 วารสารข่าวหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี เดือนธันวาคม 2550
ตามที่ได้นำเสนอประวัติความเป็นมาของการ สร้าง "อนุสาวรีย์แห่งความดี ที่ทุ่งศรีเมืองไปแล้วนั้นจากเอกสารที่ Mr.Tom porter ผู้ประสานงานทหารผ่านศึกชาวอังกฤษได้มอบให้เมื่อ 11 พ.ย. 50 ซึ่งได้เผยแพร่ไปแล้วนั้น มีข้อความโดยสรุปตอนหนึ่งว่า
หลังจากสงครามสิ้นสุดลง นักโทษนอกประจำการถูกจ่ายไปเพื่อสร้างอนุสาวรีย์คุณงามความดี เพื่อขอบคุณชาวอุบลฯ สำหรับความเมตตากรุณาและเพื่อมนุษยชาติ

ด้วยเหตุนี้ ชาวอุบลฯ ในสมัยนั้นจึงได้เห็นอนุสาวรีย์แห่งความดี ปรากฏที่ทุ่งศรีเมือง ด้านตะวันออกเฉียงใต้ ใกล้สี่แยกถนนศรีณรงค์ตัดกับถนนราชบุตร ตรงกันข้ามกับ หอประชุมประชาชน ขณะนั้น (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งศาลาประชาคม) อนุสาวรีย์แห่งนี้มีลักษณะเป็นแท่นหินก่อด้วยศิลาแลง (ภาษาถิ่นเรียกหินแมรัง ) ขนาดประมาณ 1.20 x 2.50 สูง 1.00 ม. บนแท่นหินมีเสาหินสูงประมาณ 3.00 ม. รูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ 0 .50 ม. คล้ายปล่องโรงสีไฟ ที่เสาหินด้านตะวันออกมีอักษรโลหะเรียงจากบนลงมาล่าง ปรากฏ ดังนี้ EX.P.O.W. ซึ่งอาจารย์วาสิต ศรีธัญรัตน์ ครูพลศึกษา ร.ร.นารีนุกูล/วิทยาลัยครูอุบลฯ ได้อธิบายให้ผู้เขียนฟังว่า อักษรนี้ย่อมาจากคำเต็มว่า "EX.Prisoner of War" แปลว่า นักโทษนอกประจำการแห่งสงคราม (ตรงกับเอกสารของ Mr.Tom Porter) หรือ "เชลยสงคราม" ถ้าต้องการทราบเพิ่มเติมให้ไปขอความรู้จาก คุณครูทองอินทนร์ วิสเพ็ญ "บรรณารักษ์หอสมุดจังหวัดอุบลราชธานี" ที่อยู่ตรงข้ามกับอนุสารีย์นี้ ท่านเคยเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ร.ร.เบ็ญจะมะมหาราชระหว่าง พ.ศ. 2476 - 2494
อนุสาวรรีย์แห่งนี้มีเรื่องราว/เหตุการ์น่าสนใจอย่างไรบ้าง ได้สืบค้นมาได้ดังต่อไปนี้
1.ทหารสัมพันธมิตร ประกาศคุณงามความดีและมอบรางวัลแก่ชาวอุบลฯ จากการสัมภาษณ์ ดร.บำเพ็ญ ณ อุบล (พร้อมด้วยข้อเขียนเรื่องนี้)และนางกิม เจียจินดา เจ้าของร้านสีฟ้าไอศกรีม เลขที่ 245 ถนนเขื่อนธานี (ภรรยาอาจารย์เจีย ครูสอนภาษาอังกฤษ/ภาษาจีน ร.ร.ฮั่วเฉียวกงฮัก) ได้ความว่า
เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2488 สงครามโลกครั้งที่ 2 สงบแล้ว (ญี่ปุ่นยอมจำนน 14 สิงหาคม 2488) ทหารสัมพันธมิตรซึ่งประกอบไปด้วยอังกฤษ แคนาดา ฮอลันดา ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปิน ได้เชิญคุณยายไหล ไปที่ค่ายทหารในสนามบิน เพื่อประกาศชมเชยคุณงามความดีที่คุณยายไหลให้แก่เชลยศึกดังกล่าว แล้วมอบรางวัลมีดังนี้
1. เงินสด 400 บาท 2. ผ้าห่มขนสัตว์ 3 ผืน 3.ปิ่นโต 3ใบ มีลายทวีปแผนที่โลก,ลายบูโด พุทโธ ที่อินโดนีเซียและลายราหู) 4. ขันน้ำพานรอง ลายเทพพนม มีอักษรภาษาอังกฤษ บรรยายคุณงามความดีที่คุณยายไหลได้ให้เชลยศึกเป็นประจำ
ดร.บำเพ็ญ ณ อุบล ได้เขียนยกย่องให้ คุณยายไหล ศิริโสตถ์ เป็น คนดีศรีเมืองอุบลราชธานี ระหว่างปี พ.ศ.2484-2488"
คุณยายไหลมีชื่อเต็มว่า"อุไรวรรณ ศิริโสตถ์" บ้านอยู่ท่าตลาดริมแม่น้ำมูลที่ทหารญี่ปุ่นนำเชลยศึกไปอาบน้ำเป็นประจำ นอกจากนี้คงจะมีชาวอุบลฯอีกจำนวนมากที่ประกอบคุณงามความดีเหมือนคุณยายไหลที่สมควรสืบเสาะนำมาเผยแพร่เกียรติคุณให้ปรากฏต่อไป
2. เหตุผลในการย้ายสถานที่ตั้งอนุสาวรีย์ฯ จากมุมทุ่งศรีเมืองด้านตะวันออกเฉียงใต้ไปตั้งอยู่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือในปัจจุบัน เนื่องจากว่า เมื่อ พ.ศ.2495 มีการขุดคลองด่านตะวันออกทุ่งศรีเมืองกว้างประมาณ 12.00 ม. ลึกประมาณ 4.00 ม. คลองที่ขุดใหม่ใกล้กับอนุสาวรีย์มากจนอาจทำให้โค่นล้มได้ง่าย จึงมีการย้ายไปอยู่ ณ ที่ตั้งปัจจุบันผู้ดำเนินการย้ายอนุสาวรีย์ คือ "นายประจวบ ศรีธัญรัตน์" (อดีตนายกเทศมนตรีเมืองอุบลราชธานี 4 สมัย)
ต่อมาเมื่อผู้เขียนย้ายจากนครราชสีมา มาดำรงตำแหน่งปลัดเทศบาลเมืองอุบลราชธานีก็ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานปรับปรุงอนุสาวรีย์ฯแห่งนี้ โดยสร้างแท่นจารึกประวัติความเป็นมาของอนุสาวรีย์ทั้งภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ โดยขอความร่วมมือจากภาควิชาภาษาต่างประเทศ วิทยาลัยครูอุบลราชธานีในสมัยนั้น
3. ทหารออสเตรเลีย วางพวงมาลาคารวะอนุสาวรีย์แห่งความดี ประมาณ พ.ศ.2512-2514 ช่วงสงครามเวียดนาม ทหารมิตรประเทศเช่น ออสเตรเลียได้มาตั้งฐานบินที่บริเวณทิศตะวันออกสนามบินอุบลฯ ด้านถนนเทพโยธี ผบ.ฐานบินได้เชิญ นายณัฐพล ไชยรัตน์ นายอำเภอวารินชำราบ ขณะนั้นจัดทีมฟุตบอลพร้อมกองเชียร์ไปแข่งขันเชื่อมสัมพันธไมตรี ตอนนั้นผู้เขียนเป็นปลัดเทศบาลวารินชำราบ ได้ร่วมไปในการแข่งขันครั้งนี้ด้วย เสร็ขแล้วมีการเลี้ยงสังสรรค์ ผบ.ฐานบินออสเตรเลียได้กล่าวถึงอนุสาวรีย์แห่งความดีที่ทุ่งศรีเมือง ด้วยความซาบซึ้งมาก แล้วแจ้งว่า ทหารออสเตรเลียหน่วยนี้จะไปวางพวงมาลาคารวะอนุสาวสรีย์ในวันรุ่งขึ้น เวลา 11.00 น.ขอให้คณะวารินชำราบไปร่วมพิธีครั้งนี้ด้วย
เมื่อใกล้กำหนดนัดหมาย พวกเราไปพร้อมกันที่อนุสาวรีย์แห่งความดีที่ทุ่งศรีเมืองได้เห็นความพร้อมเพรียงของทหารออสเตรเลียประมาณ 1 กองร้อยเดินแถวตบเท้าแบกอาวุธคล้ายสวนสนามในพิธีสาบานซึ่งไปจัดแถวด้านหน้าอนุสาวรีย์ มีดุริยางค์นำ ผบ.ฐานบินออนสเตรเลียได้กล่าวประกาศเกียรติคุณชาวอุบลฯ ผู้มีเมตตากรุณาชุบชีวิตใหม่ให้แก่เชลยศึกอย่างประทับใจ แล้วประกอบพิธีวางพวงมาลาคารวะอนุสาวรีย์ ดุริยางค์บรรเลงเพลงชาติไทย/เพลงชาติออสเตรเลีย แถวทหารวันทยาวุธ นับว่าเป็นการคารวะด้วยเกียรติยสอย่างสูงระดับชาติ ชาวอุบลฯที่ร่วมพิธีอันสำคัญนี้ ต่างตื้นตันใจไปตามๆกัน

4. ความคิดเห็นของชาวอุบลฯ ที่มีต่ออนุสาวรีย์แห่งความดี เมื่อได้รับฟังความคิดที่สร้างสรรค์ของปัญญาชนชาวอุบลฯหลายๆท่าน พอที่จะประมวลได้ดังนี้
4.1 อนุสาวรีย์แห่งความดีมีหนึ่งเดียวที่อุบลฯ ตามหัวเรื่องชื่อบทความนี้มิใช่ข้อสรุปหรือเป็นการอวดอ้างแต่อย่างใด แต่เป็นข้อสันนิษฐานที่ทำให้เชื่อตามนี้ ดังที่ รศ.ประจักษ์ บุญอารีย์ ตั้งข้อสังเกตว่า "จังหวัดอุบลราชธานีน่าจะเป็นแห่งเดียวในประเทศไทยหรืออาจจะในโลกที่มีอนุสาวรีย์แห่งความดี" อีกหลายท่านก็เข้าใจเช่นเดียวกันเป็นความเชื่อที่น่าจะเป็นความจริงเช่นนั้น
4.2 จากการที่ทหารผ่านศึกและครอบครัวจากทวีปยุโรป/ อเมริกา มาวางพวงมาลาอนุสาวรีย์แห่งความดี เมื่อ 11 พ.ย. 50 ทั้งที่เวลาผ่านมาถึง 62 ปี ตั้งแต่สงครามสงบลง แสดงว่ามีความผูกพันยาวนาน แต่ชาวอุบลฯยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ในเรื่องนี้หลายท่าน อาทิเช่น ดร.บำเพ็ญ ณ อุบล, อ.ทินกร อัตไพบูลย์, คุณนิกร วีสเพ็ญ เป็นต้น เสนอแนะว่า ควรมีการเสวนาประชาคมชาวอุบลฯ อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะสถานศึกษาทุกระดับ แล้วกำหนดวันเทิดทูนคุณงามความดี บรรพชนคนดีศักดิ์ศรีเมืองอุบลฯให้แน่นอนเป็นวาระประจำปี มีกิจกรรมเช่น วางพวงมาลา แสดงคารวะ ต่อเนื่องกับงานสดุดีวีรกรรมฯ ผู้ก่อตั้งสร้างเมืองอุบลฯ 8-9-10-11 พฤศจิกายน ทุกปี
4.3 ทางจังหวัดและ ททท. ควรประชาสัมพันธ์เรื่องนี้สู่กลุ่มเป้าหมาย ชาติต่างๆ ดังกล่าวแล้ว เพื่อผลในด้านการท่องเที่ยวและเกียรติภูมิของอุบลราชธานี
4.4 ปรับปรุงภูมิทัศน์อนุสาวรีย์ฯ ให้สง่างาม น่าศรัทธา ออกแบบการสลักชื่ออนุสาวรีย์ทั้งภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ ให้โดดเด่นสวยงาม สามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากถนนภายนอกทุ่งศรีเมืองทั้ง 2 ด้าน
4.5 คำว่า Monument of Merit มีความหมายลึกซึ้งมาก Merit มิได้หมายถึง "ความดี" เท่านั้นตามพจนานุกรมมีใจความกว้างหมายถึง คุณธรรม, คุณสมบัติ,ความสามารถ,ส่วนดี,ข้อดี,การบุญ,การกุศล ซึ่งล้วนเป็นมงคลกับ "อุบลราชธานี" ทั้งสิ้น
ดังนั้นควรจัดเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับลูกหลานเมืองอุบลฯ อนุชนรุ่นหลัง เพื่อให้ยึดมั่น "คุณงามความดี"สมกับเป็นพลเมืองเมืองนักปราชญ์ ตลอดไป
|