 วารสารข่าวหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี เดือนกุมภาพันธ์ 2550
บอกกล่าวเล่าแจ้ง ตามที่ผู้เขียนได้นำเสนอ การจัดงานสดุดีวีรกรรมพระปทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง) และความเป็นมาของการสร้างอนุสาวรีย์ผู้ก่อตั้งสร้างเมืองอุบลฯ และ 2 อริยะสงฆ์ รวมหลายตอนมาโดยลำดับแล้วนั้น
จะเห็นได้ว่าอนุสาวรีย์ทั้ง 3 ท่านมีควาบสำคัญ มีความหมายต่อชาวอุบลฯเป็นอย่างยิ่ง ประเด็นสาคัญมีอยู่ว่าอนุสาวรีย์เจ้าคำผงผู้ก่อตั้งสร้างเมืองอุบลฯ ได้จัดงานสดุดีวีรกรรมอย่างใหญ่โตทุกปีจนถึงครั้งที่ 11 เเล้ว
แต่อนุสาวรีย์ 2 อริยะสงฆ์ยังไม่มีการจัดงานเชิดชูเทิดทูนความความดีทั้ง 2 ท่านแต่อย่างใด ทำให้ไม่สอดคล้องหลักการของการจัดสร้างอนุสาวรีย์ระดับชาติที่ว่า อนุสาวรีย์บุคคลสำคัญที่ได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างขึ้น หากไม่มีการเชิดชูเทิดทูนคุณงามความดี อนุสาวรียนั้นก็เป็นรูปปั้นธรรมดา"
ด้วยหลักการและเหตุผลดังกล่าวจึง ได้มีการเสนอ โครงการเทิดทูนเกียรติคุณ 2 อริยสงฆ์นักปราชญ์เมืองอุบลราชธานี เพื่อให้เป็น วาระของจังหวัดอุบลราชธานี เชิญชวนชาวอุบลฯทุกหมู่เหล่าร่วมจัดงานเช่นเดียวกับ งานสดุดีวีรกรรมพระประทุมวรราชสุริยวงศ์ ซึ่งจัดในวันที่ 10 พฤศจิกายนทุกปีอันเป็นวันคล้ายวันถึงแก่อนิจกรรมของท่าน
ส่วนงานเทิดทูนเกียรติคุณ 2 อริยะสงฆ์นี้ น่าจะจัดตรงกับวันมรณภาพของแต่ละท่าน ซึ่งปรากฎตามอัตประวัติของท่านทั้ง 2 จึงได้นำเสนอให้เป็นที่ปรากฏแก่สาธารณชน ดังต่อไปนี้
อัตประวัติพระอุบาลีคุณูปมาจารย์
(สิริจนฺโท จันทร์ สุภสร)
ชาตะวันที่ 20 มีนาคม พ. ศ. 2399 มรณภาพวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2475 สิริรวมอายุได้ 77 ปี
ชาติภูมิ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2399 ซึ่งตรงกับวันเเรม 10 ค่ำ เดือน 4 ปีมะโรง ที่บ้ามหนองไหล อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
บรรพชาอุปสมบท ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรในปี พ.ศ. 2412 ที่วัดบ้านหนองไหล อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี จากนั้นได้เข้ามาศึกษาเล่าเรียนที่วัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนาราม) ในปี พ ศ 2420 ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุโดยท่านเทวธมฺมี (ม้าว) เป็นพระอุปัชฌาย์
วิทยฐานะ ในปี พ.ศ.2422 ท่านได้เดินทางไปศึกษาเล่าเรียนในกรุงเทพมหานคร อยู่และศึกษาพระปรยัติธรรมที่วัดเทพศิรินทราวาส ต่อมาย้ายไปพำนักและศึกษาเล่ารียนที่วัดบุปผาราม สอบได้เปรียญธรรม ๓ ประโยคในปี พ.ศ. 2429 เมื่ออยู่จำพรรษาที่วัดศิรินทราวาส ภายหลังต่อมาสอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยคในปี พ.ศ. 2437
เกียรติประวัติ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์มีเกียรติประวัติที่โดดเด่นมาก พอจะสรุปได้ดังนี้คือ
1. ผลงานด้านการศึกษา ท่านเป็นผู้วางรากฐานการศึกษาภาษาไทย ภาษาบาลี ให้มีความมั่นคงเมื่อท่านเดินทางกลับเมืองอุบลราชธานีในปี พ.ศ. 2430 ก็ได้ริเริ่มจัดการศึกษาให้มีความเป็นปึกแผ่นเป็นแบบเเผนได้ตั้งโรงเรียนที่นครจำปาศักดิ์ชื่อว่า โรงเรียนบูรพาสยามเขต ตั้งโรงเรียนที่วัดสุปัฏนารามชื่อว่า โรงเรียนอุบลวิทยาคม ตั้งโรงเรียนในวัดในเมืองพนานิคมชื่อว่า โรงเรียนอุดมวิทยากร ผลจากการตั้งโรงเรียนขึ้นในวัดต่างๆ ในเมืองอุบลราชธานี สนใจและเอาใจใส่ในการศึกษาภาษไทยเเละภาษาบาลีเเพร่หลายมากยิ่งขึ้น
นอกจากการจัดการศึกษาในเมืองอุบลราชธานีและหัวเมืองใกล้เคียงแล้ว เมื่อท่านกลับเข้าไปอยู่ในกรุงเทพมหานครก็ได้เป็นครูใหญ่สำนักเรียนวัดเทพศิริทราวาสเป็นกรรมการสภามหามกุฎราชวิทยาลัยต่อมาได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเเต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการการศึกษาภาคอีสาน (ภายหลังเปลี่ยนเป็นเจ้าคณะมณฑล) ท่านก็ได้จัดการศึกษาหนังสือไทยและบาลีให้แพร่หลายไปทั่วภาคอีสาน
2. ผลงานด้านการปกครอง ความสามารถในด้านการปกครอง จะเห็นได้ว่าท่านได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการบริหารงานคณะสงฆ์หลายตำแหน่งเป็นต้นว่า เป็นเจ้าอาวาสวัดมหามาตยารามที่นครจำปาศักดิ์เป็นเจ้าคณะสังฆปาโมกข์นครจำปาศักดิ์ ได้รับพระราชทานสัญูญาบัตรแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะสังฆมณฑลอีสาน เจ้าคณะมณฑลจันทบุรี เจ้าคณะมณฑลราชบุรี เจ้าคณะมณฑลกรุงเทพฯ เจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส
3. ผลงานด้านสาธารญูปการ เมื่อท่านรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาสนั้น เป็นเวลาที่วัดบรมนิวาสชำรุดทรุดโทรมมากที่สุด ท่านได้ชักชวนญาติโยมบริจาคทรัพย์เพื่อปฏิสังขรณ์ในส่วนที่ชำรุดเเละก่อสร้างถาวรวัตถุขึ้นใหม่ ในกาลต่อมาวัดบรมนิวาสก็ได้รับการปฏิสังขรณ์เป็นอย่างดีมีถาวรวัตถุเกิดขึ้นใหม่เป็นจำนวนมาก มีถนนเข้าวัด ซึ่งเมื่อก่อนไม่มีถนนเข้าอาศัยทางรถไฟในเข้า- ออก ทางเดียว
ในปี พ.ศ. 2468 ท่านไปสร้างวัดสิริจันทรนิมิตที่จังหวัดลพบุรี และนับว่าเป็นวัดที่มีความสงบ วิเวกและสวยงามในปัจจุบันวัดหนึ่ง
4. ผลงานด้านการเผยแพร่ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์นับว่าเป็นพระธรรมกถึกเอกรูปหนึ่งสำนวนโวหารในการเทศน์ของท่านเป็นที่ตรึงใจผู้ฟังมาโดยตลอด กิตติศัพท์ในการแสดงธรรมของท่านมิได้มีเฉพาะเมืองไทยเท่านั้น แม้แต่เจ้าฟ้าเจ้าเมืองแห่งเชียงตุงก็ยังเลื่อมใสศรัทธาในตัวท่านเป็นอย่างมากดังจะเห็นได้ว่าในปี พ.ศ.2466 เมื่อท่านเดินทางไปนมัสการพระธาตุจอมทองในอาณาเขตเมืองเชียงตุงได้รับอาราธนาจากเจ้าฟ้าเมืองเชียงตุงให้ไปเทศนา โปรดประชาชนข้าราชการในเมืองเชียงตุง และท่านได้รับความศรัทธาเลื่อมใสเป็นอันมาก
พระอุบาลีคุณูปมาจารย์เป็นพระมหาเถระในอดีตที่มีความสำคัญมากรูปหนึ่ง ได้รับภารกิจพระศาสนาเป็นเจ้าอาวาสเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะมณฑล เป็นกรรมการสภามหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม
มรณภาพ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์มรณภาพวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2475 ที่วัดบรมนิวาสรวมอายุได้ 77 ปี
ความปรีชาสามารถอัจฉริยะของท่านได้รับการยกย่องให้เป็น จอมปราชญ์ จารึกไว้ที่ฐานอนุสาวรีย์ของท่านในปัจจุบันนี้
|