" ใครได้ประโยชน์จากงานแห่เทียน…แล้วใครแบกรับต้นทุน?
.
อีกหนึ่งมุมมองจากคนเคยทำงานประเพณีแห่เทียนพรรษา เพื่อความยั่งยืนของมรดกทางวัฒนธรรมอุบลราชธานี
ก่อนอื่น ผมขอเรียนว่า บทความนี้เป็นเพียงมุมมองส่วนตัวของคนคนหนึ่งที่เคยมีโอกาสปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับประเพณีแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานีมาเป็นเวลาหลายปี ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งจ่าจังหวัดอุบลราชธานี ป้องกันจังหวัดอุบลราชธานี ปลัดอาวุโสอำเภอเมืองอุบลราชธานี นายอำเภอหลายอำเภอ และต่อมาเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ทำให้มีโอกาสเห็นทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังของการจัดงานประเพณีอันทรงคุณค่าของบ้านเรา
.
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมได้เห็นความเสียสละของพระสงฆ์ ช่างแกะสลัก ครู นักเรียน ผู้ปกครอง คุ้มวัด ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และจิตอาสาจำนวนมาก ที่ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างสรรค์งานประเพณีแห่เทียนพรรษาให้ยิ่งใหญ่และงดงาม จนกลายเป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญของประเทศไทย และเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
ทุกปี
.
เมื่อเข้าสู่เทศกาลเข้าพรรษา จังหวัดอุบลราชธานีจะกลายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของประเทศ นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาชื่นชมความวิจิตรของต้นเทียน ขบวนแห่ และศิลปวัฒนธรรมอีสานที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองอุบลราชธานี ส่งผลให้ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านของฝาก ตลาด บริษัทนำเที่ยว ผู้ประกอบการขนส่ง และธุรกิจบริการต่าง ๆ มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ที่ผ่านมา เรามักกล่าวกันว่า “งานแห่เทียนพรรษาสร้างรายได้ให้จังหวัด” แต่ไม่ค่อยมีข้อมูลเชิงประจักษ์มารองรับอย่างเป็นรูปธรรม กระทั่งเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 นายอดุลย์ นิลเปรม ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดอุบลราชธานี ได้เปิดเผยผลการประเมินการจัดงานประเพณีแห่เทียนพรรษาประจำปี 2569 ซึ่งนับเป็นข้อมูลที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการวางแผนพัฒนางานในอนาคต
.
ผลการประเมินพบว่า ในปี 2569 มีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานประมาณ 460,000 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ซึ่งมีประมาณ 426,000 คน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 33,000 คน ส่งผลให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในจังหวัด ไม่น้อยกว่า 1,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 474 ล้านบาท
.
รายได้ดังกล่าวประกอบด้วย
- รายได้จากนักท่องเที่ยวที่พักค้างแรมประมาณ 675 ล้านบาท
- นักท่องเที่ยวแบบไป–กลับประมาณ 168 ล้านบาท
- รวมถึงรายได้จากร้านอาหาร เครื่องดื่ม ของฝาก การขนส่ง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก
.
ข้อมูลดังกล่าวยืนยันอย่างชัดเจนว่า งานประเพณีแห่เทียนพรรษาไม่ได้เป็นเพียงงานบุญ หากแต่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดอุบลราชธานี แต่เมื่อมองอีกด้านหนึ่งของความสำเร็จ คำถามที่ผมอยากชวนทุกคนร่วมกันคิดก็คือ ใครคือผู้ได้รับประโยชน์จากเม็ดเงินกว่า 1,700 ล้านบาทนี้ และใครคือผู้แบกรับต้นทุนในการสร้างงาน
.
จากประสบการณ์ของผม ผู้ที่รับภาระสำคัญยังคงเป็นวัด คุ้มวัด โรงเรียน ชุมชน ช่างแกะสลัก ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชนผู้มีจิตศรัทธา ที่ร่วมกันจัดหาทรัพยากร จัดสร้างต้นเทียน ฝึกซ้อมขบวนรำ และร่วมกันรักษาคุณค่าของประเพณีไว้ด้วยความเสียสละ ขณะที่ผู้ประกอบการด้านโรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้า บริษัทนำเที่ยว ธุรกิจขนส่ง และภาคบริการต่าง ๆ ต่างได้รับประโยชน์จากการเติบโตของการท่องเที่ยวอย่างชัดเจน ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่า งานแห่เทียนพรรษาสร้างรายได้หรือไม่ เพราะคำตอบชัดเจนว่า “สร้าง” แต่คือ เราจะทำอย่างไรให้ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น หมุนกลับมาสนับสนุนผู้สร้างงานได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน
.
เมื่อศึกษาตัวอย่างจากต่างประเทศ จะพบว่าเทศกาลสำคัญของโลก เช่น Gion Matsuri เมืองเกียวโต และ Awa Odori จังหวัดโทคุชิมะ ประเทศญี่ปุ่น ยังคงดำรงอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง เพราะเกิดจากความร่วมมือของชุมชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ โดยแบ่งปันบทบาทและความรับผิดชอบร่วมกัน มิได้อาศัยงบประมาณของภาครัฐเพียงอย่างเดียว แนวคิดดังกล่าวน่าจะเป็นประเด็นที่จังหวัดอุบลราชธานีสามารถศึกษาและพิจารณาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่
จากข้อมูลของสภาอุตสาหกรรมจังหวัดอุบลราชธานี จึงอาจถึงเวลาที่จังหวัดอุบลราชธานีควรศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากเทศกาล ได้มีส่วนร่วมสนับสนุนการอนุรักษ์และพัฒนางานประเพณีอย่างเป็นระบบ กลไกดังกล่าวอาจอยู่ในรูปของ กองทุนเพื่อความยั่งยืนของงานประเพณีแห่เทียนพรรษา หรือรูปแบบอื่นที่เหมาะสมกับบริบทของจังหวัด โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการสร้างต้นเทียน การพัฒนาช่างฝีมือ การถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เยาวชน การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม และการยกระดับงานประเพณีให้ก้าวสู่ระดับนานาชาติ
.
ผมไม่ได้เสนอให้ภาครัฐลดบทบาท ตรงกันข้าม ผมเห็นว่าภาครัฐยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงาน แต่การเปิดพื้นที่ให้ภาคธุรกิจและภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น จะช่วยสร้างความเข้มแข็ง ลดภาระของชุมชน และทำให้งานประเพณีเติบโตอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน ข้อมูลผลกระทบทางเศรษฐกิจที่สภาอุตสาหกรรมจังหวัดอุบลราชธานีเริ่มจัดทำในปีนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการบริหารงานประเพณีบนฐานข้อมูล หากมีการจัดทำอย่างต่อเนื่องทุกปี ก็จะช่วยให้จังหวัดสามารถกำหนดนโยบาย วางแผนงบประมาณ และออกแบบการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
.
ผมเชื่อว่า หากทุกภาคส่วนร่วมกันคิด ร่วมกันวางแผน และร่วมกันรับผิดชอบ งานประเพณีแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี จะไม่เพียงเป็นเทศกาลสำคัญของประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นต้นแบบของการบริหารจัดการเทศกาลวัฒนธรรมที่สร้างสมดุลระหว่าง การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม กับ การพัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่น ได้อย่างแท้จริง
.
ข้อมูลของสภาอุตสาหกรรมจังหวัดอุบลราชธานีในปีนี้ จึงไม่ได้มีความหมายเพียงตัวเลข 1,700 ล้านบาท หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการมองเห็นคุณค่าของงานประเพณีในอีกมิติหนึ่ง คือ คุณค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งควรนำไปสู่การออกแบบระบบที่ทำให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สามารถกลับมาสนับสนุนการอนุรักษ์และสืบสานประเพณีได้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะท้ายที่สุดแล้ว… ความยั่งยืนของงานประเพณีแห่เทียนพรรษา จะไม่ได้เกิดจากการเพิ่มงบประมาณของภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่จะเกิดจากการที่ทุกภาคส่วนซึ่งได้รับประโยชน์จากประเพณี ร่วมกันเป็นเจ้าของ ร่วมกันรับผิดชอบ และร่วมกันสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่านี้ให้คงอยู่คู่จังหวัดอุบลราชธานีและประเทศไทยตราบนานเท่านาน
.
นายกองเอก ฤทธิสรรค์ เทพพิทักษ์
อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ
4 สิงหาคม 2569