วันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2569 เวลา 13.30 น. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี จัดการเสวนาความรู้และนิทรรศการพิเศษ “ญอแญงแพรผ้า ญาแม่คืนโฮง” เนื่องในวันเชิดชูเกียรติและรำลึกหม่อมเจียงคำ ชุมพล ณ อยุธยา ท.จ. ประจำปี 2569 พร้อมจัดแสดงผ้าของหม่อมเจียงคำ เปิดโอกาสให้ผู้สนใจร่วมเรียนรู้เรื่องราวผ้าและแฟชั่นเครื่องแต่งกายในสมัยหม่อมเจียงคำ ผ่านหลักฐานทางประวัติศาสตร์และการแลกเปลี่ยนความรู้จากผู้ร่วมเสวนา
การจัดกิจกรรมครั้งนี้นำโดย นางสาวเชาวนี เหล็กกล้า หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี โดยมี นางพนารัตน์ คนขยัน วัฒนธรรมจังหวัดอุบลราชธานี นางสาวธารทิพย์ ภิรมย์อนุกูล ผู้อำนวยการหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร อุบลราชธานี พลโทมนัส หนูวัฒนา ประธานกองทุนเครือข่ายแห่งบุญหม่อมเจียงคำอนุสรณ์ และผู้สนใจเข้าร่วมรับฟัง
ภายในงานมีการเสวนาเรื่อง “ญอแญงแพรผ้า ญาแม่เจียงคำ” ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับประวัติผ้า การแต่งกาย และแนวทางสืบสานมรดกภูมิปัญญาของเมืองอุบลฯ โดยประเด็นสำคัญคือเรื่องราวการนำผ้าของหม่อมเจียงคำกลับมาจัดแสดงที่จังหวัดอุบลราชธานี เชื่อมโยงองค์ความรู้จากอดีตสู่การฟื้นฟูผ้าทอพื้นเมืองในปัจจุบัน
นางสาวเชาวนี เหล็กกล้า เล่าว่า การสืบค้นข้อมูลผ้าเมืองอุบลฯ และการจัดทำหนังสือเกี่ยวกับผ้าทอ ทำให้พบหลักฐานผ้าของหม่อมเจียงคำที่เก็บรักษาอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ก่อนมีการประสานงานระหว่างหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อนำกลับมาจัดแสดงให้ชาวอุบลฯ ได้ศึกษา
คณะผู้ดำเนินงานเดินทางไปรับผ้าเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม และนำกลับถึงจังหวัดอุบลราชธานีวันที่ 18 ตุลาคม 2569 ก่อนนำมาจัดแสดงในงานครั้งนี้ โดยหลังสิ้นสุดกิจกรรม มีแผนนำไปจัดแสดงต่อภายในห้องผ้าของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี
เวทีเสวนายังชี้ให้เห็นความสำคัญของการจัดทำทะเบียนและบันทึกที่มาของผ้าแต่ละผืน เพราะข้อมูลเหล่านี้ช่วยเชื่อมโยงสิ่งทอกับบุคคล ยุคสมัย และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ทำให้ผ้าเป็นหลักฐานที่บอกเล่าเรื่องราวของผู้คนและสังคมได้มากกว่าความงดงามของลวดลาย
ในด้านการแต่งกาย วิทยากรวิเคราะห์ภาพถ่ายเก่าของหม่อมเจียงคำ โดยเสนอว่า รูปแบบเสื้อผ้าและเครื่องประกอบการแต่งกายสะท้อนการรับอิทธิพลแฟชั่นตะวันตกในยุคเอ็ดเวิร์เดียน มาผสมผสานกับการนุ่งซิ่นพื้นเมือง เกิดเป็นการแต่งกายที่มีลักษณะเฉพาะ ทั้งการใช้เสื้อลูกไม้ ผ้าเนื้อบาง และการจัดวางผ้าให้เข้ากับรูปแบบเครื่องแต่งกายในยุคนั้น
ภาพถ่ายและผ้าเก่าจึงเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญสำหรับศึกษาการเปลี่ยนแปลงของผ้าเมืองอุบลฯ ทั้งด้านวัสดุ สีสัน รูปทรง และวิธีใช้งาน ตลอดจนความเชื่อมโยงระหว่างท้องถิ่นกับราชสำนัก โดยการศึกษารายละเอียดเหล่านี้ต้องอาศัยหลักฐานประกอบ เพื่ออธิบายพัฒนาการของเครื่องแต่งกายอย่างรอบด้าน
อีกประเด็นที่ได้รับการแลกเปลี่ยนคือ การนำองค์ความรู้จากผ้าโบราณกลับไปสู่ชุมชน ผู้ร่วมเสวนาเล่าถึงการศึกษาผ้าผืนจริง เพื่อนำรายละเอียดด้านวัสดุและเทคนิคไปต่อยอดร่วมกับช่างทอ เช่น การใช้เส้นไหมเงินและไหมคำประกอบการทอ ตลอดจนการฟื้นฟูองค์ประกอบของผ้าซิ่นและผ้าประกอบการแต่งกาย ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าและขยายโอกาสจำหน่าย
กระแสความนิยมผ้าพื้นเมืองยังเชื่อมโยงกับการแสดงศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะวงโปงลางและการฟ้อนรำที่นำผ้าเมืองอุบลฯ ไปใช้เป็นเครื่องแต่งกาย ทำให้เกิดความต้องการผ้าทอและช่วยส่งต่อรายได้ไปยังช่างทอในชุมชน
วิทยากรสะท้อนว่า ในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา ความตื่นตัวเรื่องผ้าเมืองอุบลฯ เพิ่มขึ้น ทั้งการศึกษาค้นคว้า การฟื้นฟูลวดลาย และการเกิดช่างทอรุ่นใหม่ ขณะเดียวกัน เทคนิคบางประเภทเคยประสบปัญหาขาดผู้สืบทอด เนื่องจากมีกระบวนการซับซ้อนและต้องอาศัยทักษะสูง จึงควรเร่งรวบรวมความรู้จากช่างทอและหลักฐานที่ยังหลงเหลืออยู่
ผู้ร่วมเสวนายังเสนอให้ส่งเสริมการสวมใส่ผ้าพื้นเมืองอย่างเหมาะสมกับยุคสมัย เปิดโอกาสให้ผู้คนเลือกแต่งกายตามบุคลิกและโอกาส โดยมีความรู้เรื่องรากเหง้าของผ้าเป็นพื้นฐาน เพื่อให้การอนุรักษ์เดินควบคู่กับการใช้งานจริง
การนำผ้าหม่อมเจียงคำกลับมาจัดแสดงในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสให้ชาวอุบลราชธานีได้เรียนรู้มรดกของท้องถิ่นผ่านผืนผ้า พร้อมต่อยอดองค์ความรู้สู่การรักษาฝีมือช่างทอและส่งต่อความภาคภูมิใจให้คนรุ่นใหม่