ขอเชิญนักท่องเที่ยวพบกับกิจกรรมเยือนชุมชน คนทำเทียน
โดยจะให้นักท่องเที่ยว ร่วมสนุกกับการถ่ายภาพพร้อมสแกนเช็คอินผ่าน E-passport online ทั้ง 9 วัด ระหว่างวันที่ 13 – 27 กรกฎาคม 2569 ลุ้นรับของที่ระลึก 100 รางวัล มี 9 วัด ดังนี้

วัดที่ 1 วัดสุปัฏนารามวรวิหาร
เป็นวัดพระอารามหลวงชั้นตรี ภายในวัดมีอุโบสถที่เป็นงานสถาปัตยกรรมร่วมระหว่างศิลปะไทย ญวน และฝรั่งเศส เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธสัพพัญญูเจ้า พระนาคปรกศิลาทราย พระพุทธสิหิงค์จำลอง และพระแก้วขาวเพชรน้ำค้าง โดดเด่นด้วยการทำต้นเทียนประเภทติดพิมพ์ขนาดใหญ่ โดยสร้างสรรค์ฉากพุทธประวัติหรือวรรณคดีไทยที่มีความอ่อนช้อย เช่น องค์พญานาคราช หรือทวย เทพ โดยมีรายละเอียดที่สมจริงและอลังการ

วัดที่ 2 วัดผาสุการาม
เป็นวัดที่ประดิษฐ์ฐานของพระเจ้าใหญ่พุทธไสยาสน์ วัดผาสุการาม เป็นพระพุทธไสยาสน์ที่มีพระพุทธลักษณะน่าเคารพบูชา ทรงไสยาสน์อยู่บนแท่นขนาดยาว 18 เมตร กว้าง 3.50 เมตร สูง 1.08 เมตร ขนาดองค์จากยอดพระเกศถึงพื้นพระบาท ยาว 17 เมตร สูงจากพระแท่นถึงยอดพระเกศ 3.70 เมตร วัดผาสุการามตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองวารินชำราบ เป็นหนึ่งในคุ้มวัดระดับแนวหน้าของจังหวัด
อุบลราชธานีที่มีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะ แชมป์งานแกะสลักต้นเทียนพรรษาขนาดใหญ่โดยช่างต้องใช้เวลารังสรรค์นานกว่า 3 เดือน โดดเด่นด้วยการแกะสลักเรื่องราวทางพุทธประวัติ เช่น ท้าวสักกะเทวราชทรงช้างเอราวัณ 33 เศียร, ปางเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และสัตว์หิมพานต์ นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดที่สอดแทรกอัตลักษณ์ของชาววา
รินชำราบ เช่น พระแม่ธรณี และสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์

วัดที่ 3 วัดใต้ท่า
เป็นวัดเก่าแก่ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานแห่งหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี ตั้งอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำมูลในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี เดิมบริเวณนี้มีวัดอยู่ 2 แห่ง ได้แก่ วัดใต้ท่า ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ท่าน้ำริมแม่น้ำมูล และวัดใต้เทิง ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่สูงกว่าด้านในเมือง ต่อมาได้มีการรวมวัดทั้งสองแห่งเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อในปัจจุบัน นับเป็นศูนย์รวมศรัทธาที่สำคัญของชาวอุบลราชธานีมาอย่างยาวนานวัดยังมีความโดดเด่นด้านศิลปวัฒนธรรม โดยเป็นหนึ่งในวัดที่มีส่วนร่วมในการสืบสานประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี ผ่านการจัดทำต้นเทียนพรรษาประเภทติดพิมพ์ขนาดใหญ่ที่มีความประณีตงดงาม สะท้อนภูมิปัญญาและฝีมือช่างเทียนท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน

วัดที่ 4 วัดพลแพน
เป็นวัดสำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี และเป็นศูนย์กลางการสืบสานศิลปวัฒนธรรมด้านงานเทียนพรรษาที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน ภายในวัดประดิษฐาน “พระเจ้าใหญ่มิ่งมงคลอุบลเทพนิมิต” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองอุบลราชธานี ขนาดหน้าตักกว้าง 3.25 เมตร สูง 4.50 เมตร ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั้งในจังหวัดและจากทั่วประเทศ วัดพลแพนมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์และสืบสานประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี โดยส่งต้นเทียนพรรษาเข้าประกวดประเภทติดพิมพ์ขนาดใหญ่เป็นประจำทุกปี ด้วยความวิจิตรประณีตของ
ลวดลายที่สะท้อนเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาและภูมิปัญญาช่างท้องถิ่น ทำให้ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

วัดที่ 5 วัดบูรพา
เป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อเหมือนพระอาจารย์สายวิปัสสนา
กรรมฐาน 5 องค์ ไว้ เพื่อให้ลูกหลานได้กราบไหว้บูชาเพื่อเป็นสิริมงคล ประดิษฐานอยู่ที่สิมเก่าซึ่งเป็นฝีมือการก่อสร้างของพระอาจารย์สีทา ชัยเสโน และอาจารย์เสาร์ กันตสีโลรูปหล่อพระบูรพาจารย์ที่สร้างขึ้นได้แก่ พระอาจารย์สีทา ชัยเสโน พระอาจารย์เสาร์กันตสีโล พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระญาณวิศิษย์ และพระสิทธรรมรังสีคัมภีร์ เมธาจารย์ (สี ธัมมธโร) ด้านในมีหอไตรวัดบูรพาราม เป็นหอบกหรือหอไตรที่สร้างบนบกลักษณะอาคารเป็นเรือนไม้ 2 หลังคู่กัน แต่ละหลังเป็นเรือนแบบ 3 ห้อง ยกพื้นสูงด้วย
เสากลม หลังละ 8 ต้น มีชานเชื่อมอาคารทั้ง 2 หลัง อาคารหลังทางทิศใต้ฝีมือประณีตมาก ฝาผนังอาคารเป็นแบบก้างปลาไม้พรึงแกะสลักเป็นลวดลายกระจังกลีบบัวรอบอาคาร โดยวัดบูรพาเป็นวัดที่จัดทำต้นเทียนประเภทติดพิมพ์ขนาดใหญ่ โดดเด่นในฐานะแหล่งเรียนรู้การทำต้นเทียนพรรษาประเภทติดพิมพ์ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นงานฝีมือสุดประณีต โดยการนำแผ่นขี้ผึ้งมาแกะสลักและขึ้นรูปเป็นลวดลายไทยสุดวิจิตร ก่อนนำไป
ประดับบนต้นเทียน

วัดที่ 6 วัดศรีประดู่
วัดที่มีศาลาการเปรียญงานสถาปัตยกรรมผสมระหว่างจีน ยุโรปและความเชื่อของพราหมณ์ ภายในตกแต่งด้วยงานจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามโดดเด่นเป็นวัดเก่าแก่และมีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี โดดเด่นด้วยศาลาการเปรียญไม้ขนาดใหญ่ที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ ผสมผสานศิลปะจีนศิลปะตะวันตก และคติความเชื่อแบบพราหมณ์–ฮินดูไว้อย่างกลมกลืน ภายในประดับด้วยจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามทรงคุณค่า สะท้อนเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตของชาวอีสานในอดีต จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในมรดก
ทางศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัดอุบลราชธานี วัดศรีประดู่ยังเป็นหนึ่งในวัดระดับตำนานของงานประเพณีแห่เทียนพรรษาอุบลราชธานี โดยมีชื่อเสียงด้านการจัดทำต้นเทียนพรรษาประเภทติดพิมพ์ขนาดใหญ่ที่มีความวิจิตรตระการตา และได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดต้นเทียนพรรษาระดับจังหวัดมาแล้วหลายสมัย สะท้อนถึงความสามารถและความมุ่งมั่นของช่างเทียนและชุมชนในการสืบสานมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป

วัดที่ 7 วัดมหาวนาราม (วัดป่าใหญ่)
วัดเก่าแก่ที่มีฐานะเป็นพระอารามหลวงอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี และเป็นวัดที่ประดิษฐานพระพุทธรูปางมารวิชัยที่งดงามมีขนาดหน้าตักกว้าง 6 ศอก สูงจากเรือนแท่นถึงเปลวพระโมลี 10 ศอก สร้างด้วยอิฐถือปูนลงรักปิดทอง เป็นศูนย์กลางการทำ ต้นเทียนประเภทติดพิมพ์ ซึ่งเป็นรูปแบบที่โดดเด่นของวัด นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเยี่ยมชม เยือนชุมชน และร่วมเรียนรู้วิธีการแกะสลักลวดลายเทียน และส่งเทียนเข้าประกวดในปีนี้ในประเภทติดพิมพ์ขนาดใหญ่

วัดที่ 8 วัดแจ้ง
ได้รับการยกย่องว่ามีรูปทรงสวยงามและมีงานจำหลักไม้ที่มีฝีมือแบบพื้นบ้านโดยแท้ซึ่งนับวันจะหาดูเป็นตัวอย่างศึกษาได้ยาก ลักษณะเด่นของสิม คือ ความสวยงามอ่อนช้อยของคันทวยนาคและหางหงส์ที่ทำเป็นรูปหัวนาคมีหงอนสะบัดปลายเป็นกนกเปลว มีชื่อเสียงโดดเด่นในการจัดทำต้นเทียนพรรษาเพื่อเข้าประกวดในประเภทติดพิมพ์ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นการนำแผ่นเทียนมาฉลุและแกะสลักเป็นลวดลายวิจิตรบรรจง แล้วนำไปติดประดับบนโครงสร้างหุ่นต้นเทียน

วัดที่ 9 วัดพระธาตุหนองบัว
เป็นวัดที่ตั้งของพระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ หรือพระธาตุหนองบัว เจดีย์ธาตุขนาดใหญ่ที่จำลองแบบมาจากเจดีย์พุทธคยา ประเทศอินเดีย ซึ่งสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2500 เพื่อเป็นสัญลักษณ์ครบรอบ25 ศตวรรษของพุทธศาสนา ภายในองค์พระธาตุบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ให้ประชาชนได้สักการะบูชา โดดเด่นในการจัดทำต้นเทียนพรรษาเพื่อเข้าประกวดในประเภทแกะสลักขนาดใหญ่ ด้วยการแกะสลักลวดลายแห่งพระพุทธประวัติหยิบยกเอาเรื่องราวตอนพระเวสสันดรโพธิสัตว์เสด็จไปบังเกิดเป็นสันดุสิตเทพบุตรในสวรรค์ชั้นดุสิตเมื่อก่อนพุทธกาล และมีการปรับเปลี่ยนเรื่องราวให้น่าดึงดูดใจในแตกต่างกันไปใน แต่ละปี

บริการฟรี!!
รถสองแถวชมวิถีคนทำเทียน
ตลอดเส้นทางทั้ง 9 วัด วันละ 1 รอบ
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 045-252714 (สนง.การท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดอุบลราชธานี)