 วารสารข่าวหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี เดือนมิถุยายน 2550
ข้อความข้างบนนี้เป็นชื่อการสัมมนาทางวิชาการที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จังหวัดอุบลราชธานี และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีร่วมกันจัดขึ้น โดยมีพิธีเปิดการหล่อแท่งเทียนด้วยเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2550 ณ ห้องประชุมโกมุทและลานพุทธสถานมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
การสัมมนาครั้งนี้ ผู้เขียนได้รับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายในห้วข้อ เล่าขานตำนานเทียนอุบลราชธานีสู่สากล ร่วมกับ ดร.บำเพ็ญ ณ อุบล โดยมีอาจารยปัญญา แพงเหล่า ดำเนินรายการ ในการบรรยายผู้เขียนได้กำหนดหัวข้อเกี่ยวกับเทียนพรรษาเพื่อความจำง่ายของผู้ฟังการบรรยายโดยแต่ละข้อมีคำว่า วิ นำหน้าดังนี้
1. วิวัฒนาการงานประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี
2. วิกฤติการณ์ประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี
3.วิพากษ์วิจารณ์ประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี
4. วิเคราะห์วิจัยประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี
5. วิธีแก้ไขปัญหาประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี
6. วิสัยทัศน์ประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี
7.วิเทศสัมพันธ์ประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี
การบรรยายแต่ละประเด็นได้เน้นสาระเนื้อหาตามเวลาที่กำหนด แต่การเขียนบทความนี้มีหน้ากระดาษจำกัด จึงขอยกตัวอย่างบางประเด็นแต่ละหัวข้อนำเสนอดังต่อไปนี้
1. วิวัฒนาการงานประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี
เดิมชาวบ้านฟั่นเทียนยาวรอบศีรษะไปถวายพระสงฆ์ ต่อมานำเทียนเล่มเล็กมามัดรวมกันเป็นลำต้นเรียกว่า เทียนมัดรวมติดลาย จนกระทั่งปี พ.ศ. 2444 - 2479 กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ทรงริเริ่มให้ชาวเมืองร่วมกันหล่อเทียนต้นใหญ่โดยมีกุศลโลบาย หลอมเทียน หลอมบุญ หลอมใจ ลดช่องว่างระหว่างชนชั้น ช่องว่างระหว่างฐานะ ความยากดีมีจน ต่างคนก็นำงบผึ้งเล็กใหญ่ตามฐานะความเป็นอยู่มาหลอมในกะทะทองเหลืจงใหญ่ใบเดียวกัน ได้ต้นเทียนต้นเดียวกัน มีส่วนเป็นเจ้าของร่วมกัน ได้บุญกุศลเท่าเทียมกัน ก่อให้เกิดความรักสมัครสมานสามัคคีของชาวคุ้มวัด/ชุมชน การหล่อเทียนเป็นต้นใหญ่ ได้เป็นแบบอย่างในการทำเทียนแบบติตพิมพ์และแกะสลักมาจนปัจจุบัน มีต้นแบบมาจาก หลอมเทียน หลอมบุญ หลอมใจ เช่นเดียวกัน
2. วิกฤติการณ์ประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี
เมื่อประมาณ พ.ศ. 2510 พุทธสมาคมอุบลราชธานี ได้จัดให้มีการสัมมนาประเพณีแห่เทียนพรรษาฯ สรุปได้ว่า
การทำเทียนพรรษาเพื่อประกวดขันแข่งแก่งแย่งกันก่อให้เกิดความแตกแยก ทะเลาะเบาะแว้งกัน อาฆาตเคียดแค้น ไม่สร้างความสามัคคีไม่เป็นผลดีต่อบ้านเมืองอีกทั้งสิ้นเปลืองเงินทองของวัดโดยไม่คุ้มค่า จึงมีมติให้ทุกคุ้มวัดหยุดทำเทียนพรรษาให้มาบริจาคที่พุทธสมาคมเพียงแห่งเดียว เพื่อทำเทียนให้เหมือนกันหมดทุกวัด จะได้ไม่ต้องประกวดกันเวลามารับเทียนห้ามมีขบวนแห่รื่นเริงใดๆจะได้ไม่ผิดใจกัน
บรรยากาศงานเข้าพรรษาอุบลราชธานีปีนั้นอ้างว้าง หว้าเหว่ เงียบเหงา เศร้าซึม มีการรวมตัวของชาวบ้านต่อต้านการกระทำของพุทธสมาคมจนเหตุการณ์เกิดบานปลายทางการต้องแก้ไขสถานการณ์ให้งานแห่เทียนพรรษาเป็นไปตามศรัทธาของชาวบ้านคุ้มวัดต่าง ๆ ตามเดิม แล้วกำหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อให้การจัดงานรัดกุมเรียบร้อยขึ้น
3. วิพากษ์วิจารณ์งานประเพณีแห่เทียนพรรษาฯ
เมื่อ พ.ศ. 2530 หลังจากที่ ททท. ได้สนับสนุนให้งานประเพณีแห่เทียนพรรษาเผยแผ่ไปทั่วโลก (เมื่อปี พ.ศ. 2520) งานได้เจริญก้าวหน้ามาโดยลำดับ พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี ได้วิพากษ์วิจารณ์งานแห่เทียนพรรษาฯ ใน นสพ. สยามรัฐ มีใจความสำคัญว่า การที่คนอุบลฯหลงใหลได้ปลื้มกับประเพณีแห่เทียนพรรษาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ถือว่ามีประเพณีที่ดีไว้อวดแขกเมืองเป็นจุดขายได้ทั้งในและต่างประเทศทำให้สรรหาสิ่งแปลกใหม่มาเสริมงานเข้าพรรษาจนหน้าตาแปรเปลี่ยน แทบจะจำประเพณีดั้งเดิมไม่ได้ สงสารคนที่ดั้นด้นจากแดนไกลทั่วโลกมาดู ได้เห็นแต่กระพี้หามีแก่นแท้ไม่ ขอถามว่า เป็นการ ส่งเสริม หรือ ทำลาย ประเพณีกันแน่
เมื่อปรากฏว่ามีการโฆษณาทางการค้าที่รถประดิษฐานต้นเทียนเจ้าอาวาสวัดพระอารามหลวงได้วิพากษ์วิจารณ์ว่า จังหวัดอุบลราชธานีจัดงานประเพณีแห่เทียนพรรษาฯเพื่อส่งเสริมพระพุทธศาสนาหรือส่งเสริมการค้า ถ้ามีการส่งเสริมการค้าอาตมากับคุ้มวัดก็ขอถอนตัวไม่ร่วมกิจกรรม
ปี 2544 จึงมีเทียนพรรษาเพียง 19 ต้น น้อยกว่าทุก ๆ ปี ที่ผ่านมา
4. วิเคราะห์วิจัยประเพณีแห่เทียนพรรษาฯ
เมื่องานประเพณีแห่เทียนพรรษาฯ มีปัญหาด้านต่าง ๆ อันเป็นผลกระทบต่อส่วนรวม มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีและมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ได้มีบทบาทสำคัญในการวิเคราะห์ วีจัย โดยใคร่ครวญแยกปัญหาออกเป็นส่วน ๆ รวมทั้งค้นคว้าเพื่อหาข้อมูลอย่างถี่ถ้วนตามหลักวิชาการเพื่อให้งานนี้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยทุกประการ เช่น การสัมมนาที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธ านี เรื่อง สืบสานอุดมการณ์อุบลเมืองนักปราชญ์ มีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การประกวดเทียนพรรษาหลายประการ ต่อมามีการสัมมนาเรื่อง เทียนพรรษาจัดหวัดอุบลราชธานี อดีต- ปัจจบัน- อนาคต ที่ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อ 10 เมษายน 2547 จัดโดยมหาวิทยลัยอุบลราชธานี มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทำให้เทียนพรรษาเป็นภูมิปัญญาของชาวอุบลฯโดยแท้จริงตั้งแต่นั้น นับว่ามหาวิทยาลัยทั้งสองแห่งได้สนองความต้องการของสังคมตามปรัชญาที่ว่า มหาวิทยาลัยเป็นสติปัญญาของสังคมพัฒนาความเป็นเลิศทางวิชาการเพื่อท้องถิ่น
5. วิธีแก้ไขปัญหาฯ
ปัญหางานประเพณีแห่เทียนพรรษามีมากมายหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการประกวดประชันแข่งขันกันจนเกินงามควรแข่งขันอย่างสร้างสรรค์/สมานฉันท์/กัลยาณมิตร โดยแบ่งประเภทการประกวดกระจายออกไปให้ผู้เริ่มพัฒนาฝีมือมีโอกาสชนะ/ชื่นชมร่วมกัน
วิธีการแก้ไขปัญหาด้านงบประมาณดำเนินงานนี้ แต่ละปีมีปัญหามาตลอดต้องหาทางแก้ไขเป็นปีๆ ไป ควรมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนางานแห่เทียนเข้าพรรษาฯอย่างเป็นรูปธรรมที่มั่นคง ตัวอย่างเช่น กองทุนชาวอุบลฯคนละบาทอนุรักษ์เทียนนักปราชญ์เมืองอุบลฯ เป็นต้น
6. วิสัยทัศน์
มีความหมายว่า ต้องคิดกว้าง มองไหล ใฝ่สูงมึ่งผลสัมฤทธิ์ของงานประเพณีแห่เทียนพรรษา เพื่อส่งเสริมเชิดชูพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นเป้าหมายหลัก การจัดงานจึงควรเป็นไปด้วยความงดงามทั้งศิลปะและวัฒนธรรม มีความเรียบง่าย ประหยัด พอดีพองาม พอเหมาะพอควร พอเพียงไม่สร้างภาระแก่ชุมชน มีบรรยากาศที่อบอุ่นในลักษณะกัลยาณมิตร และความมีส่วนร่วมของชุมชน ขนาดของเทียนพรรษาจึงควรจัดทำให้พอเหมาะสมกับงบประมาณ มีความละเอียดอ่อนช้อยงดงามในรูปลักษณ์ มีความหมายเผยแพร่พุทธธรรมนำไปประพฤติปฏิบัติเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตตลอดไป
7.วิเทศสัมพันธ์
คือความสัมพันธ์กับต่างประเทศ หมายถึง การไปสู่สากล ตามชื่อการสัมมนาครั้งนี้ จะต้องตระหนักในการยึดมั่น แก่นแท้ของเทียนพรรษา เป็นสิ่งสำคัญ การสัมพันธ์สู่สากลให้ผสมผสานกลมกลืนกันอย่างลงตัว ไม่ขัดเขินในลักษณะ อนุรักษ์ของเดิมก่อนส่งเสริมของใหม่ มีตัวอย่างที่ดีคือการออกแบบพระอุโบสถวัดสุปัฏนารามพระอารามหลวงที่ส่วนบนเป็นแบบไทย ส่วนกลางเป็นยุโรป ส่วนล่างเป็นขอมโบราณ 3 สกุลช่างอยู่ห่างกันคนละซีกโลก แต่กลมกลืนกันได้
จงนึกคิดอยู่เสมอว่า ประเพณีแห่พรรษาเป็นหนทางสังคมที่สะสมนับ 100 ปี มีจิตวิญญาณและเป็นเอกลักษณ์ของอุบลราชธานี ที่ต้องอนุรักษ์ไว้ ให้ยืนยงคงอยู่คู่เมืองอุบลฯตลอดไป
|