ไกด์อุบลติดตามรอชมเรื่อง เขมจิราต้องรอด Khemjira The Series มาตลอด ตั้งแต่ทราบว่า นิยายเรื่องนี้ดำเนินเรื่องอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี เห็นข่าวทีมงานและนักแสดงได้มาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เอาฤกษ์เอาชัยก่อนเปิดกล้องถ่ายทำ ที่วัดพระธาตุหนองบัว วัดถ้ำวังผาพญานาคราช และถวายฆ้องที่วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว ก็รู้สึกตื่นเต้นไปด้วย และคิดว่า ทั้งสถานที่และพิธีกรรม ขนบธรรมเนียมความเชื่อต่างๆ ของคนอีสาน โดยเฉพาะชาวอุบลฯ จะได้สอดแทรกอยู่ในเนื้อหาของซีรี่ย์เรื่องนี้
ล่าสุด ไกด์อุบลเห็นโพสต์ข้อควาทาง X (ทวิตเตอร์) ของผู้ใช้นามว่า เกี๊ยวกุ้ม @errormint พูดถึงใบปิดของหนังเรื่องนี้ว่า... ตั้งแต่ปล่อยใบปิดมาส่วนตัวชอบรับขวัญเขมจิรามากที่สุด ขอชมทีมงานเลยว่าเก็บรายละเอียดดีมาก ถึงไม่มี นสด. อยู่เลย แต่แค่มองปราดเดียวก็รู้ว่านี่แหละ เขมจิราต้องรอด
- บนสุดพระพุทธรูปปางนาคปรก สื่อถึงความเป็นสายพญานาค และเป็นพระประจำคนเกิดวันเสาร์ = พ่อครูภรัณ รวมถึงมีความหมายโดยนัยว่าการปกป้องคุ้มครองจากภยันอันตราย
- พระพุทธรูปตรงกลางคือ พระแก้วบุษราคัม พระพุทธรูปคู่เมืองอุบล
- จำนวนพระบนหิ้ง ที่ควรวางเป็นเลขคี่ 1-3-5
- บายศรีหลักที่ตั้งไว้นานจนใบตองแห้ง กับบายศรีบูชาพระที่ยังสดใหม่เพราะเปลี่ยนไหว้ตลอด
- ความธูป เทียน ดอกบัว แจกัน พวงมาลัย สายสิญจน์ คือถูกต้องมาก เหมือนหิ้งพระที่ผ่านการใช้งานมาจริง ไม่ใช่แค่พร็อพที่เซ็ทขึ้นมาเฉย ๆ
ขอขอบคุณ คุณเกี๊ยวกุ้ม ที่ช่างสังเกต เก็บรายละเอียดของใบปิดหนังได้ลึกซึ้งมาก แถมยังมีข้อมูลเชิงลึกในพระพุทธรูปที่อยู่ในใบปิดหนังนี้ด้วย ซึ่งไกด์อุบลขออนุญาตเสริมเกี่ยวกับพระแก้วบุษราคัม พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองอุบลฯ ไว้เป็นข้อมูลเพิ่มเติม ดังนี้
มีการบอกเล่าต่อๆ กันมาว่า จังหวัดอุบลราชธานีมีพระแก้วโบราณคู่บ้านคู่เมือง สร้างขึ้นจากแก้ว 9 ประการ คือ "เพชรดี มณีแดง เขียวใสแสงมรกต เหลืองใสสดบุษราคัม แดงแก่ก่ำโกเมนเอก สีหมอกเมฆนิลกาฬ มุกดาหารสีหมอกมัว แดงสลัวเพทาย สังวาลสายไพฑูรย์“ ซึ่งมีการค้นพบพระแก้วโบราณดังกล่าวแล้ว 6 องค์ และยังเชื่อว่ามีอีก 3 องค์ เพียงแต่ยังค้นหาไม่พบเท่านั้น
สำหรับพระแก้วโบราณ คู่บ้านคู่เมืองอุบลฯ ทั้ง 6 องค์ที่ค้นพบแล้ว มีดังนี้
พระแก้วบุษราคัม วัดศรีอุบลรัตนาราม (พระอารามหลวง) เดิมชื่อวัดศรีทอง เป็นวัดธรรมยุติกนิกาย ตั้งอยู่ถนนอุปราช ข้างศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี วัดนี้สร้างเมื่อ พ.ศ.2398 เป็นปีที่ 5 ในรัชกาลที่ 4 แห่งราชวงศ์จักรี พระแก้วบุษราคัม เป็นพระพุทธรูปบูชา ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 3 นิ้ว สูงประมาณ 5 นิ้ว แกะสลักจากแก้วบุษราคัม (แก้วมณีสีเหลือง) ทึบทั้งแท่น มีสังวาลประดับที่องค์พระ ฐานหุ้มด้วย ทองคำ เป็นพระพุทธรูปโบราณ นานนับพันปี ฝีมือช่างสกุลเชียงแสน ในสมัยการปกครองระบบสมบูรณาญาสิทธิราช มีการประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา ได้อัญเชิญพระแก้วบุษราคัมเป็นประธานในการประกอบพิธีอันศักดิ์สิทธิ์นี้
พระแก้วไพฑูรย์ วัดหลวง อำเภอเมือง อุบลราชธานี เป็นแก้วเกิดจากหินธรรมชาติมีอายุหลายล้านปีมาแล้ว ใครเป็นผู้แกะหินเป็นพระพุทธรูปนั้นไม่มีใครทราบ แต่เป็นพระพุทธรูปที่อยู่ในการปกครองของนายเมืองอุบลมานาน แต่บรรพบุรุษของพระปทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง) ได้ถวายให้เป็นสมบัติของวัดหลวงคู่กับพระแก้วบุษราคัม ต่อมาเกรงว่าเจ้านายทางกรุงเทพฯ จะบังคับเอาพระแก้วทั้งสององค์ไปเป็นของส่วนตัว จึงได้พากันเอาพระแก้วทั้งสององค์แยกกันไปซ่อนไว้โดยมิดชิด ไม่ยอมแพร่งพรายให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ต่อมาเมื่อสร้างวัดศรีอุบลรัตนาราม (วัดศรีทอง) โดยเจ้าอุปราชโทบิดาของพระอุบลเดชประชารักษ์ (เสือ ณ อุบล) จึงได้เชิญเอาพระแก้วทั้งสององค์ออกจากที่ซ่อน สำหรับพระแก้วบุษราคัมนั้นได้ถวายแด่พระเดชพระคุณพระเทวธรรมี (ยาท้าวมาว) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนาราม) และเป็นลัทธิวิหารของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ข้าราชการที่มาจากกรุงเทพฯ คงจะมีความเกรงใจไม่กล้าที่จะขอเอาพระแก้วบุษราคัมไปจากเมืองอุบล ส่วนพระแก้วไพฑูรย์นั้น ทายาทของเจ้านายพื้นเมืองอุบลเก็บไว้ให้ ภายหลังจึงนำมามอบให้เป็นสมบัติของวัดหลวงตามเดิมดังปรากฏอยู่ทุกวันนี้
พระแก้วขาวเพชรน้ำค้าง วัดสุปัฏนาราม วรวิหาร เป็นพระปางสมาธิสูง 17 ซม. ทำด้วยแก้วผลึกสีขาว ท่านผู้รู้ คือ หม่อมเจ้าภัทรดิส ดิศสกุล สันนิษฐานว่า ดูจากพุทธศิลป์แล้วเป็นพระอยู่ในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นๆ เจ้าพระคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) ได้ควบคุมการก่อสร้างพระอุโบสถวัดสุปัฎนารามแต่ พ.ศ.2460-2473 เจ้าพระคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ได้รวบรวมพระพุทธธูปเก่าแก่ไนปางต่างๆ จากหลายที่หลายแห่ง เช่น พระพุทธรูปหินสมัยลพบุรี 3 องค์ และสิ่งอื่นจำนวนมาก โดยเฉพาะพระแก้วขาวองค์นี้ เป็นพระประจำองค์ท่าน ท่านได้อย่างไร ไม่ปรากฏชัด ในช่วงปี พ.ศ.2485 เจ้าพระคุณคุณสมเด็จ พระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) ได้ขึ้นมาจำพรรษาที่วัดสุปัฎนาราม ได้มอบพระแก้วขาวองค์ศักดิ์สิทธิ์องค์นี้ ให้เป็นสมบัติอันล้ำค่าของวัดสุปัฎนาราม ผู้รับมอบ คือ พระครูปลัดพิพัฒนวิริยาจารย์ (ณาณ ญาณชาโล)
พระแก้วโกเมน วัดมณีวนาราม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ ศักดิ์สิทธิ์ และมีค่ายิ่งคู่เมืองอุบลที่สำคัญอีกองค์หนึ่ง เป็นแก้วสีน้ำหมอก (สีม่วง) นับว่าเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่พร้อมกับพระแก้วบุษราคัมที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดศรีอุบลรัตนาราม แต่พระแก้วโกเมนทางวัดได้เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี ไม่ได้นำมาให้ประชาชนได้เห็นและกราบไหว้ สักการบูชา ไม่ได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ จนกระทั่ง พ.ศ.2542 พระครูปลัดสาธุวัฒน์ (แสงนาคเภสโน ป.ธ.7) ได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดมณีวนารามและเจ้าคณะอำเภอเมืองอุบลราชธานี จึงได้ปรารภชักชวนญาติโยมชาววัด อัญเชิญพระแก้วโกเมนมาประดิษฐานให้ประชาชนได้สรงน้ำ กราบไหว้ สักการบูชา ทำให้เป็นที่เจริญศรัทธาเป็นอย่างดี จึง กำหนดให้จัดงานในวันวิสาขบูชาถือปฏิบัติมาเป็นประจำทุกปี
พระแก้วนิลกาฬ วัดเลียบ ได้ถูกค้นพบโดยบังเอิญบนฝาเพดานกุฎิสุขสวัสดิ์มงคล กุฎิหลังเก่าของวัดเลียบ จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อปี พ.ศ.2545 หรือสิบกว่าปีมานี้เอง โดยพระครูอุบลคณาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดเลียบปัจจุบัน ซึ่งเมื่อตอนที่ท่านพบนั้น พระแก้วนิลกาฬถูกบรรจุอยู่ในกล่องลายไม้สักโบราณร่วมกับองค์พระพุทธรูปบุเงินอีก 2 องค์ (ซึ่งในภายหลังก็ได้ให้มีการจัดทำเครื่องทรงชฎา มงกุฎทองคำ ซึ่งทำจากพลอยแท้ ทองคำแท้ ถวาย) และเพิ่งมีการเปิดให้พุทธศาสนิกชนได้สักการะและสรงน้ำสงกรานต์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2549
พระแก้วมรกตองค์ วัดเลียบ พระครูอุบลคณาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดเลียบ บอกว่ามีโยมมาถวายไว้ พุทธลักษณะคล้ายพระแก้วโกเมน วัดป่าน้อย
พระแก้วโบราณทั้ง 6 องค์ที่ค้นพบนี้ พุทธศาสนิกชนสามารถมาสักการะ สรงน้ำได้ปีละครั้ง โดบช่วงสรงกรานต์ จะอัญเชิญพระแก้วมาให้สรงน้ำ 5 องค์ ได้แก่ พระแก้วบุษราคัม พระแก้วไพฑูรย์ พระแก้วโกเมน พระแก้วนิลกาฬ และพระแก้วมรกต ส่วนพระแก้วขาวเพชรน้ำค้าง จะอัญเชิญมาให้สักการะและสรงน้ำในช่วงเทศกาลปีใหม่ ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม ถึงวันที่ 2 มกราคม ของปีถัดไป