<ศาลหลักเมืองจังหวัดอุบลราชธานี>-ศาลหลักเมืองจังหวัดอุบลราชธานี-
Home Page GuideUbon
    You Tube    Facebook    Twitter    On Mobile
-ศาลหลักเมืองจังหวัดอุบลราชธานี-
-


วารสารข่าวหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี
เดือนมกราคม 2544

          สืบเนื่องจากบทความ “ อุทยานประวัติศาสตร์ นักปราชญ์เมืองอุบลฯ ” ที่เผยแพร่ในวารสารข่าวหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานีฉบับที่แล้ว ประจำเดือนธันวาคม 2543 มีผู้สอบถามว่าเหตุใดเจ้าคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) จึงได้มาเป็นประธานในการวางศิลาฤกษ์ ศาลหลักเมืองจังหวัดอุบลราชธานี

- การก่อสร้างศาลหลักเมืองในประเทศไทยมีประวัติความเป็นมาอย่างไร

- การสร้างศาลหลักเมือง มีความประสงค์อย่างไรบ้าง

- ทำไมศาลหลักเมืองจังหวัดอุบลราชธานี จึงสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2515 ทั้งๆ ที่สร้างเมืองอุบลฯ มาตั้งแต่ พ.ศ. 2335

          จากการสอบถามและข้อสงสัยของชาวอุบลฯ ดังกล่าวทำให้ผู้เขียนต้องศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยได้รับความเอื้อเฟื้อจากคุณนารีรัตน์ ปรีชาพีชคุปต์ หัวหน้าพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอุบลราชธานี ให้ข้อมูลจากหนังสือ “ พระหลักเมือง ” เรียบเรียงโดย “ ฉันทิชย์ กระแสสิทธุ์ ” องค์การทหารผ่านศึก จัดพิมพ์ พ.ศ. 2543 จึงได้ขออนุญาตนำข้อความบางตอนที่สำคัญมาเผยแพร่ เพื่อความกระจ่างในข้อสงสัยข้างต้น ดังต่อไปนี้

พระหลักเมือง ฉันทิชย์ กระแสสิทธุ์

          ปรากฏตามพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ว่า พุทธศักราช 2325 ปีขาล จัตวาศก จุลศักราช 1144 เมื่อพระบาทสมเด็จบรมพิตรพระเจ้าอยู่หัว พระองค์เป็นปฐมในพระบรมราชวงศ์ปรัตยุบันนี้ ได้ทรงรับอันเชิญของเสนามาตย์ราษฎรทั้งหลาย เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ครอบครองสยามประเทศและทรงปราบปรามความจราจลในกรุงธนบุรีเรียบร้อยแล้ว จึงทรงพระราชดำริว่า เมืองธนบุรีนี้ ฝั่งตะวันออกเป็นชัยภูมิดีกว่าฟากตะวันตก โดยที่เป็นแหลมมีลำแม่น้ำเป็นขอบเขตอยู่กว่าครึ่ง ถ้าตั้งพระนครข้างฝั่งตะวันออก แม้นข้าศึกยกมาติดถึงชานพระนคร ก็คงจะต่อสู้ป้องกันได้ง่ายกว่าอยู่ข้างฝั่งตะวันตก ฝั่งตะวันออกนั้นเสียแต่เป็นที่ลุ่ม เจ้ากรุงธนบุรีจึงได้ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกซึ่งเป็นที่ดอน แต่ก็เป็นที่คุ้งน้ำเซาะทรุดพังอยู่เสมอไม่ถาวร พระราชนิเวศน์มณเฑียรสถานเล่า ก็ตั้งอยู่ในอุปจาระระหว่างวัดแจ้ง และวัดท้ายตลาด ขนาบอยู่ทั้ง 2 ข้างควรเป็นที่รังเกียจ ทรงพระดำริดั่งนี้ จึงดำรัสสั่งให้พระยาธรรมาธิกาณ์ (คือ นายบุญรอด แขนอ่อน ต่อมาได้เป็นพระศรีธรรมาธิราชต้นสกุลบุญยรัตพันธ์) กับพระยาวิจิตรนาวีเป็นแม่กองคุมช่างและไพรไปวัดกะที่สร้างพระนครใหม่ข้างฝั่งตะวันออก ได้ตั้งพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อ ณ วันอาทิตย์เดือนหก ขึ้นสิบค่ำ (ตรงกับวันที่ 23 เมษายน พุทธศักราช 2325) ฤกษ์เวลาย่ำรุ่ง แล้วห้าสิบสี่นาที พระราชวังใหม่ตั้งอยู่ในที่ซึ่งพระยาราชาเศรษฐีและพวกจีนอาศัยตั้งบ้านเรือนแต่ก่อน โปรดให้พระยาราชาเศรษฐีและพวกจีนย้ายไปตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ ที่สวนตั้งแต่คลองวัดสามปลื้มไปจนถึงคลองวัดสามเพ็ง แล้วจึงได้ฐาปนาสร้างพระราชนิเวศน์มณเฑียรสถานล้อมรอบด้วยปราการระเนียดไม้ไว้ก่อนพอเป็นที่ประทับอยู่ควรแก่เวลา

          “ เมื่อพระพุทธยอดฟ้าฯ ข้ามฟากมาจากธนบุรี สิ่งแรกที่กระทำคือ ตั้งศาลหลักเมือง คิดดูด้วยปัญญาก็เห็นเป็นการสมควรเป็นยุติได้แน่นอนว่า ตั้งเมืองที่ตรงนี้ ถ้าไม่มีอะไรเป็นเครื่องหมายความไม่แน่ก็คงมี อาจเปลี่ยนแปลงโยกย้ายได้ที่ปักไว้แล้ว คนเป็นใจด้วยทุกคน อนึ่ง ควรสังเกตไว้ด้วยว่าการตั้งเมืองใหญ่ๆ มีของ 2 อย่างกำกับกัน คือ หลักเมือง และพระบรมธาตุ ”

          ตามพระราชพงสาวดารที่นำมากล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่ามีพิธี ยกเสาหลักเมือง รวมอยู่ด้วยและคงจะมีผู้ใคร่ถามว่า พิธียกเสาหลักเมืองนั้นทำอย่างไร เสาหลักเมืองคืออะไร และหลักเมืองตั้งอยู่ที่ไหน เพราะเหตุใด จึงต้องตั้งพิธียกเสาหลักเมือง ข้าพเจ้าจะบรรยายสู่กันฟังตามหลักฐานที่ได้รวบรวมไว้ดังต่อไปนี้

          ประเพณีโบราณเกี่ยวกับการสร้างบ้านเมือง จะต้องทำพิธีอย่างหนึ่ง เพื่อให้เป็นศิริมงคลแก่บ้านเมืองที่จะสร้างขึ้นสิ่งนั้นคือ การยกเสาหลักเมืองขึ้นในที่อันเป็นชัยภูมิสำคัญให้เป็นมิ่งขวัญแก่พสกนิกร สำหรับยึดถือเป็นหลักชัยทางจิตใจว่า บ้านเมืองที่สร้างขึ้นนั้นมีรากฐานฝังไว้อย่างแน่นอนแล้ว การสร้างบ้านเมือง สมัยโบราณย่อมเป็นที่อาศัยแห่งขวัญและจิตใจของประชาชนรวมอยู่ด้วย เพราะประชาชนเป็นส่วนของบ้านเมือง ถ้าเป็นประชาชนมีจิตใจมั่นคง เชื่อในหลักบ้านหลักเมืองที่ได้สร้างขึ้น ก็เป็นการผดุงกำลังใจให้มั่นคงแน่วแน่ในการดำรงชีพ มีความเชื่อมั่นว่าหลักเมืองได้ตั้งแล้วโดยอนุภาพของหลักเมืองจะเป็น หลักชัยให้ประชาชนผู้รวมกันอยู่ในบ้านเมืองนั้น อยู่เย็นเป็นสุขรุ่งเรืองสถาพรตลอดกัลปาวสาน

พิธียกหลักเมืองของชนชาติไทย คงจะทำกันมาตั้งแต่สร้างกรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยาสืบมาจนถึงกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์

          ตามประวัติศาสตร์ก็มีเรื่องเกี่ยวกับการตั้งบ้านเมืองอันเกี่ยวกับเสาหลักเมืองอยู่ไม่น้อย คล้ายกับว่าหลักเมืองคือมติของประชาชน พร้อมด้วยพ่อเมืองเป็นเอกฉันท์ว่าจะสร้างบ้านเมืองลงตรงนี้แหละ ใช้เสาไม้หรือเสาหินเป็นนิมิตปักลงไปให้แน่นอนว่าเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ของบ้านเมืองตรงนี้ และเป็นธรรมดาการทำพิธีต่างๆ ต้องมีลัทธิทางไสยศาสตร์หรือพราหมณ์รวมอยู่แล้ว พิธียกเสาหลักเมืองก็เช่นเดียวกัน ต้องประกอบด้วยพราหมณ์ผู้รู้พระเวทมาประกอบพิธี ตามที่เห็นว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องตามประเพณีเหมาะสมแก่ประเทศชาติแห่งนี้ เพราะการลงหลักเมืองไว้แน่นอนนั้นเป็นหลักฐานให้รู้ว่า ประชาชนและพระมหากษัตริย์จะต้องร่วมใจกันสร้างบ้านแปงเมืองขึ้นอยู่อาศัย ณ ที่อันเป็นศิริมงคลไม่มีการโยกย้ายเปลี่ยนแปลงอย่างใดอีก ทั้งนี้เพื่อให้บังเกิดความเจริญร่มเย็นเป็นสุขต่อไป

          เป็นอันว่าพิธียกหลักเมืองเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบ้านเมืองที่เป็นราชธานี หรือเป็นเมืองใหญ่ๆ เพียงเท่าที่ยกตัวอย่างพิธียกหลักเมืองในการสร้างเมืองมาให้เห็นเป็นการยืนยันว่า หลักเมืองจะขาดเสียไม่ได้ สิ่งที่ควรศึกษาและควรทราบกันต่อไปก็คือ พิธียกหลักเมืองทำอย่างไร และหลักเมืองมีลักษณะอย่างไร ตัวศาลหลักเมืองสร้างขึ้นในลักษณะอย่างไร ข้าพเจ้าจะได้บรรยายสู่กันฟังต่อไปตามลำดับ โดยจะได้ยกเอาพิธีฝังหลักเมืองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์มาบรรยาย

          เสาหลักเมืองบางแห่งเป็นเสาหิน บางแห่งทำด้วยไม้ สำหรับหลักเมืองที่เป็นหินจะดูได้จากพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ส่วนหลักเมืองที่เป็นไม้ที่ประดิษฐานอยู่ ณ ศาลหลักเมืองในปัจจุบัน ผู้สนใจควรจะไปพิจารณาด้วยตนเองว่ามีลักษณะอย่างไร หรือจะพิจารณาจากภาพตีพิมพ์เล่มนี้ก็ได้ ลักษณะของเสาหลักเมืองที่อยู่ในศาลหลักเมืองข้างกระทรวงกลาโหม บัดนี้เป็นเสาไม้ชัยพฤกษ์สูงประมาณ 108 นิ้ว กว้างผ่าศูนย์กลางประมาณ 29 1/2 นิ้ว ฐานเป็นแท่นกว้างผ่าศูนย์กลาง 69 1/2 นิ้ว ปลายเสาเป็นหัวเม็ดทรงมัณฑ์บนปลายเม็ดทรงมัณฑ์ บรรจุดวงชะตาพระนครรัตนโกสินทร์ซึ่งคงจะมีการบรรจุมาแล้วตั้งแต่สร้างพระนครครั้งแรก คราวยกเมือง เมื่อวันอาทิตย์ขึ้น สิบค่ำเดือนหกจุลศักราช 1344

          ประเพณียกเสาหลักเมืองมิใช่มีเฉพาะแต่ในพระนครหลวง หรือกรุงรัตนโกสินทร์นี้เท่านั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวมาข้างต้นแล้วว่า แม้จังหวัดซึ่งเคยเป็นหัวเมืองชั้นเอกในอดีตมา ก็เคยมีการยกเสาหลักเมือง และจนบัดนี้ก็ยังมีเสาหลักเมืองอยู่เช่น จังหวัดสุพรรณบุรี เจ้าผู้ครองนครแต่โบราณก็ได้ยกศาลหลักเมืองไว้เหมือนกัน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานิรศรานุวัติวงศ์ ทรงพระนิพนธ์เกี่ยวกับศาลหลักเมืองสุพรรณบุรีไว้ในสาส์นสมเด็จกราบทูลสมเด็จพระบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชนุภาพ เมื่อวันที่ 18 กันยายน พุทธศักราช 2480

          จากการอรรถธิบายในหนังสือ “ พระหลักเมือง ” ที่ยกมานี้คงเป็นที่เข้าใจ หายข้อสงสัยแล้วว่า การก่อสร้างศาลหลักเมืองในประเทศไทย มีประวัติความเป็นมาอย่างไร และการสร้างศาลหลักเมืองมีความประสงค์อย่างไรบ้าง ยังเหลือแต่คำถามที่ว่า

 

ทำไมศาลหลักเมืองจังหวัดอุบลราชธานีจึงสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2515 ทั้งๆ ที่สร้างเมืองอุบลฯ มาตั้งแต่ พ.ศ. 2335

          ผู้เขียนค้นคว้าเรื่องนี้จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ อุบลราชธานี มีการบันทึกไว้ในหนังสือ “ ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาค จังหวัดอุบลราชธานี พ.ศ. 2527 ” ปรากฏในหน้า 212 ความว่า

ศาลหลักเมืองจังหวัดอุบลราชธานี

“ ศาลหลักเมืองจังหวัดอุบลราชธานีตั้งอยู่ทิศใต้ของทุ่งศรีเมือง และทางด้านทิศเหนือของศาลากลางจังหวัดเก่าสร้างเมือง พ.ศ. 2515 ในสมัย พลตำรวจตรีวิเชียร ศรีมันตร เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี โดยได้ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2515 โดยสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ พระวัดศรีมหาธาตุ บางเขน กรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธี

กรมศิลปกรได้ออกแบบเสาหลักเมืองเป็นยอดบัวตูม โดยใช้ไม้ราชพฤกษ์ในวันที่ 16 มกราคม 2519 นายเดชชาติ วงศ์โกมลเชษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีคนต่อมาได้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมงกุฎราชกุฎมาร เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีเปิดศาลหลักเมืองอุบลราชธานี

ทุกวันนี้ศาลหลักเมืองอุบลราชธานี เป็นที่สักการบูชาเป็นมิ่งขวัญของชาวอุบลราชธานี และผู้ที่ไปเยี่ยมเยือนเมืองอุบลราชธานี ”

          นอกจากข้อความประมาณ 10 บรรทัดแล้ว ไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติม จึงต้องสอบถามผู้รู้และทบทวนความจำเพิ่มเติม ได้ความดังนี้

การดำริสร้างศาลหลักเมืองฯ

          เมื่อต้นปี พ.ศ. 2515 พลตำรวจตรี วิเชียร ศรีมันตร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ขณะนั้นพร้อมด้วยผู้มีชื่อเสียงในจังหวัดอุบลราชธานีหลายท่าน ได้ไปกราบนมัสการเจ้าพระคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) เจ้าอาวาสวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน กรุงเทพมหานคร ในฐานะที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ เป็นพระสงฆ์ผู้ใหญ่ชาวอุบลฯ ซึ่งเป็นที่เคารพโดยทั่วไป เพื่อปรึกษาหารือว่า “ จังหวัดอุบลราชธานีเป็นจังหวัดใหญ่ หัวเมืองเอกมาตั้งแต่อดีตกาล มีชื่อว่า “ ราชธานี ” เพียงแห่งเดียว มีความเจริญรุ่งเรืองมานาน แต่ยังไม่มีการยกเสาหลักเมืองให้เป็นมิ่งขวัญแก่ประชาราษฎร สำหรับยึดถือเป็นหลักชัยทางจิตใจให้มีความมั่งคงเชื่อในหลักบ้านหลักเมือง เป็นการผดุงกำลังใจให้แน่วแน่ในการดำรงชีพ โดยอนุภาพของหลักเมืองจะเป็นหลักชัยให้ประชาราษฎรในบ้านเมืองอุบลฯ อยู่เย็นเป็นสุข รุ่งเรืองสถาพรตลอดกาล จึงเห็นสมควรสร้างศาลหลักเมืองจังหวัดอุบลราชธานี ณ ที่อันเป็นชัยภูมิสำคัญ กลางเมืองอุบลราชธานี ” เจ้าพระคุณสมเด็จฯ พิเคราะห์พิจารณาแล้วไม่ขัดข้องแต่ให้สอบถามความเห็นชาวบ้านชาวเมืองส่วนใหญ่ให้เป็นการพร้อมเพรียงกันก่อน อย่าให้เกิดการขัดแย้งหรือมีปัญหาตามมาในภายหลัง

การวางศิลาฤกษ์ศาลหลักเมือง

          เมื่อดำเนินงานตามขั้นตอนต่างๆ พร้อมแล้วก็กำหนดกันวางศิลาฤกษ์ศาลหลักเมือง ในวันที่ 27 สิงหาคม 2515 โดยเจ้าพระคุณสมเด็จมหาวีรวงศ์ ให้ฤกษ์และเป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์ มีเหตุการณ์สำคัญที่สมควรบันทึกเพื่อเตือนความจำ ดังนี้

          จังหวัดอุบลราชธานี โดยผู้ว่าราชการจังหวัดรับเถรบัญชาจากพระคุณเจ้าฯ มอบหมายให้เทศบาลตำบลวารินชำราบ ซึ่งมีนายอากาศ ไสยสมบัติ เป็นนกยกเทศมนตรี นายสุวิชช คูณผล เป็นปลัดเทศบาลในสมัยนั้น ปฏิบัติหน้าที่ในการวางศิลาฤกษ์ศาลหลักเมืองทั้งหมด โดยจัดแผ่นศิลาฤกษ์ และวัตถุมงคล 9 ชนิด ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์ทุกสิ่งทุกอย่างวางแผนขั้นตอนการปฏิบัติจัดเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามแผนรวมทั้งจัดพราหมณ์พิธีในครั้งนี้ ซึ่งได้แก่อาจารย์มหาเชย จันสุตะ(ต่อมาได้รัยเลือกเป็นประธานมูลนิธิธรรมสามัคคี) คณะทำงานต้องศึกษาค้นคว้าเรียนรู้อยู่นาน จึงจัดการตามเถรบัญชาได้ทุกอย่างพร้องพรั่ง แต่ยังไม่สามารถหล่อหลอมคอนกรีตเสริมเหล็กสำหรับวางศิลาฤกษ์ได้ เพราะยังไม่ทราบสถานที่ซึ่งจะก่อสร้างศาลหลักเมืองแน่ชัด เพราะมีที่เหมาะสมหลายแห่ง เช่น บริเวณด้านตะวันตกศาลากลางจังหวัดหลังเดิม หน้าวัดศรีอุบลรัตนาราม (พระอารามหลวง)

 


คณะทำงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในปริมณฑล พิธีวางศิลาฤกษ์ศาลหลักเมืองจังหวัดอุบลฯ
ซึ่งมีนายกองสิน แสงจันทร์ เทศมนตรีเทศบาลตำบลวารินชำราบ
เป็นผู้นำถ่ายรูปภาพเหมือนศาลหลักเมือง ในวันวางศิลาฤกษ์ 27 สิงหาคม 2515

          จนกระทั่งถึงวันที่ 26 สิงหาคม 2515 ก่อนวันวางศิลาฤกษ์เพียงวันเดียว จึงได้ตกลงกันเป็นเอกฉันท์ได้ข้อยุติว่า ให้ก่อสร้างศาลหลักเมืองทิศเหนือศาลากลางจังหวัดหลังเดิม โดยให้เทพื้น ค.ส.ล. และหล่อหลุมฤกษ์หน้าศาลากลางจังหวัดหลังเดิม ด้านถนนศรีณรงค์ทิศใต้ทุ่งศรีเมือง ให้อยู่กึ่งกลางระหว่างถนนอุปราชกับถนนราชบุตร แต่คณะทำงานก็ไม่สามารถทำงานได้เพราะฝนตกหนักตลอดวันอย่างไม่ลืมหูลืมตามืดฟ้ามัวดินไปหมด นอกจากฝนฟ้าคะนองยังมีพายุลมแรงอย่างน่ากลัวอีกด้วย พวกเราเตรียมการรอจนเวลาเที่ยงคืนจึงซาลงแต่ยังตกอยู่ คณะทำงานตัดสินใจจะไปลงมือตั้งไม้แบบเทคอนกรีต ณ สถานที่กำหนดแต่ต้องผิดหวังอย่างรุนแรง เพราะพื้นที่บริเวณศาลากลางหลังเดิมและทุ่งศรีเมืองน้ำท่วมเจิ่งนองไปหมด สูงประมาณท่วมหัวเข่า เราไม่มีเวลารอคอยอีกต่อไป เพราะงานฐานแผ่โดยรอบและหลุมฤกษ์จะต้องเสร็จก่อนย่ำรุ่งวันที่ 27 สิงหาคม 2515 เจ้าคุณสมเด็จฯ จะเดินทางโดนขบวนรถไฟรถด่วนถึงเวลา 07.30 น. (สมัยนั้นยังไม่มีเครื่องบินเดินทางประจำเช่นทุกวันนี้) จะมาตรวจความพรักพร้อมเรียบร้อยของปริมณฑลพิธีก่อน 08.00 น. เพื่อเป็นประธานวางศิลาฤกษ์ศาลหลักเมือง เวลา 09.09 น.

          วิธีแก้ปัญหา ได้ไปเชิญคุณสำเนา เฉลิมกิจ นายช่างบริษัทฯ ที่มาสร้างทางวิ่งและลานบิน ในสนามบิน ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานบินอเมริกาในสมัยนั้นมาช่วยเหลือกลางดึกประมาณ 02.00 น. คุณสำเนาฯ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านงานคอนกรีตฐานรากสะพานขนาดใหญ่ใต้ท้องน้ำมานานจึงชำนาญในการใช้ปูนซิเมนต์ชนิดพิเศษ เทใต้ท้องน้ำได้อย่างสบาย มิหนำซ้ำยังพูดติดตลกกับพวกเราอีกว่า “ น้ำท่วมอย่างนี้สิดี ไม่ต้องมีระดับน้ำแบบสายยางใช้วัดจากผิวน้ำได้ระดับทันที ” งานเทคอนกรีตฯ ฐานแผ่โดยรอบและหลุมฤกษ์แล้วเสร็จเวลา 04.40 น. จัด รปภ. ดูแลแล้วแยกย้ายกันกลับเพื่อแต่งเครื่องแบบราชการมาปฏิบัติงานต่อนัดพร้อมกันเวลา 06.00 น. ที่มณฑลพิธีวางศิลาฤกษ์ พอทุกคนมาต่างก็ตกตะลึง เพราะน้ำฝนที่ท่วมทั่วบริเวณตลอดคืนได้งวดลงจนหมดสิ้น เป็นผลให้พิธีการวางศิลาฤกษ์ศาลหลักเมืองจังหวัดอุบลราชธานี ดำเนินการไปตามขั้นตอนทุกอย่างดังฤกษ์ยามกำหนดการเรียบร้อยทุกประการ เป็นที่ชื่นชมโสมนัสโดยทั่วกัน

พิธีเปิดศาลหลักเมือง

          เมื่อการก่อสร้างศาลหลักเมืองฯ เสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์แล้ว นายเดชชาติ วงศ์โกมลเชษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ได้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมงกุฎราชกุฎมาร เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีเปิดศาลหลักเมืองอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2519

การอันเชิญมเหสักข์หลักเมือง

          เมื่อมีการก่อสร้างศาลหลักเมือง จะต้องมีการประกอบพิธีอัญเชิญเทวดาเข้าสิ่งสถิตในหลักเมืองเป็นพิธีสำคัญ ต่อมาปี พ.ศ. 2531 เรือตรีดนัย เกตุศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบราชธานีร่วมกับนายประจวบ ศรีธัญรัตน์ นายกเทศมาตรีเมืองอุบลราชธานี และนายบำเพ็ญ ณ อุบล อดีตอัยการขั้นฎีกาเขต 4 ขอนแก่น พร้อมกับหลักชัยไม้เท้าผู้เฒ่าผู้แก่ ชาวบ้านชาวเมืองอุบลฯ ทุกหมู่เหล่าได้พร้อมใจกัน จัดขบวนแห่อัญเชิญวิญญาณ “ เสด็จเจ้าหอคำ ” ญาติผู้ใหญ่ชั้นสูงหรือตาทวดของเจ้าคำผง เข้าสิงสถิตหลักเมืองอุบล เมื่อเดือนกรกฎาคม 2531 ก่อนวันเข้าพรรษา คือวันแห่ต้นเทียน 2 วัน (ขณะนี้ผู้จัดเขียนดำรงตำแหน่งปลัดเทศบาลเมืองอุบลราชธานี) ได้ร่วมจัดพิธีศักดิ์สิทธิ์และสำคัญนี้ด้วย)

          ต่อจากนั้นวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 7 (ซึ่งตามประเพณีฮีต12 ถือว่าเดือน 7 เป็นเดือนทำบุญซำฮะ หรือบุญบูชาบรรพบุรุษ) ของทุกปี เทศบาลเมืองอุบลราชธานีร่วมกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ได้ร่วมกันเซ่นสรวงสักการะหลักเมืองเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน มีคนทรงของมเหสักข์หลักเมืองจังหวัดต่างๆ มาร่วมพิธีมากมาย


ทุกวันนี้ได้มีป้ายชื่อหน้าศาลหลักเมืองฯ ปรากฏอยู่ตามภาพนี้

ป้ายชื่อศาลหลักเมืองจังหวัดอุบลราชธานี

          การเรียกชื่อ ศาลหลักเมือง ด้วยภาษาพูดที่ไม่ใช่ภาษาราชการ ยังมีความคลาดเคลื่อนกันอยู่ เพราะเคยปากในการเรียกศาลต่างๆ ทั่วไป เช่น ศาลเจ้าฯ ศาลเจ้าปู่ฯ ศาลเจ้าพ่อฯ ศาลเจ้าแม่ฯ และต่อท้ายด้วยชื่อเฉพาะของศาลนั้นๆ เช่น ศาลเจ้าพุทธเก๋ง (ของชาวจีน) ศาลเจ้าปู่ลือคำหาญ ศาลเจ้าพ่อเสือ ศาลเจ้าแม่ทับทิม เป็นต้น เมื่อเรียกศาลหลักเมือง จึงเผลอเรียกศาลเจ้าพ่อหลักเมืองตามความเคยชิน

          เรื่องนี้อาจารย์ มนัส สุขสาย ผู้เขียนภาพเหมือนศาลหลักเมืองขนาดใหญ่ (ตามภาพประกอบภาพแรก) เล่าว่าได้เขียนใต้ภาพดังกล่าวด้วยข้อความว่า “ ศาลเจ้าหลักเมืองจังหวัดอุบลราชธานี) ตั้งโชว์อยู่หน้าศาลหลักเมือง ปรากฏว่าเจ้าพระคุณสมเด็จมหาวีระวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) มาเห็นเข้าจึงเรียกให้ไปแก้ไขใหม่เป็น “ ศาลหลักเมืองจังหวัดอุบลราชธานี ” พร้อมกับอธิบายความหมายที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน อาจารย์มนัส สุขสาย จำได้อย่างแม่นยำ แม้เวลาผ่านมาเกือบ 30 ปี

          การเขียนบทความเรื่องศาลหลักเมือง รวมทั้งการศึกษาค้าคว้าและการนำเสนอเอกสารอ้างอิงที่เชื่อถือได้มานำเสนอก็เพื่อความรู้ ความเข้าใจในเรื่องนี้ให้กรจ่างชัด แต่ป้ายด้านหน้าศาลหลักเมืองจังหวัดอุบลราชธานี ปรากฏข้อความดังที่เห็นในภาพถ่ายอย่างชัดเจน เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง จึงขอความกรุณาผู้เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ได้โปรดแก้ไขให้ถูกต้องด้วย จะเป็นประโยชน์แก่บ้านเมืองโดยส่วนรวมเป็นอย่างยิ่ง ขอขอบคุณครับ








-

Guide Ubon

http://www.hotsia.com/
http://www.sadoodta.com/
http://www.111thailand.com/
http://www.oceansmile.com/
http://www.guideubon.com/
http://feelthai.blogspot.com/
copyright 2005 www.GuideUbon.com
สำนักงานไกด์อุบลดอทคอม เลขที่ 89/1 ถนนพโลรังฤทธิ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000
ติดต่อไกด์อุบล : webmaster@guideubon.com | msn : guide_ubon@hotmail | Tel : 080-4850511