<ความสำคัญของ "การบายศรี">-ความสำคัญของ "การบายศรี"-
Home Page GuideUbon
    You Tube    Facebook    Twitter    On Mobile
-ความสำคัญของ "การบายศรี"-
-

          “ ครบรอบ ๕๐ ปีพระบารมีคุ้มเกล้าชาวอุบลฯ ” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จเยี่ยมพสกนิกรชาวอุบลราชธานี ปี 2498 ยังความปราบปลื้มปิติแก่ชาวอุบลฯ เป็นล้นพ้น เพราะยังไม่เคยมีพระมหากษัตริย์ พระองค์ใดทรงใกล้ชิดกับราษฎรเช่นนี้ ได้ร่วมใจกันจัดพิธีบายศรี เฉลิมพระขวัญล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์ ณ พระอุโบสถ วัดสุปัฎนารามวรวิหาร

          “ การบายศรี ” ทีทั้งศิลปะและวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาวอีสาน แต่ครั้งโบราณกาล เป็นประเพณีอันดีงามสืบทอดกันมานานหลายชั่วอายุคน

          “ การบายศรีสู่ขวัญ ” เป็นกุศโลบายให้คนมีน้ำจิตน้ำใจอันใสบริสุทธิ์แสดงมุทิตาจิตต่อกัน เพื่อรวมจิตรวมใจให้แก่ผู้ที่จะ “ สู่ขวัญ ” อันเป็นที่รัก เคารพ นับถือ ศรัทธาและบูชาสูงสุด เช่น ชาวอุบลฯ รวมน้ำใจ “ ถวายขวัญผูกข้อพระกร ” เป็นการ “ เฉลิมพระขวัญ ” ล้นเกล้า ทั้งสองพระองค์ ที่วัดสุปัฎนารามวรวิหาร เมื่อ 17 พฤศจิกายน 2498 เป็นศุภวาระครบ 50 ปี ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินี เสด็จเยี่ยมพสกนิกรชาวอุบลราชธานี

          เราน่าจะศึกษาว่าพิธีการอันสำคัญนี้ มีความหมาย และมีความเป็นมาอย่างไร ดังนี้

พิธีการบายศรีสู่ขวัญ

          ความหมายของขวัญ คำว่า “ ขวัญ ” ตามที่เข้าใจกันมีความหมายเป็นนามธรรมอันหนึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน คล้ายกำลังของจิตนิยมกันว่ามีอยู่ในตัว หรือประจำชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่เกิดขึ้นมา และเชื่อกันว่าถ้าขวัญอยู่กับเนื้อกับตัวก็เป็นสิริมงคล เป็นสุขสบาย ทำให้จิตใจมั่นคงตลอดปลอดภัย ถ้าหากตกใจหรือขวัญเสีย ขวัญก็มักออกจากร่างอาจทำให้คนได้รับผลร้ายหรืออันตราย การสู่ขวัญเป็นพิธีเรียกขวัญตามความหมายนี้ นอกจากนี้คำว่า “ ขวัญ ” ยังใช้เป็นคำเรียกสิ่งอันเป็นที่รัก หรือที่ดีอีกด้วย เช่น ขวัญใจ ขวัญตา เมียขวัญ จอมขวัญ ขวัญเมือง ฯลฯ เป็นต้น

ความหมายบางคำเกี่ยวกับพิธีบายศรีสู่ขวัญ

          คำว่า “ บายศรี ” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานแปลว่า ภาชนะใส่เครื่องสังเวยในพิธีทำขวัญ หรือ สู่ขวัญ จัดตกแต่งให้สวยงาม เป็นพิเศษด้วยใบตอง และดอกไม้สด มีข้าว ขนม ข้าวต้มเป็นเครื่องประกอบอันสำคัญ การทำพิธีเรียกขวัญ จึงเรียกว่า “ บายศรีสู่ขวัญ ”

          คำว่า “ พาขวัญ ” เป็นภาษาอีสาน มีความหมายเช่นเดียวกับ “ พานบายศรี ” มีการแต่งพาขวัญพร้อมเครื่องสังเวยต่างๆ เหมือนกัน

          การสู่ขวัญ หรือสูตขวัญ การสู่ขวัญหรือสูตขวัญของชาวอีสาน คงวิวัฒนาการมาจากพิธีพราหมณ์ เพราะบรรพบุรุษเคยนับถือทั้งพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ การสู่ขวัญเป็นเรื่องเกี่ยวกับขวัญและจิตใจ เพื่อหาทางก่อให้เกิดขวัญหรือกำลังใจดีขึ้น ชาวอีสานเห็นความสำคัญทางจิตใจมาก ดังนั้น วิถีการดำเนินชีวิตแทบทุกอย่างจึงมักจะมีการเรียกร้องพลังทางจิต จะได้ช่วยให้มีพลังใจเข็มแข็ง สามารถฟันฝ่าอุปสรรคหรือภัยพิบัติได้นั้นเอง จึงเป็นประเพณีถือปฏิบัติยั่งยืนมาจาสมัยนี้

          การสู่ขวัญเป็นประเพณีโบราณที่บรรพบุรุษได้เคยประพฤติปฏิบัติสืบต่อๆ กันมาช้านาน โดยเชื่อว่า เป็นสิริมงคลแก่การเป็นอยู่หรือช่วยให้เกิดมงคลและอยู่ด้วยความสวัสดีมีชัย มีโชคลาภยิ่งขึ้น ทำให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ด้วยความราบรื่นและอาจดลบันดาลให้ผู้ที่เคราะห์ร้ายหายจากสรรพเคราะห์ทั้งปวงด้วย แต่การสู่ขวัญต้องอาศัยคนเฒ่าคนแก่ผู้เป็นนักปราชญ์ ผู้ฉลาดหรือผู้รู้วิธีทำ ซึ่งเรียกว่า “ หมอขวัญ ” หรือ “ พราหมณ์ ” สู่ขวัญให้ จึงจะเป็นสิริมงคลได้ผลดีสมความปรารถนา ถ้าหากทำไปสักแต่ว่าทำไม่มีพิธีการอันแนบเนียนก็จะมีผลน้อย เพราะการทำพิธีนี้เกี่ยวกับจิตวิทยาอย่างหนึ่งด้วย ถ้าผู้ทำเป็นผู้ฉลาดในพิธีการ ตั้งอกตั้งใจทำจริงๆ มุ่งหวังให้เป็นสิริมงคลแก่ผู้รับขวัญของผู้รับการสู่ขวัญจริงๆ อย่างนี้จึงจะได้รับประโยชน์จากการสู่ขวัญนั้น

          สาเหตุที่มีการสู่ขวัญ เหตุที่จะมีการสู่ขวัญปกติมีอยู่ 2 ประการด้วยกัน คือ เพราะปรารภในเหตุที่ดีอย่างหนึ่ง และปรารภในเหตุไม่ดีอย่างหนึ่ง การสู่ขวัญเนื่องในเหตุที่ดี ก็ได้แก่ การทำเนื่องในการได้รับโชคลาภ หรือสิ่งที่พึงพอใจ เช่น ไปค้าขายได้เงินทองมามาก ได้เลื่อนยศถาบรรดาศักดิ์ แต่งานใหม่ ขึ้นบ้านใหม่ เจ้านายหรือผู้ใหญ่ที่เคารพไปมาหาสู่ จากบ้านไปนานแล้วมาเยี่ยมบ้าน ได้ลาภพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นต้น ส่วนเหตุในทางไม่ดี จัดการสู่ขวัญเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ให้หายเสนียดจัญไรต่างๆ เช่น เจ็บไข้ได้ป่วย หรือหายจากป่วย ได้รับความตกใจหรืออกสั่นขวัญหายจากเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง เคราะห์ร้ายเสียทรัพย์สินเงินทองเกิดถ้อยร้อยความ สัตว์หรือสิ่งของหายแล้วได้คืนมา เป็นต้น ก็ทำการสู่ขวัญเพื่อเรียกขวัญ หรือเชิญขวัญมา เพื่อให้ขวัญผู้นั้นมาอยู่กับเนื้อกับตัว จะได้ทำจิตใจของผู้นั้นมีความสุขสบาย หรือหายจากเคราะห์เข็ญต่างๆ

          เมื่อทราบความหมายและความเป็นมาของ “ การบายศรี ” แล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่ง คล้ายกับ “ พานบายศรี ” หรือ “ พาขวัญ ” แต่ขนาดเล็กว่า เรียกว่า “ ขันหมากเบ็ง ” อยากทราบว่าคืออะไร ใช้ประโยชน์อย่างไร อ.มนัส สุขสบาย ได้อธิบายไว้ ดังนี้

ขันหมากเบ็ง

          ขันหมากเบ็ง หรือ ขันหมากเบญจ์ คือพานพุ่มดอกไม้ที่ใช้เป็นพานพุ่มบูชาในพิธีกรรม และบูชาพระรัตนตรัยในวันอุโบสถ หรือวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา รวมทั้งการนำไปบูชาวิญญาณบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว โดยนำไปวางไว้ตามเสารั้ววัด หรือหลักเส (ธาตุ ทำด้วยไม้แก่น แกะสลักสวยงามเจาะให้เป็นช่องสี่เหลี่ยมขนาดสี่นิ้วฟุต สำหรับบรรจุอัฐิ) ซึ่งนิยมในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และวันสงกรานต์

          ขันหมากเบ็ง คือพานพุ่มใส่ดอกไม้ หรือเครื่องบูชา 5 อย่าง ได้แก่ หมาก พลู ธูป เทียน ข้าวตอก ดอกไม้ อย่างละ 5 คู่ ใช้ใบตองทำเป็นซวย (กรวย) – บายศรี ใช้ใบตองรีดซ้อนกันให้เป็นรูปคล้ายเจดีย์ ทำเป็นสี่มุมรวมทั้งตรงกลางเป็น 5 ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 นิ้ว สูง 6- 8 นิ้ว ประดับประตูด้วยเครื่อง 5 อย่าง ดังได้กล่าวแล้ว ไว้บนยอดแหลมของบายศรี-กรวย-ซวย เรียงลดหลั่นลงมาตามลำดับเพื่อความสวยงาม

          ดอกไม้ซึ่งเป็นที่นิยม เช่น ดอกดาวเรือง (จะทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง) ดอกสามปีบ่อเหนี่ยว(ดอกบายไม่รู้โรย) เชื่อว่าจะทำให้อายุมั่น ขวัญยืน แต่ปัจจุบันเห็นนิยมใช้ดอกรัก (ทำให้เกิดความรัก)

          วิธีการใช้ขันหมากเบ็ง-เบญจ์

-ใช้เป็นเครื่องสักการบูชาพระรัตนตรัย

-ใช้เป็นเครื่องสักการะอยู่ในเครื่องพลีกรรม ไหว้ครู บอกผี (เซ่นสรวงดวงวิญญาณ)

-บูชาวิญญาณบรรพบุรุษ โดยนำไปบูชาตามหลักเส (ธาตุ) ที่บรรจุอัฐิ (กระดูก)

-เป็นเครื่องให้พิจารณาเตือนคนได้ พิจารณาเบญจขันธ์คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

รูป คือ ร่างที่คลุมรวมกันไว้ด้วยธาตุ 4 อันเป็นส่วนที่ปรากฏด้วยตา

เวทนา การเสวยอารมณ์ รู้สึกสุข เดือดร้อน เจ็บ แค้นใจ เบิกบาน เฉยๆ

สัญญา รู้และจำอารมณ์ที่ผ่านอวัยวะทั้ง 6 เข้ามาแล้วบันทึกไว้ในใจ

สังขาร สภาวะปรุงแต่งวิญญาณ ผู้ก่อกรรมเกิดรูปนามติดต่อไป

วิญญาณ รู้แจ้งอารมณ์ภายในที่สัมผัสปัจจัยภายนอก

          พ่อบำเพ็ญ ณ อุบล ได้อรรถาธิบายเพิ่มเติมว่า นอกจากใช้ขันหมากเบ็ง เป็นเครื่องสักการระบูชาพระรัตนตรัยแล้ว ยังใช้ในการกราบไหว้ผู้ที่เคารพอย่างสูงอีกด้วย โดยมีเหตุผลว่า

-การกราบโดยทั่วไป เป็น “ นามธรรม ” (เพราะเมื่อกราบเสร็จเหตุการณ์ก็ผ่านไป)

- การกราบบูชาด้วยขันหมากเบ็ง เป็น “ รูปธรรม ” เพื่อให้การกราบคงอยู่ในรูปขันหมากเบ็ง

          ดังนั้น การกราบบูชาด้วยขันหมากเบ็ง จึงเสมือนการกราบด้วยเบ็ญจางคประดิษฐ์ เป็นเครื่องเบ็ญจขันธ์

          เวลาหลายปีที่ผ่านมา ชาวอุบลฯ ได้ใช้ขันธ์หมากเบ็งเพื่อสักการบูชา ตามความหมายดังกล่าวข้างต้น ในงานต่างๆ เช่น

-สักการะเทียนหลวงพระราชทาน งานประเพณีแห่เทียนพรรษา

-การบวงสรวงสักการะพระปทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง) ผู้สร้างเมืองอุบล/เจ้าเมืองคนแรก

-ถวายสักการะ พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ ล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์ งานพิธีบายศรีเฉลิมพระขวัญฯ ภาพจำลองเคลื่อนที่ งานแห่เทียนพรรษาฯ

-ถวายสักการะ พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ “ งานราชภัฎมหกรรมวิชาการ เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษามหาราชินี ด้านวัฒนธรรม ” 13 สิงหาคม 2547

          นอกจากนี้ยังใช้ขันหมากเบ็ง เป็นเครื่องสักการบูชาในวาระสำคัญต่างๆ อีกด้วย

          อาจจะกล่าวโดยสรุปด้วยได้ว่า “ การบายศรีสู่ขวัญ ” และการสักการบูชาด้วย “ ขันหมากเบ็ง ” ชาวอีสานได้ยึดถือเป็นประเพณี และปฏิบัติสืบเนื่องมาตลอดถึงปัจจุบัน ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่ทรงคุณค่ายิ่งของชาวอีสาน แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ผู้ชำนาญการในการจัดทำ “ พานบายศรี ” หรือ “ พาขวัญ ” และ “ ขันหมากเบ็ง ” มีจำนวนน้อย และอายุมากแล้ว ควรที่จะมีการสืบทอดจัดกิจกรรม “ การพัฒนาอาชีพบายศรีอีสานแบบบูรณาการสู่ชุมชน ” เพื่ออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมจากภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสานโดยนำมาประยุกต์กับศิลปะยุคใหม่ให้เกิดความประณีตสวยงาม อ่อนช้อย สร้างอาชีพ ให้เกิดรายได้แบบยั่งยืน เป็นการส่งเสริม “ วัฒนธรรมาชีพ ” ก่อประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม ตลอดไป

          ความสำคัญในการ “ บายศรี ” หรือ “ พาขวัญ ” และ “ ขันหมากเบ็ง ” สิ่งที่ต้องใช้มากที่สุดคือ “ ใบตอง ” ซึ่งต้องใช้ฝีมือ ความชำนาญ ความประณีตเป็นพิเศษ การเลือกใบตองจะต้องอ่อน แก่ พอๆ กัน สีจะได้เสมอกัน ต่อด้วยการพับ การรีดตองให้เป็นรูปที่ต้องการ พับตองสวยงามแล้วเอาแช่น้ำสารส้มไม่ให้ใบตองเปลี่ยนสี ถึงเวลาเอามาผึ่ง แล้วทาน้ำมันมะกอกให้ใบตองขึ้นเงา

          สภาวะของ “ ใบตอง ” ในพานบายศรีกับเมื่อเสร็จงานแล้ว แตกต่างกันอย่างไร เห็นได้ดังนี้

          “ พานบายศรี ” เป็นสิ่งที่บ่งบอกคติธรรมทางพุทธสาสนา 2 ประการ คือ “ สัจธรรม ” ความจริงแท้แน่นอน กับ “ อนิจจัง ” ความไม่เที่ยงแท้ ไม่แน่นอน ไม่ถาวรมั่นคง ไม่จีรังยั่งยืน ดังคำกลอน “ สุนทรภู่ ” ที่ร้อยกรองไว้ว่า

          “ เหมือนบายศรี มีงาน ท่านถนอม เจิมแป้งหอมกระแจะจันทร์ เครื่องหรรษา

          พอเสร็จงาน ท่านทิ้ง ลงคงคา ต้องลอยมา ลอยไป เป็นใบตอง ”

          ช่วงเป็นใบตอง ระยะเวลา ยาวนาน ช่วงเป็นบายศรีระยะเวลาสั้น เพราะฉะนั้น อย่าทะนงตัวหรือทะนงศักดิ์ในช่วงที่เป็นบายศรี

          หมายเหตุผู้เขียน ข้อมูลในการเขียนเรื่องนี้ ได้รับความกรุณาจาก พ่อบำเพ็ญ ณ อุบล และอาจารย์มนัส สุขสาย ครูภูมิปัญญาคนสำคัญของอุบลฯ ขอขอบคุณ ณ โอกาสนี้



ความคิดเห็นที่ 1

เนื้อหาดีมากคะ

โดย : สุภาพร แจ้งนาม   email : aoamazing.555.com@hotmail.co.th เมื่อ วันพฤหัส ที่ 23 ธันวาคม 2553 เวลา 18:41:15 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 2

รบกวนครับ
ในช้วงเดือน กค.54 ไม่ทราบว่าสามารถทำพิธี บายศรีสู่ขวัญ ได้หรือเปล่า และวันใหนดีครับ


โดย : นัท   email : nutty.40@hotmail.com เมื่อ วันจันทร์ ที่ 31 มกราคม 2554 เวลา 21:58:53 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 3

ใช่จร๊


ดีรมั๊กมาก


โดย : jam+tiew   email : jam_26120@hotmail.com เมื่อ วันจันทร์ ที่ 28 มีนาคม 2554 เวลา 09:36:51 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 4

ไปอบรมคุณธรรมจริยธรรมมาได้ฝึกการทำขันหมากเบ็งคิดว่าจะฝึกนักเรียนทพรับโรงเรียนในฝัน เดือนพฤศจิกายน ขอบคุณ ผอ.ที่ให้โอกาสได้ไปถึงจะเหนื่อยแต่ก็คุ้มและได้แนวคิด เป็นการบูรณาการหลายวิชาเข้าด้วยกัน

โดย : นิ่มนวล แสงสวย   email : nimsang3@gmail.com เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 26 มิถุนายน 2554 เวลา 11:07:41 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 5

ใช่จร๊า ดีมั๊กมาก....

โดย : รุ่งฤดี อินทะเล   email : Rungruidee6699@hotmail.com เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 11 กันยายน 2554 เวลา 09:34:58 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 6

สุดยอดไปเลยคร๊าบ....5555+

โดย : กิติศักดิ์ เรือนคำ   email : kot-5588@hotmail.com เมื่อ วันอาทิตย์ ที่ 11 กันยายน 2554 เวลา 09:37:36 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 7

แต่ก่อนไปวัด จะนำเอาเฉพาะ อาหาร และปัจจัยไปถวาย พอมาอ่านเรื่องขันหมากเบ้ง ถึงได้รู้ว่า จะต้องเอาขันหมากเบ็งไปถวายเป็นเครื่องสักการะด้วย เพื่อบูชาพระศรีรัตนตรัย..ขอบคุณค่ะ สำหรับความรู้เพิ่มเติม

โดย : นางฟ้า นางฟ้า   email : vikul_444@hotmail.com เมื่อ วันจันทร์ ที่ 17 ตุลาคม 2554 เวลา 07:25:59 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 8

ขอขอบพระคุณที่เผยแพร่ความรู้เรื่องพานบายศรี

โดย : สมทอง   email : somthong2009@hotmail.com เมื่อ วันพุธ ที่ 14 สิงหาคม 2556 เวลา 23:00:19 น. ลบ


  แสดงความคิดเห็น
ข้อความ :  
ชื่อ :  
อีเมลล์ :    

-

Guide Ubon

http://www.hotsia.com/
http://www.sadoodta.com/
http://www.111thailand.com/
http://www.oceansmile.com/
http://www.guideubon.com/
http://feelthai.blogspot.com/
copyright 2005 www.GuideUbon.com
สำนักงานไกด์อุบลดอทคอม เลขที่ 89/1 ถนนพโลรังฤทธิ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000
ติดต่อไกด์อุบล : webmaster@guideubon.com | msn : guide_ubon@hotmail | Tel : 080-4850511 Fax : 0-4525-4700