
ตามที่ผู้เขียนได้เล่าถึงความเป็นมาการที่ ชาวอุบลร่วมใจทอผ้าซิ่นไหมฯ ทูลเกล้าฯ ถวาย ทำให้เกิดผลสำเร็จในการทอผ้าฯ อย่างน่าชื่นชม มีความสืบเนื่องเกี่ยวกับ โครงการสวนสมเด็จสิริกิติ์ 72 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรม ราชินีนาถ นั้น ได้มีผู้อ่านหลายท่านสอบถามว่า โครงการสวนสมเด็จฯ ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2546 มีความคืบหน้าเพียงไรในระยะเวลา 1 ปีเศษที่ผ่านมา
ผู้เขียนได้เข้าร่วมประชุมกับผู้เกี่ยวข้องในเรื่องนี้รวม 3 ครั้ง ณ สถานที่ก่อสร้างสวนสมเด็จฯ ที่ศาลาเฉลิมพระเกียรติฯ และศาลาทรงงาน ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2547 โดยมีพระพรหมวิชรญาณ เป็นประธานที่ประชุม ประกอบด้วยประธานกรรมการดำเนินงานโครงการฯ และคณะกรรมการทุกฝ่ายที่เข้าประชุมอย่างพร้อมเพรียง จึงได้ข้อมูล ผลการดำเนินงานตามโครงการดังกล่าว นำมาเสนอผู้ที่สนใจ ดังต่อไปนี้
โครงการสวนสมเด็จสิริกิติ์ ๗๒ พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินาถ
เนื่องด้วยมูลนิธิพระพุทธโลกนาถสุโขทัยโดยมี พระพรหมวชิรณาณ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดยานยาวา ประธานมูลนิธิฯ ได้ถวายที่ดินจำนวน 50 ไร่ เพื่อก่อสร้างโครงการสวนสมเด็จสิริกิติ์ 72 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ณ บ้านยางน้อย ตำบลก่อเอ้ อำเภอเขื่อนใน จังหวัดอุบลราชธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อถวายเป็นราชสักการะแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอย ในวันที่ 12 สิงหาคม 2547 และเพื่อสนองพระราชปณิธานของพระองค์ท่านในการรักษาป่าชุมชน สนับสนุนโครงการส่งเสริมศิลปาชีพ เพื่อการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อใช้เป็นสถานที่แสดงผลงานศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น กิจกรรมทางวัฒนธรรมของพื้นที่อีสานใต้ ในโอกาสที่พระองค์ท่านเสด็จฯ เยี่ยมพสกนิกรในภาคอีสานตอนใต้ และเพื่อใช้เป็นที่พักทรงงานแด่พระองค์ในโอกาสต่อไป
การดำเนินงานโครงการฯ มีหน่วยงานราชการต่างๆ รับผิดชอบ ได้แก่
- ศูนย์สำรวจอุทกวิทยาที่ 10 อุบลราชธานี รับผิดชอบโครงการฯ ในการจัดทำผังบริเวณโครงการฯ การสำรวจให้ระดับ ออกแบบอาคารต่างๆ แบบภูมิทัศน์ หมู่เรือนไทยอีสานและน้ำพุ ภายในโครงการฯ
- วิทยาลัยสารพัดช่างอุบลราชธานี รับผิดชอบโครงการฯ จัดทำแบบระบบสาธารณูปโภคและระบบบำบัดน้ำเสียภายในโครงการฯ
- สำนักทางหลวงที่ 7 (อุบลราชธานี) สำรวจและออกแบบการก่อสร้างถนนแอสฟัลท์ติกคอนกรีตภายในโครงการฯ ลานแสดงผลิตภัณฑ์ และลานแสดงกลางแจ้ง
- สำนักงานการเกษตรจังหวัดอุบลราชธานี รับผิดชอบโครงการฯ ในการก่อสร้างเรือนเพาะชำ ปลูกสวนป่าอีสาน ปลูกต้นไม้ริมถนน จัดสวนกลางแจ้ง สวนเนินเขา และสวนหน้าโครงการฯ
- การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดอุบลราชธานี รับผิดชอบโครงการฯ ในการจัดทำระบบไฟฟ้าภายในโครงการฯ
- หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 54 สำนักงานพัฒนาพิเศษ รับผิดชอบงานควบคุมการก่อสร้างภายในโครงการฯ และงานก่อสร้างถนนลาดยางแอสฟัลท์ติกคอนกรีภายในโครงการฯ งานก่อสร้างลานแสดงผลิตภัณฑ์ งานก่อสร้างลายแสดงกลางแจ้ง โดยสำนักทางหลวงที่ 7 (อุบลราชธานี) เป็นผู้สำรวจออกแบบ
รวมงบประมาณทั้งสิ้น 30,929,412 บาท
พื้นที่ดำเนินงาน และรูปแบบของโครงการ
พื้นที่ดำเนินงานโครงการฯ ใช้พื้นที่ประมาณ 50 ไร่ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่อยู่อาศัยเป็นคุ้งบ้าน พื้นที่ทำการเกษตรและพื้นที่สวนป่า โดยจัดทั้ง 3 พื้นที่ให้อยู่ด้วยกันอย่างสมดุล เชื่อมโยงกันระหว่างพื้นที่ทั้ง 3 พื้นที่ พึ่งพาอาศัยกัน และรักษาระบบนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อม
พื้นที่ 1 ที่อยู่อาศัยเป็นคุ้งบ้าน
-เป็นการจัดหมู่บ้านซึ่งขยายจากหมู่บ้านใหญ่ อพยพมาสร้างใหม่ โดยการวางแผนแบบประกอบไปด้วย กลุ่มเรือนอีสาน เช่น เรือนโข่ง เรือนเกย เรือนแฝด และศาลา ซึ่งใช้สำหรับแสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรชาวอีสาน และใช้เป็นสถานที่แสดงการสาธิตงานศิลปวัฒนธรรม
-กลุ่มศาลากลางบ้านประกอบไปด้วย ศาลาทรงงาน ศาลาผู้ตามเสด็จฯ ใช้ก่อสร้างตามสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นอุบลฯ รายละเอียดการตกแต่งที่มีความหมายโดยเฉพาะ และแสดงออกถึงภูมิปัญญาด้านสถาปัตยกรรมของคนอีสาน
-ลานกลางเป็นสนามหญ้าเพื่อจัดแสดงกิจกรรมต่างๆ และจะใช้จัดการแสดงในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะเสด็จฯ ทรงงานเมื่อพระองค์ท่านเสด็จฯ เยี่ยมพสกนิกรฯ ในภาคอีสานตอนใต้
พื้นที่ที่ 2 พื้นที่ทำการเกษตร
เป็นการจัดแสดงที่ทำกิน อยู่ท้ายคุ้งบ้านต่อกับชายป่า ประกอบไปด้วย แปลงทำนา แสดงกิจกรรมการทำนาโดยใช้ควาย แปลงพืชผักสวนครัว อยู่ใกล้บริเวณเถียงนา เถียงนาจัดเป็นที่แสดงพันธุ์ข้าวอีสาน เครื่องมือที่ใช้ทำนา สวนผลไม้พื้นบ้านที่คนอีสานนิยมปลูก
พื้นที่ที่ 3 พื้นที่สวนป่า
เป็นการจัดสวนป่าโดยใช้สภาพแวดล้อมเดิมที่เป็นป่าเสื่อมโทรมมาจัดให้เป็นสวยป่าโดยการคืนสภาพป่าและเพิ่มเติมพันธ์ไม้ที่หายากในท้องถิ่น นำมาจัดให้สวยงาม แสดงให้เห็นระบบนิเวศวิทยา ความสมดุลของธรรมชาติ และให้คนในชุมชนมาใช้ประโยชน์จากป่าได้ในขอบเขตที่พึ่งพาอาศัยกันโดยไม่ทำลายป่า เช่น การเข้าไปเก็บเห็ด หน่อไม้ หรือหากิน หรือหาฟืน โดยมีการควบคุมอย่างพอเพียง ไม่ทำลายสมดุล ทำให้ชุมชนเห็นคุณค่าของป่า และช่วยกันดูแลอนุรักษ์สวนป่า
เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2547 ที่ผ่านมาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ ทรงเปิด สวนเบ็ญจกิติ สวนสาธารณะแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่กับบริเวณศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชาว กทม.จึงได้ มี ปอดแห่งใหม่ของคนเมืองกรุง ที่อุบลราชธานีก็ได้มี ปอดแห่งใหม่ของชาวอุบลฯ ณ บ้านยางน้อย ตำบลก่อเอ้ อำเภอเขื่อนใน ซึ่งอยู่ริมถนนแจ้งสนิท กม.30 ทั้งนี้ก็ด้วยพระบารมีของสมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
นับว่าการปรารถนาอันแน่วแน่มั่นคงของพระพรหมวชิรณาณ พร้อมด้วยคณะผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลาย ในอันที่จะ เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ ได้บรรลุเป้าหมายทุกประการ อุบลราชธานี จึงได้มี สวนสมเด็จฯ เป็นศรีสง่าที่น่าภาคภูมิใจ
|