<พระพุทธรูปสำคัญของอุบลราชธานี>-พระพุทธรูปสำคัญของอุบลราชธานี-
Home Page GuideUbon
    You Tube    Facebook    Twitter    On Mobile
-พระพุทธรูปสำคัญของอุบลราชธานี-
-

               ตามที่ผู้เขียนได้เสนอบทความเรื่อง “พระแก้วสำคัญของเมืองอุบลฯ” เผยแพร่ไปได้ไม่นาน ก็ได้รับการแสดงความคิดเห็นจากท่านผู้มีภาวะสร้างสรรค์หลายท่าน อาทิเช่น พี่บำเพ็ญ ณ อุบล ให้ข้อคิดว่า “พระแก้วสำคัญของเมืองอุบลฯ” ที่นำเสนอรวม 5 องค์ บางองค์ยังไม่ค่อยทราบเป็นการทั่วไปมาก่อน ได้มีการสอบถามจากพระเถระผู้ใหญ่ พระพรหมวชิรญาณ เจ้าอาวาสวัดยานนาวา กรรมการมหาเถระสมาคม ท่านได้ให้ความสนใจเรื่องนี้

               ศาสตราจารย์ ดร.ประกอบ วิโรจน์กูฏ อธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  ให้ความคิดเห็นว่า “พระพุทธรูปสำคัญของเมืองอุบลฯ” คงจะมีอีกหลายองค์ที่ยังไม่เปิดเผยเป็นที่ทราบทั่วกัน สมควรสืบค้นให้สาธารณชนได้รู้จักแพร่หลาย จะได้ส่งเสริมในด้านการอนุรักษ์/ความภาคภูมิใจของชาวอุบลฯ ในการที่ได้มีส่วนร่วม/ก่อให้เกิดการสืบค้นอย่างจริงจังกระจายออกไปเป็นผลดีต่อคุณค่าของบ้านเมืองแล้วรวบรวม เรียบเรียงเป็นรูปเล่ม เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ทั้งด้านการศาสนา วัฒนธรรม ศิลปกรรมและการท่องเที่ยวด้านธรรมะ “ท่องธารธรรม”

               รองศาสตราจารย์ ดร.วิโรฒ ศรีสุโร คณบดีโครงการจัดตั้งคณะศิลปะประยุกต์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้เสริมความคิดเพิ่มเติมว่า การรวบรวมรูปเล่ม ควรปประกอบด้วยพระพุทธรูปสำคัญต่างๆ ไม่เฉพาะ “พระแก้วสำคัญ” เท่านั้น โดยเฉพาะ “พระประธาน” ในโบสถ์วิหารของวัดต่างๆ ตั้งแต่ครั้งเริ่มสร้างเมืองอุบลฯ 200 กว่าปี มาแล้ว ล้วนแล้วแต่มี “พุทธศิลป์ล้ำค่า” น่าศึกษา เมื่อรวมเล่มแล้ว หนังสือจะมีคุณค่ายิ่งขึ้น น

               อกจากนี้ ก็ได้ความคิดจากผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่านว่า คำว่า “เมืองอุบลฯ” เป็นภาษาพูดดั้งเดิม ความหมายที่แท้จริงคือ “อุบลราชธานี” ควรใช้คำเต็มเพื่อความสมบูณ์/ความงดงามของภาษาและถ้อยคำ ก่อให้เกิดความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ องค์ปฐมบรมราชวงศ์จักรีที่โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามเมืองนี้ว่า “อุบลราชธานี” ร่วมสมัยกับการสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ แม้ภายหลังจะแบ่งเป็นอีก 2 จังหวัด แต่ก็แบ่งเฉพาะพื้นที่เท่านั้น จิตวิญญาณยังคงเป็น “อุบลราชธานี” ดังเดิม (ทำให้นึกถึงผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ลำดับที่ 39 นายเดชชาติ วงศ์โกมลเชษฐ์ เมื่อ พ.ศ.2519 ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดฯ พิธีกรแนะนำ ผวจ.ต่อนักศึกษา วปอ. ว่า ท่านเกิดที่อำเภอมหาชนะชัย จึงเป็นชาวยโสธรโดยกำเนิด ท่านรีบปฏิเสธทันทีว่า ท่านเป้นชาวอุบลราชธานีโดยกำเนิด เพราะเกิด พ.ศ.2475 ส่วนจังหวัดยโสธร พึ่งจะเกิดปี 2515 เกิดหลังท่านตั้ง 40 ปี ที่เกิดเป็นจังหวัดก็เพราะ คำสั่งคณะปฏิวัติเท่านั้น มิได้เกิดจากความต้องการของประชาชน ประธานนักศึกษา วปอ.ชมว่า “ผวจ.อบ.ท่านนี้มีจิตวิญญาณอุบลราชธานีฝังแน่นมาก” )

               ผู้เขียนน้อมรับความคิดเห็นดังกล่าวข้างต้นด้วยความขอบคุณ จึงนำเสนอบทความเรื่อง “พระพุทธรูปสำคัญของอุบลราชธานี” เป็นตอนๆ เพื่อความเหมาะสมในการรวมเล่มตามโอกาสอันควร ดังต่อไปนี้

1. พระเจ้าใหญ่องค์หลวง วัดหลวง

               วัดหลวง เป็นวัดที่ตั้งอยู่ใกล้กับคุ้มของเจ้าพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (คำผง) ซึ่งชาวเมืองเรียกว่า คุ้มญาหลวง เรียกตามแบบอย่าง เรียกว่า คุ้มโฮงกลาง และชาวเมืองเรียกขานท่านว่า ญาหลวงเฒ่า เมื่อสร้างเมืองแล้วเจ้าพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (คำผง) จึงได้ให้สร้างวัดขึ้นวัดหนึ่งที่เรียกว่า วัดหลวง ตามชื่อของเจ้าครองเมืองท่านแรก

               วัดนี้ใช้เป็นที่ประชุมถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในสมัยของเจ้าพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ (คำผง) ตลอดมาจนถึงสมัยก่อน สร้างวัดสุปัฏนารามวรวิหารในสมัยเจ้าพระพรหมวงศา (กุทอง) เป็นเจ้าครองเมือง จึงได้มาประชุมกระทำพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาที่วัดสุปัฏนารามฯ แต่นั้นมา เพราะว่าวัดนี้เป็นพระราชทรัพย์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชศรัทธาให้มาสร้างขึ้นเพื่อเป็นวัดธรรมยุตินิกายเป็นวัดแรกในเมืองอุบลราชธานี และในดินแดนอีสาน

               วัดหลวง สร้างขึ้นเมื่อปี พุทธศักราช 2334 เสนาสนะสิ่งก่อสร้าง ล้วนแล้วแต่วิจิตรด้วยศิลปะการแกะสลักปิดทองลงรักประดับกระจกทั้งสิ้น พระประธานในพระวิหารก็สร้างอย่างสวยสดงดงามที่สุดหาที่เปรียบมิได้ จากการสัมภาษณ์พี่บำเพ็ญ ณ อุบล ได้ทราบว่า “พระเจ้าใหญ่องค์หลวง” พระประธานในศาลาการเปรียญวัดหลวง ซึ่งญาหลวงเฒ่า เจ้าผู้สร้างเมืองอุบลฯ ผู้สร้างวัดได้นำชาวบ้านชาวเมืองสร้างพระพุทธรูปองค์นี้ ต้องด้วย “เบ็ญจลักษณะ” ห้าคืบพระสุคต กล่าวคือ ลักษณะที่เท่ากันห้าประการ อันได้แก่ 1. พระเพลา (หน้าตัก) จากพระชานุ (หัวเข่า) ด้านซ้ายถึงพระชานุด้านขวา 2. เฉลียงจากพระชานุซ้าย ถึงพระอังสา (บ่าไหล่) ขวา 3. เฉลียงจากพระชานุขวาถึงพระอังสาซ้าย 4. ปลายพระองคุลี (นิ้วมือ) ข้างขวาที่วางพาดพระชานุถึงพระนราฏ (หน้าผาก) 5. วัดรอบพระเศียร (ศีรษะ)

               นอกจากนี้ วัดหลวงยังมีพระพุทธรูปสำคัญคือพระสำริดปางห้ามญาติ พระไม้จันทร์ปางห้ามญาติ พระทรงเครื่องกษัตริย์ และพระพุทธรูปแบบล้านช้าง อีกด้วย

2. พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง วัดมหาวนาราม (วัดป่าใหญ่)

               วัดมหาวนาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ สร้างในสมัยพระพรหมวรราชสุริยวงศ์ (ทิดพรหม) เป็นเจ้าเมืองอุบลราชธานีลำดับที่ 2 เดิมมีชื่อว่า “วัดป่าหลวงมณีโชติศรีสวัสดิ์” (ต่อมา พ.ศ.2488 สมเด็จมหาวีระวงศ์ ติสสโส อ้วน เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดมหาวนาราม”) เมื่อสร้างเรียบร้อยแล้ว ในปี พ.ศ.2350 ปีเถาะ พระมหาราชครูศรีสิทธิธรรมวงศา จึงได้พาศิษยานุศิษย์ ร่วมกันสร้างพระพุทธรูปชื่อ “พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง” มีความหมายว่า “พระอินทร์จำแลงแปลงกายมา” ชาวอีสานเรียก “พระเจ้าใหญ่อินแปง” มีความหมายอีกนัยหนึ่งว่า “พระอินทร์สร้าง” ล้วนแต่เป็นศิริมงคลทั้งสองความหมาย

               การสร้างพระเจ้าใหญ่ ขนาดหน้าตักกว้าง 6 ศอก สูงจากเรือนแท่นถึงเปลวพระโมลี 10 ศอก ลงรักปิดทองด้วยพุทธศิลปะที่งดงาม เพื่อเป็นองค์แทนสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สำเร็จเรียบร้อยเมื่อวันเพ็ญเดือนห้า ตรงกับวันอาทิตย์ เดือนเมษายน ช่วงเวลาบ่ายสามโมง ในศิลาจารึกจึงกำหนดเอาวันเพ็ญเดือนห้า เป็นวันจัดงานเฉลิมฉลองพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลงเป็นประจำทุกปี

               พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง เป็นที่เรื่องลือและมีประจักษ์พยานเห็นผลในเรื่องของอิทธิฤทธิ์ความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งได้ปรากฏผลให้กับผู้คนซึ่งกล่าวขานกันว่า หากผู้ใดกระทำความผิดหรือก่อเรื่องไม่ดีงามขึ้น เมื่อมีการซักไซร้สอบถามอย่างไร ก็ไม่รับสารภาพ แต่เมื่อเอ่ยว่าจะให้ไปดื่มน้ำสาบานต่อหน้าพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง ผู้กระทำก็จะมีความเกรงกลัว และยอมรับในสิ่งที่ตนได้ทำ มีตัวอย่างหลายครั้งที่เห็นผลทันตาในทันทีทันใด ผู้เจ็บป่วยก็ขอน้ำมนต์เพื่อรักษาจนหาย

               ด้วยความเชื่อถือนี้จึงมีผู้คนเป้นจำนวนมากที่เลื่อมใส ศรัทธา ประชาชนแทบทั่วทุกถิ่น หลั่งไหลกันมากราบนมัสการ อธิษฐานบนบานศาลกล่าว เพื่อขอพรดลบันดาลให้ชีวิตประสบในสิ่งที่พึงปรารถนา และปกป้องคุ้มครองพ้นจากภยันตรายต่างๆ เมื่อมากราบไหว้ จิตใจจะเบิกบานแจ่มใส สุขกาย สายใจ

3.พระเจ้าใหญ่ศรีเมือง

               วัดทุ่งศรีเมือง วัดทุ่งศรีเมือง ตั้งอยู่เลขที่ 95 ถนนหลวง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่ง ของจังหวัดอุบลราชธานี ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของสนามทุ่งศรีเมือง

               ประวัติความเป็นมาของวัดทุ่งศรีเมือง ในสมัยปลายแผ่นดินรัชกาลที่สาม เจ้าคุณพระอริยวงศาจารย์ฯ ซึ่งเป็นชาวจังหวัดอุบลราชธานีโดยกำเนิด ได้รับการแต่งตั้งขึ้นมาเป็นผู้ปกครองคณะสงฆ์เมืองอุบลราชธานี หรือตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานีในปัจจุบัน เดิมทีท่านจำพรรษาที่วักสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ ได้ขึ้นมาจำพรรษาอยู่ที่วัดมณีวนาราม(วัดป่าน้อย) ที่กุฏีแดง และได้ออกมานั่งเจริญสมณธรรมอยู่ ณ บริเวณป่าชายเมืองและป่าชายทุ่ง (ชายดงอู่ผึ้ง) คือ บริเวณที่ตั้งวัดทุ่งศรีเมืองปัจจุบัน เห็นเป็นชัยภูมิที่เงียบสงบอากาศเย็นสบาย ถูกอัธยาศัยของท่านเจ้าคุณฯ จึงได้ออกมานั่งกรรมฐานเป็นประจำ

               ครั้นภายหลังมา ท่านได้ลงไปทำธุระที่กรุงเทพ จึงได้จำลองเอารอยพระพุทธบาทจากวัดสระเกศฯ มาประดิษฐานไว้บริเวณวัดทุ่งศรีเมือง และต่อมาจึงได้สร้างหอพระพุทธบาท ไว้เป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทหรือพระอุโบสถหลังปัจจุบัน จึงได้สร้างหอพระไตรปิฎกขึ้นที่กลางสระน้ำมีความกว้าง 25 เมตร ยาว 40 เมตร หลังปัจจุบันนี้ เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระไตรปิฎก หรือคัมภีร์ทางพุทธศาสนา คือ พระวินัยปิฎกและพระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก และปรัชญาพื้นบ้าน รวมถึงตำราต่างๆ มากมาย ซึ่งส่วนมากเป็นหนังสือใบลานจารึกด้วยอักษรธรรม และสมุดข่อย ปัจจุบันนี้ยังคงเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย

               หลังจากสร้างหอพระบาทเสด็จ แล้วจึงได้ตั้งวัดขึ้นในภายหลัง เพื่อเป็นมงคลนาม เพราะตั้งอยู่ชายแดน ชายทุ่ง จึงได้ขนานนามว่า “วัดทุ่งศรีเมืองหรือทุ่งชายเมือง” มาจนบัดนี้

               พระเจ้าใหญ่ศรีเมือง ที่ประดิษฐานอยู่ภายในวิหารศรีเมือง วัดทุ่งศรีเมือง เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่องค์หนึ่งของขวัญอุบลราชธานี เดิมประดิษฐานอยู่วัดเหนือท่า ตามหนังสือเล่าเรื่องเมืองอุบล ของคุณพ่อบำเพ็ญ ณ อุบล พ.ศ.2545 เขียนไว้ว่า วัดเหนือท่า สร้างโดยพระสงฆ์ที่ติดตามมากับขบวนของพระวอพระตา จากเมืองนครเขื่อนขันกาบแก้วบัวบาน (เมืองหนองบัวลำภู) เมื่อสร้างวัดเหนือท่าเสร็จ ต่อมาจึงได้สร้างวัดหลวงขึ้น ดังนั้นพระเจ้าใหญ่ศรีเมือง จึงสร้างในสมัยเดียวกันกับพระเจ้าองค์หลวง วัดหลวง

               ต่อมาวัดเหนือท่าได้ร้างลง ปล่อยให้พระเจ้าใหญ่ศรีเมืองเศร้าหมอง และตากแดดตากฝนจนเศียรพระชำรุด ครั้นต่อมา ทางราชการจะสร้างเป็นอนามัย 7 สำนักงานสาธารณสุข พระครูวิโรจน์รัตโนบล อดีตเจ้าอาวาสวัดทุ่งศรีเมือง อดีตเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี จึงได้นำพาญาติโยมและสัปบุรุษชาวจังหวัดอุบลราชธานี ไปอัญเชิญและเคลื่อนย้ายมาเป็นพระประธาน ประดิษฐานไว้ที่ศาลาการเปรียญหลังเก่า ได้ทำการบูรณะซ่อมแซมเศียรพระที่ชำรุดขึ้นใหม่โดยจำลองให้เหมือนกับพระเหลาเทพนิมิต ที่วัดพระเหลาเทพนิมิต อำเภอพนา ดังนั้นพระเจ้าใหญ่ศรีเมือง จึงมีลักษณะละม้ายคล้ายกับพระเหลาเทพนิมิต

               เมื่อพระราชรัตโนบล ได้รื้อศาลาหลังเก่า ได้สร้างพระวิหารศรีเมืองเสด็จ จึงได้อัญเชิญพระเจ้าใหญ่ศรีเมืองขึ้นประดิษฐานบนวิหารศรีเมืองปัจจุบัน

4.พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ วัดใต้

               ตามประวัติ วัดใต้ได้สร้างเมื่อพุทธศักราช 2373 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ปีพุทธศักราช 2441 โดยมีท้าวสิทธิสารกับเพี้ยเมืองแสนและราษฎรได้กราบบังคับทูล ขอพระราชทาน

               วัดใต้ตั้งอยู่ เลขที่ 2 ถนนสุนทรวิมล ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี เรื่องเดิมนั้น วัดใต้ มีอยู่ 2 วัด คือ วัดใต้ท่า(วัดร้าง) ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่มูล ภาษาอีสานเรียกว่า “ท่าน้ำ” หมายถึงทางลงแม่น้ำ จึงเรียกว่าวัดใต้ท่า ปัจจุบันเป็นที่ตั้งสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 2 จังหวัดอุบลราชธานี ท่านเจ้าคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์(ติสโสอ้วน) ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์(สิริจันโท จันทร์) ครั้งดำรงตำแหน่งสังฆมนตรีปกครองสังฆมณฑลในสมัยนั้น จึงได้ยุบรวมวัดใต้ท่า มารวมกับวัดใต้เทิง ให้เป็นวัดเดียวกันเรียกว่า “วัดใต้เทิง” ด้วยเหตุชาวบ้านทั้ง 2 คุ้มวัดใต้ท่าและวัดใต้เทิง เพื่อเป็นการแสดงถึงความสามัคคีกัน จึงได้มีมติตกลงกันให้เรียกว่า “วัดใต้” จนถึงปัจจุบันนี้ คำว่าเทิง จึงค่อยเลือนหายไป

               คำว่า “เทิง” เป็นสำเนียงภาษาอีสาน โดยมีความหมายว่า บน หรือ เหนือ อยู่สูง อยู่บนขึ้นไป วัดใต้เทิงคือวัดที่อยู่เหนือขึ้นไป ถัดขึ้นไปจากวัดใต้ท่าที่ตั้งอยู่ใกล้ริมแม่น้ำมูล เพราะเหตุทั้งสองวัดอยู่ใกล้ คือ มีถนนพรหมราชกั้นกลาง จึงได้ยุบวันใต้ท่า(วัดร้าง) มารวมที่วัดใต้ตั้งแต่ครั้งนั้น ต่อมา “วัดใต้” ได้เปลี่ยนแปลงชื่อเป็น “วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ” เพราะเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปที่มีอายุเก่าแก่นามว่า “พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ” ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ณ วันที่ 14 กันยายน พ.ศ.2544

               พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ภายในอุโบสถวัดใต้ ได้แก่ พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ เนื้อทองนาคสัมฤทธิ์ หน้าตัก 51 นิ้ว(1.27 ม.) สูง 85 นิ้ว(2.12 ม.) ปางมารวิชัย ใช้ทองนาคเงินสัมฤทธิ์หล่อองค์พระหนักเก้าแสนบาทบท (มีข้อความจารึกว่า สมเด็จอรรควรราชครูปุสสีตธรรมวงศาเจ้า สมเด็จพระเจ้าพรหมบวรราชวงศาภูมินทร์เจ้าแผ่นดิน ในเมืองอุบลราชธานี เป็นประธานในการสร้าง) องค์เดิมที่ยังหุ้มเปลือกเรียกว่า “พระสร้อยสัพพัญญเมตตรัยสัทโธ พ.ศ.2519 ได้กะเทาะเปลือกหุ้มออกทั้งหมด องค์ข้างในจริงชื่อ “พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ””

               ประวัติพระพุทธรูปนาม “พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ” ประเทศไทย มี 5 องค์

1.พระเจ้าองค์ตื้อ(พระตื้อ) เนื้อทองนาคสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย อยู่ที่วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี

2.พระเจ้าองค์ตื้อ(พระโต) เนื้ออิฐถือปูนลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย อยู่ที่วัดพระโต บ้านหนองแซงอำเภอนาตาล(เขมราฐ) จังหวัดอุบลราชธานี

3.พระเจ้าองค์ตื้อ(พระตื้อ) เนื้อทองสัมฤทธิ์ ปางมารวิชัย อยู่ที่วัดศรีชมพูองค์ตื้อ อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย

4.พระเจ้าองค์ตื้อ(พระหินตัน) เนื้อศิลาหินปางมารวิชัย อยู่ที่สำนักสงฆ์หน้าผาตาดโตน อำเภอเมืองจังหวัดชัยภูมิ

5.พระเจ้าองค์ตื้อ(พระเก้าตื้อ) เนื้อทองสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย อยู่ที่สวนดอก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

และพระเจ้าองค์ตื้อ อยู่ที่วัดพระเจ้าองค์ตื้อสาธารณรัฐประธิปไตยประชาชนลาว นครเวียงจนทร์

               ตำนานได้กล่าวไว้ว่า สร้างสมัยกษัตริย์พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ความหมายของคำว่า “ตื้อ” ตาม “สารานุกรมภาษาอีสาน-ไทย-อังกฤษ โดยปรีชา พิณทอง หน้า 38 ได้อธิบายว่า

               “ตื้อ น. มาตรานับแบบโบราณ เริ่มตั้งแต่หนึ่งไปถึงตื้อ ตื้อหนึ่งเท่ากับพันล้าน บางท่านให้ข้อคิดอีกนัยว่า “ตื้อ” อาจเป็นมาตรการนับได้ด้วยเช่น “บั้งไฟหมื่น บั้งไฟแสน บั้งไฟล้าน” ก็เป็นการเปรียบเทียบน้ำหนักของดินปืนที่นำมาทำบั้งไฟเช่น 1หมื่น = 12 กิโลกรัม เป็นต้น

               คำว่า “ตื้อ” ที่เป็นชื่อองค์พระพุทธรูป อาจหมายถึงน้ำหนักของโลหะที่นำมาหล่อหลอมเป็นองค์พระพุทธรูปก็ได้ น่าจะศึกษาค้นคว้าต่อไป

5.พระสัพพัญญเจ้า วัดสุภัฏนารามวรวิหาร

               วัดสุภัฏนาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ 1 ถนนสุภัฏน์ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี พ.ศ.2393 พระบามสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระพรหมราชวงศ์ (กุทอง สุวรรณกูฏ) เจ้าเมืองอุบลราชธานีคนที่ 2 จัดหาสถานที่สร้างวัดเพื่อประกอบราชพิธีและศาสนพิธีสำคัญสำหรับเมืองอุบลราชธานี

               พระพรหมราชวงศ์(กุทอง สุวรรณกูฏ) ได้ปรึกษาหารือตกลงว่าพื้นที่ท่าเหนือ ระหว่างเมืองอุบลราชธานีกับบ้านบุ่งกาแซว มีความสะดวกในการโคจรบิณฑบาต เหมาะแกการคมนาคมเพราะเป็นท่าเรือที่อยู่คุ้งน้ำพอดีและเงียบสงัด จึงเริ่มปราบพื้นที่สร้างวัดกำหนดด้านกว้างและด้านยาวเท่ากัน คือด้านละ 3 เส้นเศษ ต่อมามีผู้มาถวายที่ด้านตะวันตกเพิ่มขึ้น ทำให้ด้านยาวเป็น 5 เส้นเศษ

               พ.ศ.2396 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกาศพระบรมราชโองการพระราชทานนามว่า “วัดสุปัฏนาราม” และทรงพระราชทานพระราชานุเคราะห์ในการสร้างวัดสุปัฏนาราม ดังนี้

1.พระราชทานพระราชทรัพย์ 10 ชั่ง(800 บาท)

2.พระราชทานพระบรมราโชวาทให้มีผู้ปฏิบัติวัด(เลกวัด) 60 คน

3.พระราชทานนิตยภัต(เงินเดือน) แก่เจ้าอาวาสเดือนละ 8 บาท

               พ.ศ.2475 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ยกวัดสุปัฏนาราม เป็นพระอารามหลวง ชนิดวรวิหาร เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2475

               ความสำคัญของวัด วัดสุภัฏนารามวรวิหาร มีความสำคัญหลายประการ เช่น

               1.เป็นพระอารามที่พักของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระพรหมราชวงศ์(กุทอง สุวรรณกูฏ) เจ้าเมืองอุบลราชธานีคนที่ 2 จัดสร้างขึ้น เป็นวัดธรรมยุตแรกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

               2.เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา (พระราชพิธีศรีสัจจะ) ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475

               3.เป็นศูนย์กลางการปกครองและการศึกษาของคณะสงฆ์(ธรรมทูต) จังหวัดอุบลราชธานี

               4.เป็นที่สถิตของพระบูรพาจารย์ เจ้าคณะมณฑลและเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี(ธรรมยุต)

               5.เป็นที่ตั้งศูนย์ยุวพุทธิกสมาคม ศูนย์ผู้นำ และโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์

               6.เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง ของกรมการศาสนากระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี พ.ศ.2516

               7.เป็นสถานที่ตั้งของโรงเรียนภาษาบาลี ภาษาไทยแห่งแรกของอุบลราชธานี เป็นที่ตั้งโรงเรียนการกุศลของวัดสุปัฏนาราม

               ประวัติพระอุโบสถ เป็นพระอุโบสถที่มีศิลปะ 3 ชาติ อยู่ใหหลังเดียวกัน ส่วนหลังคาเป็นทรงไทยประยุกต์ ส่วนช่วงกลางเป็นศิลปะของยุโรป ส่วนฐานะเป็นศิลปะของขอมโบราณ ผู้อำนวยการก่อสร้าง คือ “สมเด็จพระมหาวีรวงศ์”(ติสฺโส อ้วน แสนทวีสุข) “หลวงสถิตย์นิมานการ”(ชวน สุปิยพันธ์)เป็นผู้ออกแบบ

1.จัดเตรียมการหาอุปกรณ์ พ.ศ.2460

2.ลงมือก่อสร้าง พ.ศ.2463

3.สร้างเสร็จส่วนหยาบๆ พ.ศ.2473

4.ผูกพัทธสีมา จัดงานฉลอง พ.ศ.2479

5.ขนาดความยาว 34 เมตร กว้าง 20 เมตรความสูง 22 เมตร

6.สิ้นงบประมาณ 70,000 บาท

               พระประธานมนพระอุโบสถ มีนามว่า พระสัพพัญญเจ้า เป็นพระหล่อด้วยโลหะผสมขัดเงาพระพุทธลักษณะสัดส่วนคล้ายกับ “พระพุทธชินราช” ที่จังหวัดพิษณุโลก โดยมีพระอุปัชชฌาย์ สีเทา และพระครูวิโรจน์ รัตโนบล(บุญรอด นนฺตโต) เจ้าอาวาสวัดทุ่งศรีเมือง ในสมัยนั้นเป็นผู้ดำเนินการหล่อ เมื่อปี พ.ศ.2459 (สถานที่หล่อคือที่ปลูกต้นศรีมหาโพธิ์ ด้านหน้าวัดสุปัฏนารามวรวิหารในปัจจุบันนี้

               พระพุทธปฏิมาองค์นี้มีนามเมื่อแรกสร้างว่า “พระพุทธสัพพัญญเจ้า” เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยหน้าตัก 4 คืบ พระสุคต การหล่อชิ้นโลหะหนัก 30 หาบ การขัดเงาเปล่งปลั่งราศีแผ่กระจายงามมาก น่าศรัทธาเลื่อมใสยิ่งนัก

ข้อสังเกตของผู้เขียน

               อุบลราชธานีมีปูชณียสถานสำคัญที่ชาวบ้านเมืองภาคภูมิใจมาก เพราะเป็นศิลปะโบราณสถานที่ก่อสร้างด้วย 3 สกุลช่าง ต่างชาติผสมกลมกลืนกันอย่างลงตัว 2 แห่ง ได้แก่ “หอไตรวัดทุ่งศรีเมือง” เป็นศิลปะผสมระหว่างไทยพม่า-ลาว กับ พระอุโบสถวัดสุปัฏน์ฯ เป็นศิลปะผสมระหว่าง ไทย-ยุโรป-ขอมโบราณ เอกสารบางฉบับระบุชัดเจน คำว่า “ยุโรป” ใช้คำว่า “เยอรมัน” จึงเป็นศิลปะผสมระหว่าง ไทย-เยอรมัน-ขอมโบราณ เมื่อพิจารณาว่าศิลปะผสมระหว่าง ไทย-พม่า-ลาว ในการก่อสร้างหอไตรหลังเดียวกัน มีความเป็นไปได้เพราะมีดินแดนติดต่ออยู่ในภูมิภาคเดียวกัน ศิลปะการออกแบบกลมกลืนกันได้ แต่ศิลปะผสมระหว่าง ไทย-ยุโรป-ขอมโบราณ ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะเยอรมันตั้งอยู่คนละฟากโลกกับไทยและขอมโบราณ

               ความสงสัยในประเด็นนี้มีมานาน เมื่อทราบว่าผู้ออกแบบอุโบสถหลังนี้คือ “หลวงสถิตย์นิมานการ(ชวน สุปิยพันธุ์) ซี่งเป็นบุคลลคนเดียวกับนายชาวกรมทหารหลวงแผ่นดินผู้สร้าง “ถนนสถิตย์นิมานการ” จากเจ้าหน่าที่ทำการ ร.ส.พ. อ.วารินชำราบ ผ่านอุบลราชธานี อ.พิบูลมังสาหาร จนถึงพรหมแดน ไทย-ลาว ที่ช่องเม็ก น่าแปลกมากนายช่างสร้างถนนมาออกแบบพระอุโบสถได้อย่างไร ความสงสัยก็ยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น

               เพื่อความกระจ่างในเรื่องนี้ จึงไปสอบถามจากอดีตนายช่างเขตการทางรุ่นเก่าหลายท่าน ได้ความว่าคุณหลวงสถิตย์นิมานการ(ชวน สุปิยพันธุ์) ท่านไปศึกษาวิชาช่างที่ประเทศเยอรมันนี ซึ่งประกอบด้วยวิชาสำรวจวิชาวิศวกรรม วิชาสถาปัตยกรรม เรียนควบคู่กันไปไม่ได้ แยกเรียนแต่ละวิชา เช่น ในปัจจุบัน เมื่อมารับราชการที่กรมทางหลวงฯ ได้รับแต่งตั้งเป็นนายช่างโครงการสร้างถนนจาก อ.วารินชำราบ ถึง ช่องเม็ก ดังกล่าว เพื่อเป็นเกียรติแก่นายช่างโครงการ ซึ่งสร้างถนนสายนี้ด้วยความเหนื่อยยากลำบาก เพราะสมัยนั้นยังไม่มีเครื่องจักรกลทุ่นแรง กรมทางหลวงจึงตั้งชื่อถนนสายนี้ตามราชทินนามของคุณหลวงสถิตย์นิมานการ

               ในระหว่างก่อสร้างถนนเส้นนั้น สมเด็จพระมหาวีระวงศ์(ติสฺโส อ้วน แสนทวีสุข) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดสุปัฏน์ฯ และเจ้าคณะธรรมยุตภาคอีสาน ได้ขอให้ช่วยออกแบบพระอุโบสถวัดสุปัฏน์ฯ คุณหลวงสถิตย์นิมานการ ได้ออกแบบสนองศรัทธาอย่างเหมาะสมสวยงาม ส่วนช่วงกลางระหว่างหลังคากับบ้านพระอุโบสถวัดสุปัฏน์ฯ จึงเป็นศิลปะเยอรมัน ด้วยประการฉะนี้

6.พระเหลานิมิต วัดพระเหลานิมิต

               องค์พระเหลานิมิต เป็นพระประธานประดิษฐานอยู่ในอุโบสถวัดเหลานิมิต บ้านพนา ตำบลพนา อำเภอพนา สร้างด้วยอิฐ ถือปูน ลงรักปิดทอง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีลักษณะงดงามยิ่ง และมีอภินิหารเป็นที่น่าอัศจรรย์เล่าลือกันมาในหมู่ชาวบ้านไม่รู้จักจบสิ้น จนเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนชาวพุทธทั่วไปนานกว่า 200 ปีมาแล้ว

               นักโบราณคดีจากกรมศิลปากร สันนิษฐานว่าทั้งโบสถ์และพระประธานนี้ เป็นสถาปัตยกรรม และศิลปกรรม ของเวียงจันทน์ สมัยเป็นเมืองหลวงของไทยล้านช้าง ตกอยู่ในราว พ.ศ.2263 ท่านพระครูธิพร้อมด้วยสานุศิษย์ญาติโยมเริ่ม ตามตำนานเล่าว่าสร้างโบสถ์

               ลักษณ์ของโบสถ์ ฐานและผนังก่อด้วยอิฐ เสาเป็นไม้เนื้อแข็งกลม(ปัจจุบันก่อด้วยอิฐถือปูน) โครงหลังคาไม้เนื้อแข็ง มุงด้วยกระดานไม้หลังคาลด 2 ชั้น หน้าบันด้านตะวันออกทำด้วยไม้แกะสลักลวดลายเป็นลายเถา ตรงกลางเป็นรูปราหูกลืนจันทร์ ระหว่าเถามีรูปเทพพนม และรูปหนุมาน ลวดลายทำด้วยปูนเพชร มิได้สลักลงในเนื้อไม้ร่องชาดปิดทองฝังกระจกแกะสลักอย่างประณีต

               ประตูทางเข้าด้านหน้ามี 3 ช่อง เหนือช่องประตูปั้นด้วยปูนเพชร ทำเป็นซุ้มคล้ายยอดปราสาท ใต้ซุ้มเป็นรูปพญานาค

               ขนาดของโบสถ์กว้าง9.80 เมตร ยาว 15.50 เมตร หันหน้าไปทางทิศตะวันออก

               เมื่อสร้างโบสถ์เสร็จแล้ว พระครูธิเป็นประธานสร้างองค์พระประธานในโบสถ์ โดยเป็นผู้ออกแบบและหลักการทำมอบให้ภิกษุแก้ว ภิกษุอินเป็นช่างดำเนินการก่อสร้าง มีเรื่องเล่าว่าการก่อสร้าง พระครูธิจะมอบหมาย ให้ช่าง คือพระภิกษุแก้ว ภิกษุอิน ทำเป็นวันๆ ไปวันละตอนๆ แต่ละวันให้ช่างมารายงานผล และรับงานไปทำในวันต่อๆไป โดยที่ท่านพระครูธิไม่ได้ลงไปควบคุมดูแลเองเลย จนกระทั่งถึงตอนขัดเงาจะลงรักท่านจึงไปลงไปดูแลและถามช่างว่า ทำงดงามเต็มฝีมือแล้วหรือ ช่างและผู้ช่วยตอบว่าทำเต็มฝีมือแล้ว พระครูธิจึงว่า ทำได้งดงามอยู่ดอกแต่ต้องให้งามกว่านี้ แต่บรรดาช่างหมดฝีมือ ไม่มีใครสามารถรับทำให้งามกว่านี้ได้ ขณะนั้นมีพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่ง ชื่อ พระซาพรหม ซึ่งอยู่ในที่นั้น แสดงตนออกรับว่าจะทำให้งามกว่านี้ได้ ท่านพระครูธิจึงมอบหมายให้ พระซาพรหมเป็นผู้แก้ไขปรับปรุง ลักษณะทรวดทรงใบหน้าให้งดงามยิ่งขึ้น พระซาพรหมก็ทำได้สำเร็จ จนพระครูธิสานุศิษย์ญาติโยม ทั้งปวงออกปากชมเป็นเสียงเดียวกันว่า ทำได้งดงามสมส่วนทุกประการ

               พระพุทธรูปองค์นี้ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดสูง 2.70 เมตร หน้าตักกว้าง 2.85 เมตร ก่อด้วยอิฐถือปูนลงรักปิดทอง แท่นพระประธานก่อด้วยอิฐ มีชายผ้านิสีทะนะเหลื่อมพ้นออกมาตรงกลาง ผ้ามีรูปนางธรณีรีดมวยผม องค์พระพุทธรูปมีลักษณะงดงามเป็นอัศจรรย์ คือ เวลาเราเข้าประตูไปนมัสการ เมื่อมองพระพักตร์จะเห็นท่านยิ้มต้อนรับ บันดาลจิตใจของเราให้เกิดศรัทธาเลื่อมใสอย่างแรงกล้า จนคนทั้งหลายตั้งชื่อว่า “พระเหลา” เพราะงามคล้ายหล่อเหลาด้วยมือจริงๆ

               ดังนั้นต่อมาวัด “ศรีโพธิ์ชัยารามคามวดี” ซึ่งเป็นชื่อเดิมของวัดนี้ ก็เปลี่ยนชื่อวัดเป็นวัด “พระเหลา” และบ้านก็เรียกกันว่า “บ้านพระเหลา” แต่นั้นมาจนถึง พ.ศ.2441 ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์(สิริจันโทจันทร์) ในคราวมาเปิดโรงเรียนภาษาไทย “อุดมวิทยากร” ขึ้นที่วัดพระเหลาได้เสริมนามต่อท้ายพระเหลาว่า “พระเหลาเทพนิมิต” สืบมาจนทุกวันนี้

               การก่อสร้างโบสถ์และพระประธานนี้ ใช้เวลา 13 ปี 7 เดือน 3 วัน สิ้นเงินไป 5 ชั่ง 5 ตำลึง 2 ลาด แล้วมีมหรสพฉลองกันอย่างมโหฬาร

               พระเหลาเทพนิมิต เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านขวัญเมือง มีคำเล่าสืบกันมาว่า ในคืนวันพระ 7-8 ค่ำ 14-15 ค่ำ จะแสดงพุทธานุภาพเป็นปาฏิหารย์ปรากฏให้เห็นเป็นแก้วเขียวแกมขาวขจี ลอยออกจากโบสถ์ในเวลาเงียบสงัด ในทุกๆ ปี จะมีผู้มาบนบานขอความคุ้มครองความสำเร็จในสิ่งที่พึงปรารถนาและได้นับความคุ้มครองความสำเร็จนั้นๆ หลายรายเป็นที่เล่าโจษขานกันทั่วไป

               พอถึงวันเพ็ญเดือน 3 ของทุกปี ซึ่งถือกันว่าเป็นเทศกาลปิดทององค์พระเหลานิมิต จะมีพุทธศาสนิกชนทั่วทุกสารทิศ หลั่งไหลกันมาบำเพ็ญบุญและแก้บนโดยนำประสาทผึ้งมาทอดถวาย นำดอกไม้ธูปเทียนมาสักการะกลายเป็นประเพณีปฏิบัติกันมามิได้ขาด แม้ในวันธรรมดาก็มีผู้นิยมศรัทธาเลื่อมใสมาเยี่ยมชมนมัสการเป็นประจำ ผู้มาก็ได้รับการต้อนรับด้วยอัธยาศัยอันดียิ่งจากทางวัดและชาวบ้าน และกลับไปด้วยจิตใจที่เปี่ยมล้นไปด้วยความปลื้มปิติสุข

หมายเหตุผู้เขียน

               มีผู้ถามว่า “วัดพระเหลานิมิต” อำเภอพนา ขณะนี้อยู่ในเขตจังหวัดอำนาจเจริญ เหตุใดจึงมารวมกับ “พุทธรูปสำคัญของอุบลราชธานี” ดร.บำเพ็ญ ณ อุบล ผู้ได้รับพระราชทานปริญญาบัตรศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมาศักดิ์ ที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เมื่อ 19 ธ.ค. 48 ซึ่งบรรดา “ภูมิพลังเมือง” ทั้งหลายร่วมจัดงานเชิดชูเกียรติที่วัดหลวง 24 ธ.ค. 48 ได้อธิบายว่า

               “พระเหลา” เป็นพระพุทธรูปสำคัญของอุบลราชธานี กว่าสองร้อยปีมาแล้วการแบ่งเขตจังหวัดเป็นคนละส่วนกับ “ศิลปะหรือโบราณวัตถุ” เพราะถ้าหากกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนไว้ “ศิลปะหรือวัตถุโบราณวัตถุ” นั้น ก็เป็นสมบัติของชาติโดยส่วนรวม

               ตามที่ได้นำเสนอพระพุทธรูปสำคัญของเมืองอุบลราชธานีมาแล้ว 6 องค์ ซึ่งองค์พระมีทั้งสร้างด้วยปูนปั้นและหล่อด้วยโลหะผสม แต่ยังไม่มีพระพุทธรูปที่หล่อด้วย “โลหะเงิน” กล่าวคือ “องค์พระเป็นเนื้อเงิน” ซึ่งอุบลราชธานีมีอยู่ 2 องค์ ได้แก่ พระเจ้าใหญ่องค์เงิน วัดทุ่งศรีเมือง

               สืบเนื่องจากการทอดกฐินประจำปี 2547 ของวัดทุ่งศรีเมือง คุณพี่พจน์ คุณพี่สมรัก เปล่งศิริวัฒน์ เป็นเจ้าภาพร่วมกับพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ได้มีศรัทธาปิดทอง “พระเจ้าองค์ใหญ่ศรีเมือง” พระประธานวิหารศรีเมืองเต็มทั้งองค์ เช่นเดียวกับ “พระพุทธชินราช” ที่จังหวัดพิษณุโลกที่ปิดทองใหม่ทั้งองค์ในปี พ.ศ. 2547 เช่นเดียวกัน เมื่อปิดทองพระเจ้าใหญ่ศรีเมืองเสร็จแล้ว องค์พระหมดจดงดงามมาก สีทองสุกเปล่งรัศมีดุจดั่งทองคำบริสุทธิ์น่าเลื่อมใสยิ่งนัก เป็นผลให้ ร.ต.ต.หญิงสุดา งามนิล มีจิตศรัทธาจะปิดทองพระประธานในอุโบสถ(หอพระพุทธบาท) โดยช่างปิดทองชุดเดียวกัน ซึ่งมีฝีมือเยี่ยมมาจากอยุธยา(แต่ว่ามีพื้นเพเป็นชาวพิบูลมังสาหาร)

               เมื่อช่างเริ่มทำความสะอาดองค์พระ ซึ่งเข้าใจกันว่าเป็นปูนปั้นมาตลอดกว่าร้อยปี แต่ต้องตะลึงเมื่อ “องค์พระเป็นเนื้อเงิน” ผู้เขียนเองก็ประหลาดใจมาก ได้แต่เพ่งมององค์พระเนื้อเงินด้วยความดีใจและตื่นเต้นเช่นเดียวกันกับพี่ดรุณ ทองอินทร์/ผอ.รักษา ศรีภา 2 กรรมาการวัดทุ่งศรีเมืองที่เข้มแข็งสืบเนื่องมาแต่บรรพบุรุษ ผู้ที่ยินดียิ่งก็คือ น้าสุดา งามนิล เจ้าศรัทธาในครั้งนี้มีความสุขมาก แต่เรื่องนี้ไม่เป็นที่ทราบกันทั่วไปอย่างแพร่หลายนัก

               เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2548 ที่ผ่านมา วัดทุ่งศรีเมืองได้ประกอบ “พิธีปิดทองพระพุทธปฏิมาพระเจ้าใหญ่องค์เงิน” โดยมีวัตถุประสงค์/เป้าหมายตามคำกล่าวรายงานต่อประธานในพิธี มีความสำคัญบางตอนที่คณะกรรมการวัดประสงค์เผยแพร่แก่สาธารณชน ดังต่อไปนี้

               วัดทุ่งศรีเมืองเป็นวัดราษฎร์ ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี ถนนหลวง เริ่มสร้างสมัยเจ้าเมืองอุบลราชธานี ศรีวนาลัย องค์ที่สาม คือ เจ้าพรหมราชวงศา(กุทอง สุวรรณกุฏ)ตามหลักฐานระบุว่า เมื่อครั้งเจ้าคุณอริยวงศาจารย์ญาณวิมลอุบลสังฆปาโมกข์(สุ้ย หลักคำ) เป็นเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี ท่านได้อำนวยการก่อสร้างหอพระพุทธบาทและหอพระไตรปิฎกกลางน้ำที่มีความงดงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว หาที่ใดในประเทศเสมอเหมือนไม่ได้ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนหอพระไตรปิฏกวัดทุ่งศรีเมืองเป็นโบราณสถานแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ. 2524 และประกาศขึ้นทะเบียนหอพระพุทธบาทวัดทุ่งศรีเมือง เป็นสมบัติของโบราณสถานแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ.2538

               เป็นวัดที่มีความสำคัญมาตั้งแต่เริ่มแรก นับตั้งแต่พระอริยวงศาจารย์ ได้สร้างแปงวัดทุ่ศรีเมือง ให้เป็นวัดหลักเป็นศักดิ์เป็นศรีของชาวอุบลราชธานี เป็นเวลาช้านาน สืบต่อจากนั้นมาก็มีพระเถระผู้เอาภาระธุระที่ดีมีชื่อเสียงมาก คือ พระครูวิโรจน์รัตโนบล(รอด) หรือหลวงปู่ดีโลด ผู้เป็นต้นแบบของตระกูลช่างศิลป์ท้องถิ่นอีสาน ได้สร้างแบบปูฐานให้พระสงฆ์วัดนี้มีความเข้มแข็งพอสมควร ในยุคของท่าน และดีขึ้นอีกในยุคต่อมา คือท่านเจ้าคุณพระราชรัตโนบล เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธนี วัดทุ่งศรีเมือง จึงเป็นวัดที่ดูแลคณะสงฆ์ทั้งจังหวัด เป็นเหตุให้วัดมีชื่อเสียงด้านการปกครอง การศึกษา และการเผยแผ่พุทธศาสนา

               ต่อมาระยะหลังท่านท่านเจ้าคุณพระราชรัตโนบลอาพาธและมรณภาพ เจ้าอาวาสวัดทุ่งศรีเมืองจึงว่างลง ก่อนเข้าพรรษาปี 2548 การคณะสงฆ์ระดับสูงมีนโยบายในการปกครอง จึงแต่งตั้งให้ท่านเจ้าคุณพระสิริพัฒนาภรณ์(สมหมาย) ซึ่งเดิมเป็นเจ้าอาวาสวัดเขื่องกลาง ให้ย้ายจากวัดเขื่องกลาง อำเภอเขื่องในมาอยู่สังกัดวัดทุ่งศรีเมือง และให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดทุ่งศรีเมือง ในขณะเดียวกันท่านก็ยังดำรงตำแหน่งทางการปกครองคณะสงฆ์เป็นเจ้าคณะอำเภอเขื่องใน ในทางพระสังฆพัฒนา เป็นประธานองค์การพระผู้นำพัฒนาแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองจังหวัดอุบลราชธานี

               ท่านเจ้าคุณพระสิริพัฒนาภรณ์ เจ้าอาวาสมีนโยบายที่จะพัฒนาวัดให้เป็นสมบัติของมหาชน เป็นศูนย์กลางชุมชน ให้วัดและพระสงฆ์ดำรงบทบาทฐานะและความหมายต่อสังคมสังคมเช่นอดีต เพื่อประโยชน์สุขและการพัฒนาวัดกับชุมชนจะได้มีส่วนร่วมในการคิดร่วมกันทำทั้งฝ่ายวัดและคนอุบลราชธานี โดยมีการบูรณการกันระหว่างชุมชน ภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรณ์อิสระต่างๆ ได้มีส่วนร่วมกันพัฒนาแนวคิดพื่อกำหนดยุทธศาตร์แบบร่วมสมัยกันอย่างกว้างขวางเป็นองค์รวม สมกับเป็นวัดเก่าแก่เป็นหลักเป็นศักดิ์เป็นศรีเมืองอุบลราชธานี

               และให้สมกับเมืองอุบลเป็นเมืองนักปราชญ์ จึงได้อาราธานาพระพรหมวชิรญาณ เป็นประธานที่ปรึกษาฝ่ายบรรพชิต และท่านผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานที่ปรึกษาฝ่ายคฤหัสถ์ ประกอบด้วยข้าราชการพ่อค้าสาธุชน ทุกระดับคลังมันสมอง ได้เข้าระดมกำลังความคิดความอ่านร่วมกันเป็นกรรมการพัฒนาวัดทุ่งศรีเมืองเฉลิมพระเกียรติ

               คณะกรรมการดังกล่าวได้พิจารณาเห็นว่าวัดทุ่งศรีเมือง มีของดี ของแท้ ของจริงที่เป็นมรดกตกทอกทางวัฒนธรรม ทางด้านศิลปวัตถุ ซึ่งล้วนแต่ถ่ายทอดให้เห็นความดีงาม และความเจริญทางด้านจิตใจ ที่ปรากฏเห็นเป็นประจักษ์แล้วก็คือ หอพระไตรปิฎกและหอพระพุทธบาท พร้อมด้วยภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังที่ทรงคุณค่า และที่สำคัญที่สุดอีกคือ พระพุทธปฏิมาในหอพระพุทธบาท ซึ่งไม่มีใครทราบว่าเกิดขึ้นสมัยใด และใครเป็นผู้สร้าง พุทธศาสนิกชนได้ถวายสักการะบูชาเรื่อยมา จนกระทั่งวันที่ 27 พฤศจิกายน 2547 ร.ต.ต.หญิงสุดา งามนิล มีจิตศรัทธาจะทำการปิดทองพระพุทธรูปองค์นี้ จึงให้ช่างมาทำความสะอาดองค์พระ ปรากฏว่า “องค์พระเป็นเนื้อเงิน”

               พระพุทธปฏิมาพระประธานในหอพระพุทธบาท ถือได้ว่าเป็นหลักเป็นสัญญลักษณ์แทนพระพุทธเจ้า แทนอัตตลักษณ์ทางศิลปะของชาวอุบลราชธานี ที่มีแบบฉบับเฉพาะเป็นของวัด ขนาดหน้าตักกว้าง 89 เซนติเมตร สูง 1.45 เมตร ซึ่งมีความประณีตและงดงามแบบท้องถิ่นที่ใช้วัสดุเป็นเงินผสมอยู่เป็นจำนวนมาก มิได้เปิดเผย จึงถือว่าวัดทุ่งศรีเมืองเป็นศูนย์กลางของศิลปวัตถุที่ทรงคุณค่าควรแก่การเคารพบูชา ถึงเวลาที่เป็นอุดมฤกษ์ที่จะเปิดเผยให้พุทธศาสนิกชนได้เห็นเนื้อแท้เป็นของดีมีคุณค่า ที่ถูกปิดบังมานานนับร้อยปี ชอบที่จะประกอบพิธีอัญเชิญความศักดิ์สิทธิ์ ความดีงาม ความเจริญรุ่งเรือง มาสู่วัดทุ่งศรีเมือง และบ้านเมืองของเราชาวอุบลราชธานี

               อนึ่ง ผู้เขียนได้รับการประสานงานจาก “นักศึกษาหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต(รปด.) รุ่น 2 มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี” ความว่าคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาและนักศึกษาหลักสูตรรปด.2 จะจัดให้มีการเสวนาเกี่ยวกับ “พระเจ้าใหญ่องค์เงิน วัดทุ่งศรีเมือง” โดยเรียนเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธลักษณะของพระพุทธรูปสมัยต่างๆ/ด้านการพิสูจน์โลหะธาตุ ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เป็นผู้นำอภิปราย และเชิญแกนบ้านแก่นเมือง/หลักชัยไม้เท้า/ภูมิพลังเมืองอุบลฯทั้งหลายร่วมอภิปรายแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง เพื่อประโยชน์ร่วมกันอันเป็นส่วนรวมของชาวอุบลราชธานีในวันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 ซึ่งจะมีการประชาสัมพันธ์ให้ทราบทั่วกัน

พระพุทธมงคลเจ้าจอมเมือง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี

               เมื่อท่านไปชมพิพิธพันธ์สถานแห่งชาติอุบลราชธานี พอก้าวพ้นบันไดด้านหน้าหน้า มองตรงไปในห้องประชุมกลางจนถึงด้านหลัง จะเห็นพระพุทธรูปประทับนั่งเด่น เป็นสง่าเมื่อเข้าไปกราบใกล้ชิด จะเห็นคำอธิบายอยู่ที่ฐานพระพุทธรูปมีข้อความว่า

               “พระพุทธเจ้าจอมเมือง เมื่อครั้งริเริ่มสร้างอนุสาวรีย์เจ้าคำผง(พระประทุมวรราชสุริยวงศ์) ผู้เป็นเจ้าเมืองอุบลฯคนแรก ได้มีการขอบริจาคโลหะประเภทต่างๆ เพื่อเป็นวัตถุดิบในการหล่อรูปเจ้าคำผง ในจำนวนเนื้อโลหะที่ได้รับบริจาคนั้นมีเนื้อเงินอยู่มาก ซึ่งหากนำไปหล่อรวมกับโลหะอื่นแล้วจะทำให้เกิดสีด่างขาวไม่งาม จึงรวบรวมเนื้อเงินเหล่านั้นมานำหล่อเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย โดยมีพิธีหล่อและพิธีพุทธอภิเษกที่วัดศรีอุบลรัตนาราม ใน พ.ศ. 2524 ถวายพระนามว่า “พระพุทธเจ้าจอมเมือง” และได้มอบพระพุทธรูปองค์นี้ให้กับทางจังหวัด(ในสมัยนั้น) นำไปประดิษฐานที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดหลังเก่า ซึ่งปัจจุบันคือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี”

               เมื่อพิจารณาข้อความแล้วก็อยากจะทราบต่อไปอีกว่า

1.การริเริ่มสร้างอนุสาวรีย์ ผู้ก่อตั้ง/เจ้าเมืองอุบลฯ คนแรกมีขึ้นเมื่อใด

2.การขอบริจาคโลหะ ผู้ใดเป็นผู้ขอบริจาค

3.โลหะที่ได้รับบริจาค ทำไมจึงมีเนื้อเงินอยู่มาก

4.เมื่อหล่อพระพุทธรูปที่วัดศรีอุบลรัตนราม เหตุจึงมอบให้ทางจังหวัดอุบลราชธานี

5.เมื่อมอบให้ทางจังหวัดฯ ทำไมไม่นำไปประดิษฐานที่ศาลากลางจังหวัดหลังใหม่

               ผู้เขียนได้ติดตามหาคำตอบ ทั้ง 5 ข้อดังนี้

               1.ความคิดริเริ่มที่จะสร้างอนุสาวรีย์ ผู้ก่อตั้ง/เจ้าเมืองอุบลฯคนแรก เกิดขึ้นประมาณปี พ.ศ.2489-2494 ในสมัยที่นายเลียง ไชยกาลเป็นส.ส. ต่อมาเป็นรัฐมนตรี 3 กระทรวง นางอรพิณ ไชยกาล ภรรยาเป็น ส.ส.หญิงคนแรกของประเทศไทย จักแสดงการกุศล เพื่อรวบรวมเงินก่อสร้างอนุสาวรีย์ผู้สร้างเมืองอุบลฯ แต่ไม่ได้ก่อสร้าง เพราะมีการโต้แย้งด้านประวัติศาสตร์ เงินที่รวบรวมได้นำมาบริจาคสร้างอาคารในโรงพยาบาลอุบลฯ

               2. “คณะธรรมสวนะสามัคคี” เป็นผู้เชิญชวนบริจาคโลหะ เนื่องจากได้ตั้งคณะกรรมการการศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์เมืองอุบลฯ แล้วนำไปตรวจสอบกับกรมศิลปากรเป็นที่รับรองถูกต้องตรงกันได้ข้อยุติแล้ว

               3.เหตุที่โลหะมีเนื้อเงินอยู่มาก ก็เพราะว่า “เงิน” คือ “เงินตรา” ที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย จ่ายซื้อของได้ก่อนจะมีธนบัตร ชาวบ้านชาวเมืองจึงมีเงินตราที่ทำด้วยเงินแต่โบราณ รวมทั้งสิ่งประดับและภาชนะที่ทำด้วยโลหะเงินจำนวนมาก

               4.เหตุที่มอบพระพุทธมงคลเจ้าจอมเมืองให้จังหวัดอุบลราชธานี เนื่องจากวัดที่ร่วมโครงการเทศน์สามัคคีในระหว่างเข้าพรรษา มีทั่วทั้งเมืองอุบลฯ และฝั่งวาริน จะมอบให้วัดใดวัดหนึ่งก็ไม่สมควร จึงมอบให้จังหวัดฯ เป็นสมบัติส่วนรวมของชาวอุบลราชธานีทั้งมวล

               5.เมื่อมอบให้จังหวัด นำไปประดิษฐานที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดหลังเดิม เมื่อ พ.ศ.2524 ต่อมาในปี พ.ศ.2526 จังหวัดได้มอบอาคารศาลากลางจังหวัดหลังเดิมให้กรมศิลปากรทำการบูรณะและใช้ประโยชน์ในการจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ตลอดมาจนปัจจุบัน พระพุทธมงคลเจ้าจอมเมือง พระพุทธรูปเนื้อเงินจึงประดิษฐานเป็นพระประธานในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี ด้วยประการฉะนี้




  แสดงความคิดเห็น
ข้อความ :  
ชื่อ :  
อีเมลล์ :    

-

Guide Ubon

http://www.hotsia.com/
http://www.sadoodta.com/
http://www.111thailand.com/
http://www.oceansmile.com/
http://www.guideubon.com/
http://feelthai.blogspot.com/
copyright 2005 www.GuideUbon.com
สำนักงานไกด์อุบลดอทคอม เลขที่ 89/1 ถนนพโลรังฤทธิ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000
ติดต่อไกด์อุบล : webmaster@guideubon.com | msn : guide_ubon@hotmail | Tel : 080-4850511 Fax : 0-4525-4700