Home Page GuideUbon
    You Tube    Facebook    Twitter    On Mobile
คุณลักษณะของนักปราชญ์


วารสารข่าวหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี
เดือนพฤศจิกายน 2543

          ในการประชุมเชิงปฏิบัติการการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดฯ เมื่อวันศุกร์ที่ 29 กันยายน 2543 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมลายทอง นายรุ่งฤทธิ์ มกรพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ประธานที่ประชุม ได้กล่าวขอความร่วมมือว่า “ อุบลราชธานีได้ชื่อว่าเป็นเมืองนักปราชญ์ มาแต่ครั้งบรรพกาล มีนักปราชญ์ชื่อเสียงขจรไกลหลายท่านในอดีต ปัจจุบันมีนักปราชญ์เช่นในอดีตหรือไม่ สมควรที่ชาวอุบลในยุคนี้จะร่วมมือร่วมใจกันค้นคว้าและกำหนดให้ชัดเจนเป็นรูปธรรมว่า คุณลักษณะหรือลักษณะ เฉพาะของนักปราชญ์มีประการใดบ้าง เพื่อที่ชาวอุบลฯ จะได้ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติ เป็นการสืบทอดความเป็นนักปราชญ์ ให้สมญานาม “ เมืองนักปราชญ์ ” คงอยู่คู่เมืองอุบลฯ ตลอดไปโดยไม่เสื่อมสูญ ”

          ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีได้มอบแนวความคิดดังกล่าวข้างต้นให้ รองศาสตราจารย์ประสิทธิ คุณุรัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หัวหน้าคณะทำงานวางแผนหลักยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดที่ยั่งยืน กับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อาคม วามะลุน อดีตรองอธิการบดีสถาบันราชภัฏอุบลราชธานี และคณะทำงานท่านอื่นอีกหลายท่าน รวมทั้งผู้เขียนบทความนี้ด้วย ร่วมกันนำเรื่องนี้ไปพิจารณาดำเนินการให้บังเกิดผล

          ต่อมา ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีได้นำแนวความคิดเรื่องนี้ออกอากาศรายการ “ ผู้ว่าราชการจังหวัดพบประชาชน ” ทาง สวท.อบ. เพื่อขอความร่วมมือจากชาวอุบลฯ โดยกล่าวว่าได้นำเรื่องนี้ไปนมัสการ พระราชกิตติรังสี เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี วัดมหาวนาราม และ ดร.พระมหาศรีพร วรวิญญู รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตอุบลราชธานี

          ดร.พระมหาศรีพร วรวิญญู ได้ค้นคว้าเกี่ยวกับคุณลักษณะของนักปราชญ์เป็นบางส่วนในเบื้องต้นเพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีนำมาออกอากาศ ทาง สวท.อบ. ตามรายการดังกล่าวจึงขอนำบทความบางตอนของ ดร.พระมหาศรีพรฯ ที่อนุญาตให้ผู้เขียนเผยแพร่ได้เสนอต่อผู้อ่านวารสาน ข่าวหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี ดังต่อไปนี้

ที่มาของคำว่า “ อุบลราชธานีเมืองนักปราชญ์ ”

          คำว่า ปราชญ์ เป็นคำที่มาจากภาษาสันสกฤต ว่า ปฺราชฺญ ซึ่งแปลว่า ผู้มีปัญญารอบรู้ มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่าปราชญา หรือ ปัญญา สำนวนภาษาท้องถิ่นว่า “ ผญา ” (มีของกินเต็มพา บ่ท่อผญาเต็มปูม) อุบลราชธานี เป็นเมืองที่ได้รับการเรียนขานกันติดปากว่า “ เมืองนักปราชญ์ ” ซึ่งความหมายก็มีส่วนตรงกันกับคำว่า “ บัณฑิต ” ซึ่งแปลว่าผู้ทรงความรู้ ผู้มีปัญญา นักปราชญ์ ผู้มีความสามารถเป็นพิเศษโดยกำเนิด

          ลักษณะที่เด่นของบัณฑิตทางพระพุทธศาสนา ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ ประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ มีความคิดดี มีการพูดี และมีการกระทำดี ในอุปโภอัตถสูตร มีพระพุทธดำรัสเกี่ยวกับเรื่องความเป็นบัณฑิต โดยมีพระคาถาว่า “ ทิฎ เฐ ธมฺเม จ โย อตฺโถ โย จตฺโถ สมฺปรายิโก อตฺถาภิสมยา ธีโร ปณฺฑิโตติ ปวุจฺจติ ” แปลว่า ธีรชน (นักปราชญ์) ท่านเรียกว่า บัณฑิต เพราะยึดไว้ได้ซึ่งประโยชน์ทั้งสอง คือ ประโยชน์ชาตินี้ (ขยันหา รักษาไว้ คบเพื่อนดี ดำรงชีวีที่เหมาะสม) และประโยชน์อันเป็นเบื้องหน้า (ศรัทธา, ศีล, จาคะ, ปัญญา)

          เมื่อดูตามพระพุทธดำรัสแล้ว การที่จะเป็นปราชญ์หรือให้ใครยกย่องว่าเป็นปราชญ์ ก็ต้องมาประกอบเนื้อหาของสิ่งเหล่านี้ให้มีความสมบูรณ์ ถ้าหากขาดสิ่งเหล่านี้แล้วความเป็นปราชญ์จะสมบูรณ์ไม่ได้ เพราะจะขัดกับความรู้สึกนึกคิดของประชาชนโดยทั่วไป

ต้องมีความ คิดดี เป็นที่ตั้ง                  การพูดฟังแล้วไพเราะเสนาะหู

ต้องกระทำ แต่ดีนี้วิญญู                     ท่านผู้รู้เรียก “ บัณฑิต ” ไม่ติดใจ

ถ้าอยากเป็น นักปราชญ์                      ต้องร่วมกัน สร้างความดี นี้เรื่องใหญ่

การศึกษา ประเพณี ชี้วัดใจ                 ทั้งระเบียบ วินัย ต้องใคร่ครวญ

ที่อุบลราชธานี ได้รับการขนานนามว่า “ เมืองนักปราชญ์ ” เพราะเหตุผลใหญ่ๆ 5 ประการคือ

1. อุบลราชธานี มีพื้นที่กว้างใหญ่มาก มีภูมิทัศน์ดี เป็นแหล่งเศรษฐกิจ อู่ข้าว อู่น้ำ และมีการจัดการศึกษาอย่างเป็นระบบ ในมณฑลลาวกาว

2. มีสำนักเรียนฝ่ายคันถธุระ เรียนกว่า พระปริยัติธรรม หรือหนังสือใหญ่ คือเรียนมูลกัจจายน์ หลายสำนัก จนเป็นที่ปรากฏโดยทั่วไป มีพระภิกษุสามเณรหลั่งไหลมาศึกษาเป็นจำนวนมาก และใช้อักษรขอม อักษรธรรม จารึกพระไตรปิฎก ซึ่งพระมหาเถระผู้ที่เป็นต้นเค้าแห่งความเจริญทางปริยัติธรรมและหนังสือไทยนี้ คือท่านพระอริยวงศาจารย์ (สุ้ย) วัดมณีวนาราม (วัดป่าน้อย) ชาวบ้านกวางดำ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี

3. เมื่อปีพุทธศักราช 2441 รัฐบาลตั้งโรงเรียนประชาบาลแห่งแรกในประเทศไทย ที่วัดมหรรณพาราม กรุงเทพมหานคร และจากนั้นขยายการศึกษาไปสู่ภูมิภาคแห่งแรกของภาคอีสาน ที่บ้านพนา ตำบลพนา เรียกว่าโรงเรียนประชาบาลบ้านพนา (โรงเรียนอุบลวิทยาคม ย้ายไปตั้งที่วัดพระเหลา ซื่อโรงเรียน “ อุดมวิทยากรณ์ ” ) จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันจังหวัดอำนาจเจริญ) เพราะการศึกษาสายสามัญ ศึกษาเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญ

4. เมืองอุบลราชธานี ถือว่าเป็นอู่อารยะธรรมที่มีชื่อเสียงมาก เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน มีพระสงฆ์ที่มีความรู้ความ สมารถเป็นสมเด็จพระราชาคณะถึง 5 องค์ และปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ๒ สมัย

5. อุบลราชธานี มีพระสงฆ์ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่มีชื่อเสียงมาก เช่น พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต บ้านคำบง อำเภอโขง-เจียม (ปัจจุบันอำเภอศรีเมืองใหม่), พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล บ้านข่าโคม อำเภอเมืองอุบลราชธานี, พระโพธิญาณเถระ (หลวงพ่อชา สุภทฺโท) บ้านจิกก่อ อำเภอวารินชำราบ เป็นต้น


          เจ้าพระคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์)
อายุ ๗๗ ปี พรรษา ๔๖ ปี
ชาตะ วันศุกร์ แรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๔ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๓๙๙
มรณภาพ วันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ เวลา ๑๑.๔๐ น.

จึงขอสรุป ความหมายคำว่า “ ปราชญ์ ” ที่ติดปาก ชาวจังหวัดอุบลราชธานี ตามความเข้าใจของชาวจังหวัดอุบลราชธานี ตั้งแต่อดีต จนกระทั่งถึงปัจจุบันว่า

          เพราะพื้นที่ดินแดนแคว้นกว้างใหญ่      

ชาวเมืองได้เริ่มจัดการงานศึกษา

เรียนชั้น มูลกัจจายน์หลายปีมา             

เป็นอู่อารยะธรรม ประจำถิ่น

          มีโรงเรียน ประชาบาล งานสดชื่น         

ราชายื่น ความสำคัญ ปันทรัพย์สิน

เป็นศูนย์พระ วิปัสสนา ป่ามุนินทร์         

ผืนแผ่นดิน จึงลือเลื่อง “ เมืองนักปราชญ์ ”

          เพิ่มเติม พระธรรมบาล หรือพระอริยวงศาจารย์ (สุ้ย) แห่งวัดป่าน้อย (วัดมณีวนาราม) เป็นปราชญ์ทางปฏิภาณสามารถตอบปัญหาผู้มาถามปัญหาได้จนได้รับความพอใจ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เป็นปราชญ์ทางเทศนา โดยเฉพาะเทศน์ปุจฉา-วิสัชนาและ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) เป็นปราชญ์ทางการปกครอง เป็นสังฆนายกองค์แรก และองค์สุดท้ายแห่งราชอาณาจักรไทย (คำกล่าวของพระราชรัตโนบล (พิมพ์ นารโท) วัดทั่งศรีเมือง)

          ดร.พระมหาศรีพร วริญฺญู ป.ธ.๙, Ph.D. ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาวนาราม (พระอารามหลวง) รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตอุบลราชธานี

          หมายเหตุ พระมหาศรีพรฯ ได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ “ พระศรีวรเวที ” เนื่องในพระราชาพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ปีนี้ขณะที่อายุ 35 ปี (นับว่าเป็น “ เจ้าคุณ ” อายุยังน้อย)


          เจ้าพระคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ดิสสเถระ อ้วน)
อดีตสังฆนายกองค์แรก และ อดีตเจ้าคณะมณฑลอุบลราชธานี
ฉายเมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์เป็นที่ พระโพธิวงศาจารย์ พ.ศ.๒๔๖๙
ชาตะ วันเสาร์ที่ ๒๑ มีนาคม ๒๔๑๐ เดือน ๔ แรม ๑๓ ค่ำ
มรณภาพ วันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๙ เวลา ๑๘.๔๕ น.

          ทางด้าน ผศ.อาคม วามะลุน ได้ประสานงานกับสำนักศิลปวัฒนธรรม สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี ร่วมกับจังหวัดอุบลราชธานี จัดการสัมมนาเรื่องเกี่ยวกับอุบลฯ เมืองนักปราชญ์ ในวันศุกร์ที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งก่อนวันบวงสรวงสักการะอนุสาวรีย์พระปทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง) ผู้สร้างเมืองอุบลราชธานี ที่ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองอุบลฯ คนแรก 1 วัน ผศ.อาคม วามะลุน ได้ขอความร่วมมือ อาจารย์มนัส สุขสาย ผอ. ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) จังหวัดอุบลราชธานี ให้รวบรวมรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้สืบสกุลเก่าแก่ของเมืองอุบลฯ ตลอดจนนักวิชาการจากสถาบันต่างๆ เพื่อเชิญเข้าร่วมสัมมนา ณ สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี ประมาณ ๘๐-๑๐๐ คน ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมฟังการสัมมนาและแสดงความคิดเห็นได้อย่างกว้างขวาง ผู้เขียนได้ขอให้ อ.มนัส สุขสาย (ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม สาขามนุษย์ศาสตร์ ได้รับการยกย่องเป็นศิลปินดีเด่นจังหวัดอุบลราชธานี ปี ๒๕๔๓) เขียนบทความแสดงทัศนคติเกี่ยวกับ “ อุบลเมืองนักปราชญ์ ” บางตอนที่สำคัญดังต่อไปนี้

อุบลเมืองนักปราชญ์

          นายมนัส สุขสาย การที่อุบลราชธานีมีสมญานามว่า “ เมืองนักปราชญ์ ” ด้วยเหตุผล 9 ประการ ได้แก่

1. เป็นอู่อารยธรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

          จังหวัดอุบลราชธานีมีเครื่องชี้วัดถึงความเป็นกลุ่มชนที่เป็นอารยชน มีความเจริญตามกติกาสากลครบทั้ง ๕ สาขา คือ

1.1 สาขาจิตกรรม มีการเขียนภาพทั้งการเขียนภาพสมัยก่อนประวัติศาสตร์อายุ ๔,๐๐๐ ปี เช่น ผาแต้ม ผาขาม ผาหมอน อำเภอโขงเจียม และภาพเขียนสีสมัยรัตนโกสินทร์ ตอนต้นที่หอพระบาทวัดทุ่งศรีเมือง วัดบ้านนาควาย และที่หอแจกวัดบ้านหนองมะนาว ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมือง

1.2 ประติมากรรม มีการปั้น การแกะสลัก การหล่อ ปั้นพระพุทธรูปด้วยดินผามยางไม้ ปั้นพระพุทธรูปด้วยปูน เช่น พระประธานที่วิหารวัดทุ่งศรีเมือง พระเจ้าใหญ่อินแปลง พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ พระประธานที่อุโบสถ วัดศรีอุบลรัตนาราม ฯลฯ การแกะสลักหินเป็นเทวรูป-พระพุทธรูป และแกะไม้ (พระประธานที่หอแจกวัดศรีอุบลรัตนราม เป็นพระแกะไม้ที่ใหญ่ที่สุด)

การหล่อ มีการหล่อพระพุทธรูปที่มีมหาปุริษลักษณ์ที่งดงามมาก เช่น พระสัพพัญญูที่อุโบสถวัดสุปัฏนารามวรวิหาร วัดบ้านท่าบ่อ และวัดบ้านหนองไหล และมีการหล่อสัมฤทธิ์ที่มีลักษณะศิลปะพื้นบ้าน (ลานบ้าง อย่างงดงามมากที่วัดศรีอุบลรัตนาราม วัดไชยมงคล พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดอุบลราชธานี นอกจากนี้ยังมีหัตถกรรมการหล่อทองเหลืองบ้านปะอาว ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก

1.3 สถาปัตยกรรม อาคารทางศาสนา เช่น หอไตรวัดทุ่งศรีเมือง สิมวัดแจ้ง สิมวัดบ้านตำแย สิมวัดหลวง สิมวัดบ้านตากแดด หอไตรหนองขุลุ

1.4 วรรณกรรม มีหลักฐานการเขียนหนังสือเป็นจารึก เป็นวรรณกรรมโบราณมากมาย จารึกบนหิน ไม้ไผ่ ใบลาน กระดาษข่อย-สา จารึกในหิน เช่น จารึกปากน้ำมูล จารึกวัดหมาวนาราม จารึกวัดใต้

จารึกในใบลาน เป็นอักษรขอม อักษรธรรม และอักษรไทยน้อย อักษรขอม จารึกพระธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์ อักษรธรรม จารึกวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา เช่น มหานิบาตชาดก ปัญญาละชาดก อักษรไทยน้อย จารึกสรรพวิชา ตำรายา ตำราหมอดู พิชัยสงคราม และคำสอนต่างๆ วรรณกรรมอีสาน

1.5 นาฏศิลป์ – ดุริยางค์ศิลป์

นาฏศิลป์ ได้แก่การฟ้อนรำ จังหวัดอุบลราชธานีเป็นที่รวมของการแสดงหมอลำและฟ้อนรำได้สวยงาม มีหมอลำมีชื่อเสียงบันทึกเสียงเป็นแผ่นเสียงเป็นคนแรกของประเทศไทยเมื่อเมษายน ๒๔๘๓ และขณะนี้คนในจังหวัดอุบลราชธานี เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาการแสดงหมอลำหลายท่าน

ดุริยางค์ศิลป์ มีการเล่นดนตรีครบตามกติกาสากล เช่น เครื่อง ดีด สี ตี เป่า ประมาณปี พ.ศ. 2512 นายณัฐพล ไชยรัตน์ นายอำเภอวารินชำราบ ได้รวมพลังศิลปินชาวอุบลฯ เช่น ครูเทิด บุณยรัตนพันธ์ ครูรังสรรค์ สิงหัษฐิต ครูเรวัต ส่งศรีสุข และอีกหลายท่าน ดัดแปลง “ แคน ” ที่เป่าคู่กับหมอลำให้เล่นดนตรีสากล ได้อย่าง ไพเราะเป็นที่ฮือฮามาก “ แคนสากล ” ชุดนี้ได้นำทูลเกล้าฯ ถวายในหลวงเมื่อคราวเสด็จเปิดเขื่อนสิรินธรเป็นที่พอพระราชหฤทัยมาก เพราะพระองค์ท่านทรงเป็น “ คีตราชันย์ ” ระดับโลก

2. สืบเชื้อสายจากตระกูลปราชญ์

          พระตา (ซึ่งเป็นพระบิดาของเจ้าคำผง ผู้สร้างและเจ้าเมืองคนแรกของคนจังหวัดอุบลราชธานี) เป็นบุตรของเจ้าปรางค์คำ ซึ่งเจ้าปรางค์คำเป็นผู้แต่งหนังสือวรรณกรรมอีสาน เรื่อง “ สังข์ศิลปชัย ” ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นวรรณกรรมชั้นยอด เป็นวรรณกรรมระดับโลกในเนื้อหาของเรื่องครบสมบูรณ์ทั้งหลักรัฐศาสตร์ การเมือง การปกครอง นิติศาสตร์ นิติธรรม ปรัชญา สังคม เศรษฐศาสตร์ การวางเค้าโครงเรื่อง ความไพเราะ

3. มีวัดมากที่สุด

          วัดคือมหาวิทยาลัยแห่งแรกของคนโบราณ การสอนสรรพวิชาการต่างๆ สอนที่วัด สอนศิลปหัตถกรรม (ช่าง ๑๐ หมู่) หมอยา ขนบธรรมเนียมประเพณี อาศัยพระที่วัดเป็นผู้สอน

4. เป็นศูนย์รวมทางการศึกษา ตั้งแต่โบราณมาคนในอีสานทั้งหมดจะเดินทางมาศึกษาเล่าเรียนที่จังหวัดอุบลราชธานี

5. นำเอาภาษาไทยมาสอนเป็นแห่งแรกในประเทศไทย (นอกจากกรุงเทพ)

          ปี พ.ศ. 2437 พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนโท จันทร์) พาคณะศิษย์ที่เป็นเปรียญ 3 รูป นำมาสอนที่วัดสุปัฏนารามวรวิหาร ให้ชื่อว่า โรงเรียนอุบลวิชาคม และตั้งที่วัดพระเหลาเทพนิมิต เมืองพนานิคม ชื่อโรงเรียนอุดมวิทยาคม

6. พระภิกษุคามวาสี (วิชาการ)

          ศึกษาเล่าเรียนได้เป็นผู้บริหารการศึกษาเป็นพระสงฆ์ทรงสมณะศักดิ์สูงชั้นสมเด็จ (ภาคเหนือทั้งหมดตั้งแต่กรุงเทพระมหานครเป็นเมืองหลวงกว่า ๒๐๐ ปี ได้มีพระราชาคณะชั้นสมเด็จเพียง ๑ องค์ ในขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี ๕ องค์ “ นครราชสีมา ๑ องค์ ขอนแก่น ๑ องค์ แต่จังหวัดอุบลราชธานีมีแล้ว ๓ องค์ คือ

1. สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน)

2. สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ธมฺมธโร พิมพ์)

3. สมเด็จพระมหามุณีวงศ์ (สนั่น จันฺทปชโชโต)

7. พระภิกษุอรัญญวาสี (ฝ่ายปฏิบัติ)

          พระภิกษุชาวจังหวัดอุบลราชธานีเป็นพระสุปฏิปณโณ เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จนมีชื่อเสียงคนเคารพรับถือเป็นที่รู้จักกันทั้งประเทศ ทั่วโลก หลวงปู่สีทา หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงปู่ขาว หลวงปู่เขียว หลวงปู่สิงห์ หลวงปู่ชา หลวงปู่พุธ

8. พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนโท จันทร์) เข้าแสดงธรรมในพระบรมมหาราชวังเป็นที่ประทับใจพระมหากษัตริย์จนได้รับการตรัสชมด้วยวาจาว่า “ นี้คือปราชญ์ ”

9. ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม

          ทายกทายิกา พุทธศาสนิกชน ภูมิปัญญาชาวบ้าน หลักชัยไม้เท้าของบ้านเมืองชอบฟังธรรม (ในเทศกาลเข้าพรรษา ๓ เดือนนี้ ๕ วัน จะฟังเทศน์วัดหนึ่งหมุนเวียนกันไป) ซึ่งมีทั้งรอบในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานีและรอบนอกเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี เริ่มมาตั้งแต่ปีก ๒๔๙๙ จนถึงปัจจุบันนี้ ทำต่อเนื่องกันมา ๔๔ ปีแล้ว (ชาวบ้านเรียกว่าเทศน์สามัคคี)

          หมายเหตุของผู้เขียน เหตุผลของ ดร.พระมหาศรีพร และ อ.มนัส มีทัศคติ เหมือนกับผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน สมควรค้นคว้าให้ลึกซึ้งต่อไป

          การทำงานเพื่อ “ สืบสานอุบลเมืองนักปราชญ์ ” ได้เคยมีการร่วมปรึกษาเพื่อดำเนินการมาครั้งหนึ่งเมื่อ เดือน ตุลาคม 2537 ในสมัยที่ นาย นิธิศักดิ์ ราชพิตร (ลูกหลานเชื้อสายตระกูลเก่าแก่ตั้งแต่ครั้งเมืองอุบลฯ) ย้ายจากผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง มาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีได้หารือกับ อาจารย์ สงัด สันตะพันธ์ ผอ.ศนอ. (ศ.อ.ศ.อ.) ในสมัยนั้น (ซึ่งเป็นลูกหลานเชื้อสายตระกูลเก่าตั้งแต่ครั้งตั้งเมืองเขมราฐ) ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิชาวอุบลหลายท่านรวมทั้งตัวผู้เขียนด้วย น่าเสียดายโครงการนี้ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะนายนิธิศักดิฯ ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ

          จึงเป็นที่น่ายินดีที่ว่าผู้ราชการจังหวัดอุบลราชธานีปัจจุบัน มีแนวความคิดที่มีคุณค่า สนับสนุน ส่งเสริม สืบสานอุบลเมืองนักปราชญ์ ซึ่งอุดมด้วยอริยะทรัพย์ กอปรกับปรัชญาเมที ที่มีชื่อเสียงในอดีต แต่ต้องมีชื่อเสียจากรณีเขื่อนปากมูลและการเลือกตั้ง ส.ว. ครั้ง ที่ ๕ เพียงจังหวัดเดียว เป็นจังหวัดสุดท้ายของประเทศไทย ท่ามกลางความบอบช้ำจิตใจของชาวอุบลฯ ก็มีคนมาปลุกปลอบใจให้ชุ่มชื่นขึ้นมา คงจำได้ว่า พรชัย ทองบุราณ

ซาบซึ้งใจ พรชัย ทองบุราณ                             บ้านอยู่ไกลชายแดนอุบลราชธานี

ยังมีน้ำใจอยากให้อุบลมีชื่อเสียงเกริกไกร        พูดก่อนไปชิงชัย ชิดนีย์เกมส์ 2000

          การที่อุบลราชธานีได้รับสมญานามว่า “ เมืองนักปราชญ์ ” ก็เพราะว่าเป็นเมืองศาสตร์ เมืองศิลป์ ถิ่นไทยดี ขอให้ชาวอุบลฯ ดำรงตนหรือดำเนินชีวิตด้วยจิตวิญญาณ “ ปราชญาวิถี ” หรือ “ ปัญญาวิธี ” เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีเมืองนักปราชญ์ เมืองศาสตร์ เมืองศิลป์ ถิ่นไทยดี ให้กลับคืนมา เป็นโอกาสครั้งสำคัญ ที่จะร่วมกันผลักดันโครงการ “ สืบสานอุบลเมืองนักปราชญ์ ” ให้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เพื่อชาวอุบลทุกคน

          สำเร็จเพราะร่วมคิด สัมฤทธิ์เพราะร่วมทำ



ความคิดเห็นที่ 1

ขอบคุณสำหรับข้อมูลนะคะ ขอนำไปเผยแพร่ให้เพื่อนๆได้อ่านบ้างค่ะ

โดย : มาดาม   email : madamnoi@hotmail.com เมื่อ วันเสาร์ ที่ 10 กันยายน 2554 เวลา 09:59:09 น. ลบ

ความคิดเห็นที่ 2

ขอบคุณครับ

โดย : สันติกุล   email : santikul_faifa@hotmail.co.th เมื่อ วันศุกร์ ที่ 1 มีนาคม 2556 เวลา 18:36:11 น. ลบ


  แสดงความคิดเห็น
ข้อความ :  
ชื่อ :  
อีเมลล์ :    

Guide Ubon

http://www.hotsia.com/
http://www.sadoodta.com/
http://www.111thailand.com/
http://www.oceansmile.com/
http://www.guideubon.com/
http://feelthai.blogspot.com/
copyright 2005 www.GuideUbon.com
สำนักงานไกด์อุบลดอทคอม เลขที่ 89/1 ถนนพโลรังฤทธิ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000
ติดต่อไกด์อุบล : webmaster@guideubon.com | msn : guide_ubon@hotmail | Tel : 080-4850511 Fax : 0-4525-4700