<ผู้เฒ่าทรอย บุ่งกะแทว ตามล่าหาความจริงของ "บ้านท่าข้องเหล็ก">-ผู้เฒ่าทรอย บุ่งกะแทว ตามล่าหาความจริงของ "บ้านท่าข้องเหล็ก"-
Home Page GuideUbon
    You Tube    Facebook    Twitter    On Mobile
-ผู้เฒ่าทรอย บุ่งกะแทว ตามล่าหาความจริงของ "บ้านท่าข้องเหล็ก"-
-

               สมัยเด็กบ้านผมอยู่บุ่งกะแทว ไม่ไกลจากแม่น้ำมูล เดินแค่ 4- 5 นาทีก็ถึงท่าน้ำแล้ว และเวลาที่ผมชอบที่สุดคือ หน้าแล้ง ปิดเทอมเดือน มีนา เมษา ของทุกปีอากาศจะร้อนมาก และแม่น้ำมูลก็จะลดลง แต่ก็ไม่ถึงกับแห้งชอด จากฝั่งถึงฝั่งก็จะประมาณ 100-120 เมตร เท่านั้น น้ำจะเป็นสีเขียวสดใส ที่เขาพูดกันว่า โขงสีปูนมูลสีคราม ตอนที่แม่น้ำทั้งสองไหลไปบรรจบกันที่อำเภอโขงเจียมยังไงละครับ แต่ถ้าเป็นหน้าฝนน้ำจะขึ้นสูงไหลเชี่ยว และสีขุ่นมากเพราะชะเอาโคลนตมไหลตามน้ำมา และจากฝั่งถึงฝั่งก็จะกว้าง 150-180 เมตร ซึ่งช่วงนี้ไม่มีใครกล้าไปเล่นน้ำหรอกครับ  

               ในช่วงฤดูแล้งนี่แหละทีผมและเพื่อนๆ เฮโลลงไปเล่นแม่จ้ำมูลกันในช่วงบ่ายสามบ่ายสี่ เล่นกันไปจนมืดค่ำ ขึ้นจากน้ำก็ได้เวลาอาหารเย็นพอดี (บางคนพ่อแม่ต้องเอาไม้เรียวมาไล่ตีให้ขึ้นถึงจะขึ้นจากน้ำ) พ่อแม่บ่นด่าเป็นประจำอย่างนี้ทุกวัน การเล่นน้ำมูลก็จะแบ่งเป็นเด็กเล็กเด็กโต พวกเด็กเล็กก็จะเล่นอยู่ริมน้ำที่เท้าสามารถหยั่งถึงพื้นได้ หัดว่ายน้ำโผไปโผมา ทำท่าลูกหมาตกน้ำ ตีน้ำตูมตาม มือก็พุ้ย เท้าก็ตีน้ำ เตะไป เตะมา ตามประสา ไม่มีใครมาสอนจับสโตร๊คให้ถูกวิธีอย่างที่สอนตามสระว่ายน้ำทุกวันนี้

               ไม่มีใครสอนจระเข้ให้ว่ายน้ำ ฉันใดก็ฉันนั้น ก็ไม่มีใครสอนเด็กอุบลริมน้ำมูลว่ายน้ำหรอกครับ เพราะฉะนั้นเด็กจึงเรียนว่ายน้ำกันตามมีตามเกิด ผมว่ามันเป็นสัญชาติญาณเอาชีวิตรอดต่างหาก ส่วนมากผู้ใหญ่ที่ว่ายน้ำแข็งแล้ว ก็ว่ายออกจากฝั่งไปถึงกลางน้ำแล้วว่ายกลับเข้าฝั่งมา พวกเราก็จะหยุดดูว่า เขาช่างเก่งแข็งแรงและอดทนมาก แต่อีกพวกหนึ่งที่เราชื่นชมมากที่สุดคือ พวกที่ว่ายข้ามแม่น้ำมูลได้ พอไปถึงฝั่งโน้นก็เดินเล่นชายหาด โบกไม้โบกมือให้พวกเรา พวกเราก็ได้แต่โบกมือกลับให้ ได้แต่คิดว่าสักวันจะทำให้ได้อย่างนี้ เพราะการว่ายข้ามแม่น้ำมูลไปกลับเป็นความไฝฝันของเด็กลูกแม่มูลทุกคนรวมถึงผมด้วย

               พวกรุ่นพี่เคยบอกพวกเราว่า การว่ายน้ำข้ามมูลนี้มีศัตรูอยู่สามอย่างคือ หนึ่ง หมดแรงเป็นตะคริวจะจมน้ำตาย เพราะฉะนั้นให้ว่ายไปเป็นกลุ่มเพื่อจะช่วยเหลือกันได้  สอง ให้ระวังแข้ (จระเข้) เพราะมีคนเห็นเพ่นพ่านแถวนี้บ่อย (แต่พวกผมไม่เคยเห็นเลย) สาม ปลาปั๊กเป้า ผมบอกรุ่นพี่ว่าปลาปั๊กเป้าตัวเล็กนิดเดียวไม่เห็นจะน่ากลัว รุ่นพี่ก็บอกว่ามันน่ากลัว เพราะมันชอบกัดคน ผมก็เถียงอีกว่ากัดก็ดึงมันออกก็ได้นี่ รุ่นพี่บอกว่ามันชอบกัดแต่หำเด็ก เท่านั้นแหละครับผมเลิกเถียงเลย และเห็นว่ามันน่ากลัวที่สุดในสามข้อนี้ สมัยนั้นชีเปลือยป๋าหำเล่นน้ำกันทั้งนั้น อะไรที่จะเกิดอันตรายกับของฮักของแพงย่อมมิกล้าเสี่ยง

               พูดถึงเพื่อนรุ่นพี่ ผมขอนอกเรื่องหน่อย สมัยก่อนเด็กรุ่นพี่มันจะชอบบอกให้เราทำนั่นทำนี่อยู่เรื่อย บางทีก็เป็นประโยชน์ บางที่ก็ถูกหลอกให้เราทำแล้วก็พากันนั่งหัวเราะในความเขลาของเราทีหลัง อย่างเช่นมันกดหน้าผากเราไว้แล้วบอกว่า ทำอย่างนี้แล้วจะแลบลิ้นไม่ออกเราก็พาซื่อให้มันกดหน้าผาก พอเราแลบลิ้นออกมา มันก็เอามือรูดลงมาผ่านลิ้นเรา (มือมันก็ติดอะไรเหม็นๆ ชวนอ๊วก) แล้วก็หัวเราะเยาะที่หลอกเราได้ หรือรุ่นใหญ่มาหน่อย รุ่นพี่มันสูบบุหรี่ มันทำควันออกจมูกได้ พ่นควันเป็นวงกลมในอากาศได้เราดูแล้วรู้สึกทึ่ง มันบอกว่าทำควันออกตาก็ได้ให้เราไปนั่งดูใกล้ๆ เราก็ขยับไปนั่งใกล้ๆ จ้องตามันว่ามันจะทำได้หรือเปล่า พอมันสูดเข้าไปเรามัวแต่จ้องตามัน มันก็เอาบุหรี่ที่มีไฟแดงๆ จี้ขา ผมสะดุ้งโหยงทั้งเจ็บทั้งอายที่เสียรู้ แต่ไม่เคยคิดจะทำแบบนี้กับใครไม่ว่าเพื่อนหรือรุ่นน้อง

               ครั้งสุดท้ายเที่ยวงานวัดใกล้บ้าน ปวดท้องเยี่ยวก็เยี่ยวแถวข้างรั้ววัด เพื่อนรุ่นพี่ (ไอ้คนที่เอาบุหรี่จี้ผมนะแหละ) เห็นเข้ามันก็รีบบอก “เฮ้ย! เยี่ยวในเขตวัดนี่มันบาปนะเว้ย”  แล้วจะให้ผมทำอย่างไรละก็กำลังเยี่ยวอยู่ มันก็บอกว่า “เยี่ยวสุดแล้วให้เอาเยี่ยวป้ายบนหน้าผาก”  ด้วยความกลัวบาปผมก็ตอบตกลง และพอเยี่ยวสุดแล้ว แล้วผมก็เอาเยี่ยวป้ายนิ้วชี้แล้วเอาไปป้ายหน้าผากเพื่อนรุ่นพี่คนนั้น พร้อมกับพูดว่า “เฮ็ดจังซี่บ่” ผมถามด้วยความพาซื่อ เท่านั้นแหละครับเกิดมวยวัดต่างรุ่นขึ้นทันที กว่าหลวงพี่จะมาแยกออก ผมก็ดังแตกเลือดกำเดาไหล ส่วนเพื่อนรุ่นพี่ก็แข่วหว่องฟันหักหนึ่งซี่

               เอาละครับ กลับมาเรื่องบ้านท่าข้องเหล็กกันอีกที ท่าน้ำที่พวกเด็กๆ ไปเล่นน้ำนั้นมีอยู่หลายท่า เช่น ไล่มาจากหาดวัดใต้ ก็คือท่าโรงสีที่เตี่ยพิชัย (โรงสีซุ่นเชียงของบริษัทอุบลค้าข้าว) พ่อของเพื่อนรักผมเป็นผู้จัดการอยู่ ถัดมาก็ท่าวัดกลาง ท่ากวางตุ้ง (ติดวัดหลวง) ท่าสะพานเสรีประชาธิปไตย อยู่ใกล้ๆ สะพาน ท่าอนามัยมีบันไดลงแม่น้ำ และท่าวัดสุปัฏนาราม ท่าวัดสุปัฏนี่แหละที่ผมและเพื่อนๆไปเล่นบ่อยที่สุด เพราะบริเวณนี้น้ำตื้นมีมาก ลาดออกไปไกล ไม่เหมือนท่าอื่นพอห่างออกจากฝั่งก็จะลึกท่วมหัวซะแล้ว ทำให้มีบริเวณเล่นน้ำน้อยลง บางท่าก็มีก้อนหินกรวดอยู่ใต้น้ำ หรือมีเศษแก้วอยู่ใต้น้ำ โดยเฉพาะท่าสะพานเสรีประชาธิปไตย เพราะมีคนมือบอนชอบโยนขวดโยนแก้วลงมาจากสะพาน

               ท่าวัดสุปัฏก็เลยเป็นที่รวมของเด็กมากมายทุกรุ่น ทั้งเด็กเล็ก กลาง ใหญ่ ในตอนเย็นๆนั้นร่วม 30-40 คนเลยที่เดียว เสียงว่ายน้ำโดดน้ำตูมตาม เสียงเด็กเล่นร้องกันเจี้ยวจ๊าว ตอนนั้นผมจัดอยู่ในชุดเด็กเล็ก แต่จิตใจของพวกผมนั้นมุ่งมั่นว่า จะต้องว่ายข้ามแม่น้ำมูลเหมือนอย่างรุ่นพี่ให้ได้ แต่ก็กลัวจะหมดแรงก่อนว่ายถึงฝั่งตรงกันข้ามได้ เรื่องจระเข้เราก็ไม่ค่อยกลัวกันเพราะไม่เคยเห็น แต่หวาดเรื่องปลาปั๊กเป้านี่แหละกลัวที่สุด แต่สุภาสิตลาวว่าไว้ว่า “ใจบ่กล้าบ่ได้ขี่ช้างงา” พวกเราก็เลยหาตัวช่วยเพื่อที่จะว่ายข้ามฝั่งไปให้ได้

               ตัวช่วยของพวกเรานะเหรอง่ายมาก ขอนไม้ไงละครับ ใช่แล้วพวกเราเลยแบกมีดแบกพร้า ไปตัดเอากิ่งไม้ฉำฉา กิ่งต้นงิ้วต้นนุ่นที่ไม่มีหนาม ตากแดดให้มันแห้งสักสองสามวัน ลอยน้ำได้อย่างดีให้พวกเราเด็กๆ เกาะลอยน้ำได้สบายมาก ส่วนบ้านผมมีต้นกล้วยอยู่เยอะ ย่าผมปลูกไว้ผมก็ขโมยตัดมาต้นหนึ่ง แบกลงน้ำเท่านี้ก็ลอยพยุงตัวในน้ำได้สบายๆ บางคนมีฐานะหน่อยบ้านมีรถยนต์ มันก็เอายางในรถยนต์สูบลมใส่ให้เต็มเอาไปเล่นน้ำ นอนบนยางในรถยนต์ให้เพื่อนๆ อิจฉา มันหวงปานว่ามันมีรถเก๋ง ใครไปขอเกาะหน่อยมันก็ตีมือหรือผลักออก สมัยนั้นห่วงยางเป็ด ไก่ เต่าสีสวยๆ ไม่มีหรอกครับ ถึงมีก็คงไม่มีเงินซื้อ

               และแล้วกลุ่มพวกผมประมาณ 10 คน ก็พร้อมที่จะพิชิตลำน้ำมูลด้วยการว่ายข้ามไป-กลับ ขบวนพวกผมเด็กไทยใจกล้าๆ กลัวๆ ก็เริ่มออกเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในตอนนั้น (พ่อแม่รู้คงโดนตีตาย) ด้วยความมุ่งหมายจะพิชิตลำน้ำมูลให้ได้ ขบวนขอนต้นงิ้ว ต้นฉำฉา ต้นกล้วย ยางในรถยนต์ก็เริ่มออกจากฝั่ง ด้วยการเกาะและใช้เท้าถีบน้ำ ขาตีน้ำตูมตามเป็นขบวนใหญ่ ค่อยๆ เคลื่อนจากฝั่งวัดสุปัฏ พอไปได้สัก 30 เมตรห่างจากฝั่ง เราก็เหลียวหลังกลับมามองเพราะรู้สึกว่าออกมาไกลมากแล้ว เราไม่เคยมาได้ไกลขนาดนี้มาก่อน มองหน้ากันแล้วก็ให้สัญญาณไปต่อ

               เพื่อนคนหนึ่งร้องว่า “โอ้ยกูย่านแข้โว้ย” เพื่อนอีกคนก็พูดสุภาสิตญวนว่า “เข้าป่าอย่าถามหาเฉือ ลงเฮืออย่าถามหาแข้) เท่านั้นแหละไอ้คนกลัวจระเข้เงียบไปเลย  เพื่อนอีกคนเริ่มปอดแหกบอกว่า “เฮัยกูขอกลับก่อนได้บ่กูลืมหม่าข้าว” (แช่ข้าวเหนียวก่อนนึ่ง) ผมเลยบอกว่า “ถ้ามึงกลับไปคนเดียวแข้สิลากมึงไปกิน ถ้าอยู่เป็นกลุ่มมันไม่กล้าเฮ็ดหยังหรอก” เท่านั้นและไอ้คนลืมหม่าข้าวรีบแจ้นเข้ามาอยู่กลางวงทันที

               แล้วเราก็มาถึงกลางลำแม่น้ำมูล น้ำเย็นสนิทและคงลึกมาก พวกเราพูดกันว่ามันคงลึกประมาณ 2 ลำไม้ไผ่เลยทีเดียว พวกเรารู้สึกตื่นเต้นกันมาก เราค่อยๆ เกาะขอนลอยเข้าหาฝั่งอย่างช้าๆ หาดทรายที่เราเคยเห็นจากฝั่งวัดสุปัฏใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนเท้าเราสัมผัสกับพื้นทรายชายฝั่ง พวกเราพากันตระโกนขึ้นว่า “ฮอดแล้วเว้ย ฮอดแล้ว” พากันลากขอนไม้ ต้นกล้วย ยางรถยนต์มาไว้บนฝั่ง นอนแผ่หลา บนหาดอย่างหมดเรี่ยวแรง หลังจากเซ่างาบๆ หายใจหอบอย่างแรงซักพัก พวกเราลุกขึ้นยืนสิ่งแรกพวกเราทำคือหันกลับไปมองวัดสุปัฏที่เห็นอยู่ลิบๆ ภูมิใจในตัวเองอยู่เงียบๆว่าเราทำสำเร็จตามที่ตั้งใจ

               และเราก็เริ่มออกสำรวจบริเวณท่าที่เราเพิ่งมาถึง มันเป็นหาดทรายเล็กๆ มีป่าละเมาะ เราถามกันว่านี่มันคือที่ไหน ไม่มีใครรู้จักเพราะไม่เคยมา ถามคนแถวนั้นเขาบอกว่า คือบ้านท่าข้องเหล็ก ข้องเป็นภาษาอีสานเป็นเครื่องมือทำจากไม้ไผ่สานเอาไว้ใส่ปลา กบเขียดเวลาจับได้ ปากกว้างแต่จะมีฝาปิดเป็นรูปกรวยเล็กเรียวลงไปสัตว์ที่เก็บใส่ไว้จะออกมาไม่ได้จนกว่าจะเอาฝาข้องออก เป็นภูมิปัญญาบ้านของพวกเราชาวอีสาน ข้องทั่วไปเป็นไม้ไผ่ แต่หมู่บ้านนี้ข้องเป็นเหล็ก ผมจะหาคำตอบให้ได้ว่าเพราะอะไร

               เราเดินต่อไปก็เห็นเตาไฟสูงตะหง่านอยู่ทางเข้าหมู่บ้าน เพื่อนตะโกนว่าเตาอั้งโล่ยักษ์ พวกเราเคยเห็นแต่เตาไฟอั้งโล่เล็กที่บ้าน แต่นี่มันขนาดใหญ่กว่าธรรมดา ยี่สิบสามสิบเท่า คำว่า “อั้งโล่” เป็นภาษาจีนแต้จิ๋วแปลว่าเตาถ่าน ส่วนเตาไฟฟ้าภาษาแต้จิ๋วเรียก “เตี้ยนโล่” แต่เตาไฟฟ้าสมัยก่อนนั้นคนไม่ค่อยได้ใช้กัน ทุกบ้านจึงมีแต่เตาถ่าน บางบ้านมีเตาอั้งโล่ 3-4 เตา จะได้หุงข้าวทำกับข้าวได้พร้อมๆกัน ในสมัยก่อนพวกจำอวดคณะตลกในวงดนตรีมีมุขที่พวกเราฮากันมากคือ มุขของเตานี่ละครับ ตลกคนหนึ่งบอกว่าเขานี่พูดภาษาฝรั่งอังกฤษเก่งมาก อีกคนบอกว่าไม่เชื่อขอทดสอบ ถ้าตอบผิดจะเอาถาดสังกะสีตีหัว   เพื่อนก็บอกว่าถ้าฉันพูดภาษาไทย แกต้องตอบเป็นภาษาอังกฤษตกลงไหม        ก็ตกลง เพื่อนจึงเริ่มถาม

ถาม      สีเหลือง                           ตอบ      เยลโล่ว (Yellow)

ถาม      ยืม                                ตอบ      บอโร่ว  (Borrow)

ถาม      นกกระรอก                     ตอบ      สแปร์โร่ว (Sparrow)

ถาม      เตา                               ตอบ      อั้งโล่

               เพื่อนก็เอาถาดสังกะสีตีหัว เป้ง อังโล่นะมันภาษาจีนแต้จิ๋ว เตาภาษาอังกฤษเขาเรียกโอเว่น (Oven) หรือ สโต๊ฟ (Stove) โว้ย.....แค่นี้คนชมก็ฮากันตรึมแล้วครับ                                                                 

            ระหว่างที่พวกเรากำลังตะลึงกับเตายักษ์อยู่นั้น พวกเราก็เห็นชายกลางคนคนหนึ่งมีหนวดเครารุงรัง มีผ้าข่าวม้าพันหัว มือถือพร้าเล่มใหญ่น่ากลัวกำลังดายหญ้าอยู่แถวนั้น พวกเรารวบรวมความกล้า “พ่อลุง พ่อลุง เตายักษ์นี่เอาไว้เฮ็ดอีหยัง” ตาลุงหันมามองตาแดงก่ำตอบด้วยสำเนียงน่ากลัวว่า “เอาไว้เผาเด็กน้อยป๋าหำเล่นน้ำโว้ย!”

               พวกเราหันมองหน้ากันเลิกลัก เพราะปากฎว่าพวกเราไม่มีใครใส่กางเกงเล่นน้ำสักคน ป๋าหำกันถ้วนหน้า พวกเราหน้าซีดเผือด แกหันมามองผม แล้วสำทับมาอีกว่า “เอามึงก่อนละบักหำโต้น” เท่านั้นและครับ ผมซึ่งได้ชื่อว่ากล้าหาญที่สุด ก็ใส่ตีนหมาเผ่นก่อนเพื่อนวิ่งไปชายฝั่งพุ่งหลาวลงน้ำว่ายกลับฝั่งวัดสุปัฎทันที ลืมต้นกล้วยที่เกาะว่ายมา เพื่อนๆ ก็กระโดดน้ำตูมตาม ตามมาไม่มีใครได้ทันเอาขอนไม้กลับมาด้วย มีแต่ไอ้เจ้าของยางในรถยนต์คนเดียว วิ่งกลับไปเอายางในรถยนต์ของมันโยนลงน้ำ ว่ายตามพวกเรามา

               เสียงหัวเราะของพ่อลุงตาแดงหนวดเครายาวหัวเราะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดังไล่หลังมา พวกเราสปีดเต็มที่ จ้วงฟรีสไตล์ท่าลูกหมาตกน้ำ เดี๋ยวเดียวพวกเราก็เริ่มเหนื่อยคิดได้ว่าไม่ควรเร่งกันมากเกินไป จึงออมแรงด้วยการลอยคอใช้เท่าถีบน้ำ พยุงตัวกรรเชียงพยายามเข้าหาฝั่งวัดสุปัฎให้ได้ รู้ตัวว่าจะหมดแรง  เพื่อนที่มียางในรถยนต์ ว่ายมาทัน มันรีบบอกทุกคน “เฮ้ยมาเกาะยางเร็วโว้ยเดี๋ยวได้ตายน้ำกันหมดหรอก” พวกเรารีบว่ายกรูกันเข้าไปเกาะยางในรถยนต์  พอได้พักเหนื่อย และรู้สึกลำลึกถึงบุญคุณเพื่อนที่ช่วยชีวิตไว้ นี่แหละเพื่อนย่อมเห็นใจกันในยามยาก

               เราขอบใจตบหลังตบไหล่เพื่อนที่ได้แสดงน้ำใจ “ขอบใจมึงเด้อ” พวกเราพูดขึ้นพร้อมกัน    มันตอบกลับมาว่า “บ่เป็นหยังดอกถึงท่าวัดสุปัฎกูกะสิถีบมึงลงจากห่วงยางคือเก่านั่นแหละ” พวกเราฮากันอย่างสนุกสนานจนถึงฝั่งวัดสุปัฎ จากวันนั้นมา ผมจะต้องกลับไปหาคำตอบให้ได้ว่า เตานั้นเขาเอาไว้ทำอะไร 

               หลายสิบปีผ่านไป อีตาตี๋เตื่อยเพื่อนก็มาขอแกมบังคับ แกมขู่เข็น แกมคาดคั้นให้เขียนเรื่องเมืองอุบลให้ ผมจึงนึกถึงเรื่องเตายักษ์ของบ้านท่าข้องเหล็ก ที่ผมคิดจะหาคำตอบให้ได้ จึงกลับไปที่บ้านเกิด ขอให้เพื่อนรักยุทธศิลป์.....(ต๋อม) ช่วยขับรถพาไปที่บ้านข้องเหล็ก เพื่อนก็ช่วยเหลือนัดหมายผู้ใหญ่บ้านสัญชัย แห่งบ้านข้องเหล็กให้ แล้วเพื่อนก็ขับรถข้ามสะพานแม่น้ำมูลไปยังฝั่งวารินทร์ ปัจจุบันนี้ มีสะพานข้ามแม่น้ำมูลในตัวเมืองถึงสามสะพานคือ “เสรีประชาธิปไตย”  “สะพาน 200 ปี ครบรอบก่อตั้งเมืองอุบลราชธานี” และ “สะพานที่สามข้ามหาดวัดใต้”

               สะพานที่เราข้ามคือสะพาน 200ปี ขากลับจากวารินทร์ใช้สะพานเสรีประชาธิปไตย ลงจากสะพานเลี้ยวขวาขนานไปตามถนนเลียบแม่น้ำมูล 10 นาทีก็ถึงบ้านท่าข้องเหล็ก ป้ายเขียนไว้ว่า “บ้านช่างหม้อยินดีต้อนรับ”  พร้อมกับเตายักษ์ที่ผมเห็นสมัยเด็ก และหม้อใบยักษ์กว่าโอ่งมังกรตั้งเด่นอยู่ ผมจึงถามเพื่อนว่านี่ใช่ท่าข้องเหล็กแน่หรือ เพราะสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปมากจนผมจำไม่ได้ เพื่อนบอกว่าแน่นอน นี่แหละคือบ้านท่าข้องเหล็ก พอดีผู้ใหญ่บ้านสัญชัยที่นัดไว้พร้อมลูกบ้านสาวคนหนึ่งได้มาพบตามนัดหมาย

               หลังจากแนะนำตัวกันเรียบร้อย ผู้ใหญ่บ้านก็เล่าให้วังว่า เมื่อก่อนหมู่บ้านนี้มีชื่อว่า “ท่าข้องเหล็ก” เพราะเคยมีผู้ที่พบข้องที่ทำจากเหล็กอยู่ริมน้ำมูล ข้องปกติสานด้วยไม้ไผ่ แต่ข้องที่พบเป็นเหล็ก อาจจะใช้สำหรับเก็บสัตว์น้ำตัวใหญ่แข็งแรงและดุร้ายมาก จึงต้องทำข้องใส่เป็นเหล็ก ชาวบ้านจึงนำข้องเหล็กไปเก็บไว้ในวัด ซึ่งเมื่อก่อนเป็นสำนักสงฆ์ ปัจจุบันคือ วัดบ้านช่างหม้อ นั่นเอง และต่อมาก็ได้ย้ายสำนักสงฆ์ขึ้นไปอยู่บ้านท่าข้องเหล็กเทิง แต่ปัจจุบันข้องนั้นหายสาบสูญไปไม่มีใครพบเห็นอีก หมู่บ้านจึงตั้งชื่อว่า “บ้านท่าข้องเหล็ก” ตั้งแต่นั้นมานับได้ร้อยกว่าปี

               บ้านท่าข้องเหล็กมีสองหมู่บ้านคือ ท่าข้องเหล็กลุ่ม (Lower Takonglek) และท่าข้องเหล็กเทิง (Upper Takonglek)  ทั้งสองหมู่บ้านนี้มีอาชีพในการปั้นหม้อ ปั้นไห ปั้นเตาอั้งโล่ มานานนับร้อยปีแล้วเขาถึงทำอนุสาวรีย์ เตา และหม้อ อันใหญ่ไว้ให้ผู้มาเยือนทราบว่าหมู่บ้านเขาดำรงชีพด้วยกิจกรรมนี้ ความสงสัยในใจของผมที่เก็บมานานครึ่งร้อยปีก็ถูกไขออกมาแล้ว ผมเลยแกล้งถามผู้ใหญ่สัญชัยว่า “เขาไม่ได้เอาไว้ย่างเด็กหรอกหรือครับ” ผู้ใหญ่หัวเราะตอบว่า “โอ๊ย!เขาเอาไว้หลอกเด็กที่มันซนๆเท่านั้นแหละครับ” ผมเงียบแล้วถามตัวเองในใจว่า “เราซนหรือเปล่าว้า” 

               ผู้ใหญ่เล่าต่อว่าเมื่อประมาณ 40 กว่าปีที่ผ่านมา ทางราชการได้เปลี่ยนชื่อหมู่บ้านท่าข้องเหล็กเป็น “บ้านช่างหม้อ” เพื่อให้เข้ากับอาชีพที่ชาวบ้านทำมาหากินอยู่ ไม่ทราบว่าชื่อนี้ถูกใจชาวบ้านรึเปล่า มีการสอบถามความคิดเห็นชาวบ้านรึเปล่า แต่ถ้าถามผมๆยังอยากให้ใช้ชื่อเดิมคือ “ท่าข้องเหล็ก” เพราะนี่คือประวัติศาสตร์และที่มาของชื่อหมู่บ้าน

               ผู้ใหญ่บ้านพาเดินชมหมู่บ้าน แล้วกล่าวต่อว่า หมู่บ้านช่างหม้อหรือท่าข้องเหล็กมีประชากรอยู่ประมาณ 600 คน มีอยู่ 150 กว่าหลังคาเรือน ประชากรกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ มีอาชีพในการปั้นหม้อ และทำเตาอั้งโล่จำหน่าย เพราะมีวัตถุดิบที่หาได้ง่ายคือดินเหนียวสีดำใช้ปั้นหม้อเพราะละเอียดและทนทานมาก ดินเหนียวสีแดงค่อนข้างร่วนใช้ทำเตาอั้งโล่เพราะแห้งง่ายกว่า ดินเหล่านี้มีอยู่มากตามริมแม่น้ำมูลไม่ต้องซื้อต้องหา ดังนั้น แทบทุกหลังคาเรือนที่เราเดินผ่านจึงเห็นหม้อไห เตาอั้งโล่ ลิ้นเตาอั้งโล่ที่มีรูไว้วางถ่านให้ขี้เถ้าหล่นลงมาตามรูสู่ก้นเตาตากแดอยู่กลาดเกลื่อนเต็มลานบ้านทั้งสองหมู่บ้าคือทั้งบ้านลุ่มและบ้านเทิง ทำให้ชาวบ้านมีรายได้จากการขายหม้อและเตาต่อครอบครัวปีละหลายหมื่นบาท และยังเป็นสถานที่ท่องเทียว และหาความรู้ได้อย่างดี

               ผมขอถือโอกาสนี้ เชิญชวนทุกท่านที่ไปเยี่ยมยามจังหวัดอุบลราชธานี ลองแวะไปชมหมู่บ้านช่างหม้อ หรือบ้านท่าข้องเหล็กดูซิครับ และอย่าลืมหาซื้อเตาอั้งโล่ หรือหม้อดินซักใบไปปรุงอาหารดูนะครับ เพราะรสชาติอาหารที่ปรุงในหม้ออะลูมิเนียมนั่นนะ รสชาติสู้ปรุงในหม้อดินไม่ได้หรอกครับ และการปิ้งย่าง ไก่ เนื้อ หมู ปลา กบเขียด บนเตาไฟฟ้า เตาแก๊ส เตาปฏิกรณ์ปรมาณู รสชาติอร่อยสู้ปิ้งบนเตาถ่านบ้านช่างหม้อ หรือบ้านข้องเหล็กไม่ได้แน่นอน    ก่อนที่ผมจะลากลับออกจากหมู่บ้าน สาวน้อยหน้าหวานที่พาเราเดินชมหมู่บ้าน ก็ถามผมขึ้นมาว่า

               “ทราบว่าคุณทรอยเป็นคนอุบลไม่เคยมาหมู่บ้านนี้มาก่อนหรือค่ะ”  ไม่เคยครับ  “ครั้งนี้เป็นครั้งแรก” ผมโกหกเธออย่างเนียนๆ ผมจะบอกเธอได้ยังไงละครับว่า ครั้งแรกที่ผมมาที่นี่ในสภาพอย่างไร และกลับไปในสภาพไหน แต่การมาครั้งนี้รู้สึกประทับใจ และกลับออกจากหมู่บ้านด้วยความสุขและอิ่มเอมใจกับการต้อนรับ และสิ่งที่ได้พบเห็นในบ้านเกิดอันเป็นที่รักยิ่งของผม

"ทรอย บุ่งกะแทว" 10 มีนาคม 2557

นิตยสารวันโฮม สมาคมชาวอุบลราชธานี ปี 2557

-

Guide Ubon

http://www.hotsia.com/
http://www.sadoodta.com/
http://www.111thailand.com/
http://www.oceansmile.com/
http://www.guideubon.com/
http://feelthai.blogspot.com/
copyright 2005 www.GuideUbon.com
สำนักงานไกด์อุบลดอทคอม เลขที่ 89/1 ถนนพโลรังฤทธิ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000
ติดต่อไกด์อุบล : webmaster@guideubon.com | msn : guide_ubon@hotmail | Tel : 080-4850511