้ม   email : imlove548@gmail.com เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 6 มีนาคม 2554 เวลา 18:24:07 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 8

เจ๋งค่ะ ^^p

โดย : Pim love Olives and ZenRit 'Nior   email : pimsds@hotmail.com เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 26 มิถุนายน 2554 เวลา 17:46:30 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 9

ได้ความรู้เยอะมากคับ "." ห้อย อัศจรรย์

โดย : chidnarong เมื่อ วันอังคาร ที่ 13 มีนาคม 2555 เวลา 10:52:53 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 10

เยอะมาก อ่านไม่รู้เรื่อง

โดย : แยม เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 29 กรกฎาคม 2555 เวลา 20:21:41 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 11

ได้ความรู้เยอะมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆเลย

โดย : ปังแยม เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 29 กรกฎาคม 2555 เวลา 20:23:24 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 12

อะไรก็ม้ายรู้ค่ะเพียบเลย อ่านม้ายออกค่ะ ตาลายเลย ตอนที่อ่านเวียนหัวหมดเลย

โดย : แยม เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 29 กรกฎาคม 2555 เวลา 20:28:20 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 13

ได้ความรู้เพิ่มครับ
ได้งานส่งอาจารย์ด้วย
ขอบคุณครับ
I love Ubon.


โดย : jobfinance   email : ka-lonman@hotmail.co.th เมื่อ วันจันทร์ ที่ 13 สิงหาคม 2555 เวลา 18:49:51 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 14

ยุ อุบลตั้งนาน ไม่เคยรู้เรื่งเกี่ยวกับ
เทียน เลยค่ะ ได้ความรู้เยอะมากค่ัะ


โดย : Ging Zii   email : ging1503@gmail.com เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 13 มกราคม 2556 เวลา 22:01:42 น. ลบ


  แสดงความคิดเห็น
ข้อความ :  
ชื่อ :  
อีเมลล์ :    

 

เช่ารถขับเอง

http://www.hotsia.com/
http://www.sadoodta.com/
http://www.111thailand.com/
http://www.oceansmile.com/
http://www.guideubon.com/
http://feelthai.blogspot.com/
copyright 2005 www.GuideUbon.com
สำนักงานไกด์อุบลดอทคอม เลขที่ 89/1 ถนนพโลรังฤทธิ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000
ติดต่อไกด์อุบล : webmaster@guideubon.com | msn : guide_ubon@hotmail | Tel : 080-4850511 Fax : 0-4525-4700