f แชร์

บอกชัด ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และ B ต่างกันอย่างไร

หลายคนคงคุ้นเคยกับคำว่าไข้หวัดใหญ่ แต่เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางครั้งถึงได้ยินว่า ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และสายพันธุ์ B ต่างกันอย่างไร วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจความแตกต่างของเชื้อไวรัสทั้งสองชนิดนี้กัน เพื่อให้ทุกคนรับมือกับอาการป่วยได้อย่างเหมาะสม

ไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา ซึ่งมีอยู่หลายชนิด โดยสายพันธุ์หลักที่มักก่อให้เกิดการระบาดในคนคือสายพันธุ์ A และสายพันธุ์ B แม้จะมีอาการคล้ายกันในเบื้องต้น แต่ก็มีจุดที่แตกต่างกันออกไปที่ควรรู้

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และสายพันธุ์ B ต่างกันอย่างไร

แม้จะจัดอยู่ในกลุ่มไข้หวัดใหญ่เหมือนกัน แต่เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และ B มีความแตกต่างกันในหลายแง่มุมที่ส่งผลต่อการระบาดและความรุนแรงของโรค

· ความสามารถในการก่อโรคระบาดใหญ่ (Pandemic)
นี่คือจุดที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และสายพันธุ์ B ต่างกันอย่างไร เพราะเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมได้บ่อยและรวดเร็วกว่า ทำให้สามารถก่อให้เกิดการระบาดใหญ่ (Pandemic) ทั่วโลกได้ เช่น ไข้หวัดใหญ่ 2009 (H1N1) หรือไข้หวัดนก (H5N1) ในขณะที่ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B มักก่อให้เกิดการระบาดเป็นวงจำกัดในแต่ละพื้นที่หรือตามฤดูกาล และไม่ค่อยมีศักยภาพในการก่อโรคระบาดใหญ่ทั่วโลก

· โฮสต์ที่ก่อโรค (Host Range) ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A พบได้ในสัตว์หลายชนิด เช่น นก หมู ม้า และคน การที่เชื้อมีอยู่ในสัตว์หลากหลายชนิดทำให้มีโอกาสกลายพันธุ์และแพร่จากสัตว์สู่คนได้บ่อยครั้งกว่า ส่วนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B มักพบการติดเชื้อในคนเป็นหลัก จึงทำให้ความหลากหลายทางพันธุกรรมและการกลายพันธุ์อยู่ในวงจำกัดมากกว่า

· ความรุนแรงของโรคและอาการ หลายคนอาจจะสงสัยว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และสายพันธุ์ B มีอาการต่างกันอย่างไร โดยทั่วไปแล้ว ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A มักก่อให้เกิดอาการที่รุนแรงกว่า และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ปอดบวม ได้มากกว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง อย่างไรก็ตาม ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B ก็สามารถก่อให้เกิดอาการป่วยรุนแรงได้ในบางราย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก อาจมีอาการอาเจียนหรือท้องเสียร่วมด้วยบ่อยกว่า

· การกระจายตัวของเชื้อในแต่ละฤดูกาล โดยปกติแล้ว ในแต่ละปีจะพบการระบาดของไข้หวัดใหญ่ทั้งสองสายพันธุ์ปะปนกันไป แต่ในบางฤดูกาลอาจพบว่าสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งมีการระบาดเด่นกว่าอีกสายพันธุ์ การเฝ้าระวังและทำความเข้าใจว่า ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และสายพันธุ์ B ต่างกันอย่างไร ในแต่ละช่วงเวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญในการวางแผนควบคุมโรค

· การพัฒนาวัคซีน วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ในปัจจุบันมักครอบคลุมทั้งไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และ B เนื่องจากเป็นสายพันธุ์หลักที่ก่อให้เกิดการป่วยในคน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A มีการกลายพันธุ์บ่อยกว่า นี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมเราจึงต้องฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี เพื่อให้ภูมิคุ้มกันครอบคลุมสายพันธุ์ที่มีแนวโน้มจะระบาดในฤดูกาลนั้นๆ ทำให้เราเข้าใจมากขึ้นว่า ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และสายพันธุ์ B ต่างกันอย่างไร ในมุมมองของการป้องกัน

 ไม่ว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และสายพันธุ์ B ต่างกันอย่างไร สิ่งสำคัญคือการดูแลตัวเองเมื่อป่วย และการป้องกันไม่ให้ติดเชื้อตั้งแต่แรก

Sticky