24 กันยายน 2568 เวลา 10.00 น. นายแพทย์ธีระพงศ์ แก้วภมร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมด้วย นายแพทย์มนต์ชัย วิวัฒนาสิทธิพงศ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ แพทย์หญิงยุจินดา เล็กตระกูล หัวหน้าหน่วยโลหิตวิทยาในเด็กและหน่วยปลูกถ่ายไขกระดูก และนางสาวนุชจรี ไสยสมบัติ รองผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล ร่วมแถลงข่าว โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ประสบความสำเร็จ โดยได้รับการรับรองให้เป็น หน่วยบริการที่รับส่งต่อเฉพาะด้านการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตในเด็กครบวงจรแห่งแรกของกระทรวงสาธารณสุข และได้รับการอนุมัติให้จัดตั้ง กลุ่มงานการพยาบาลการรับบริจาคและปลูกถ่ายอวัยวะและเนื้อเยื่อ ซึ่งถือเป็น 1 ใน 6 โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปของประเทศไทย ที่ผ่านเกณฑ์ประเมินอย่างเป็นทางการ
นายแพทย์ธีระพงษ์ แก้วภมร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติทางเม็ดเลือด รวมไปถึง โรคทางพันธุกรรมและโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งในเม็ดเลือด หรือมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย ซึ่งเป็นโรคเลือดจางเรื้อรังทางกรรมพันธุ์ โดยพบผู้ป่วยกว่า 600,000 คน และในแต่ละปีจะมีเด็กเกิดใหม่ป่วยเป็นโรคนี้ประมาณ 12 คนต่อเด็กเกิดใหม่ทุก ๆ 1,000 คน
การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตเป็นวิธีหนึ่งในการรักษาโรคเลือด หรือโรคทางโลหิตวิทยา ซึ่งโรคที่มีการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตแล้วหายขาด ได้แก่ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวทั้งเฉียบพลันและเรื้อรัง โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งไขกระดูกชนิด multiple myeloma โรคซีดพันธุกรรมธาลัสซีเมีย โรคไขกระดูกฝ่อ และโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิด
เดิมการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตทำได้เฉพาะโรงพยาบาลในกรุงเทพมหานครและโรงเรียนแพทย์ ทำให้ผู้ป่วยไม่สะดวกในการติดตามดูแลรักษาเป็นเหตุให้หมดโอกาสที่จะปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต กระทรวงสาธารณสุข ได้เล็งเห็นความทุกข์ยากของประชาชนในเรื่องนี้จึงมีนโยบายให้ประชาชนทั่วทุกภูมิภาคสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้สะดวก รวดเร็วและทั่วถึง จึงให้มีการวางแผนดำเนินงานเพื่อการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตให้กับประชาชนที่ขาดโอกาสในเขตภูมิภาค เพื่อที่ประชาชนจะได้ไม่ต้องยากลำบากในการเดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร หรือใช้บริการในโรงเรียนแพทย์ต่างๆ
นายแพทย์มนต์ชัย วิวัฒนาสิทธิพงศ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี กล่าวถึงความสำเร็จของการรักษาผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดจากผู้บริจาคที่เป็นพี่น้อง (Allogeneic Hematopoietic Stem Cell Transplantation) ว่า โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ เป็นโรงพยาบาลนำร่องด้านการปลูกถ่ายอวัยวะและเซลล์ต้นกำเนิด ดำเนินงานจัดตั้งหน่วยปลูกถ่ายไขกระดูกตั้งแต่ปี 2554 และในปี 2556 สามารถปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตในผู้ป่วยเด็กจากตัวเองในโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้สำเร็จเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง ในปี พ.ศ. 2558 สามารถรักษาโดยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากผู้บริจาคที่เป็นพี่น้องในโรคธาลัสซีเมีย โดยใช้งบประมาณจากโครงการของโรงพยาบาล
ในที่สุดเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ได้ผ่านการขึ้นทะเบียนเป็น หน่วยบริการรับส่งต่อเฉพาะด้านปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตชนิด Allogeneic โดยผู้บริจาคที่เป็นพี่น้องในผู้ป่วยเด็ก นับเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในกระทรวงสาธารณสุข
ปัจจุบันเราดำเนินการการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตทั้งหมด 76 ราย เป็นผู้ป่วยผู้ใหญ่จำนวน 50 รายเป็นชนิดปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจากตัวเองทั้ง 50 ราย ผู้ป่วยเด็กจำนวน 26 ราย (เป็นชนิดปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจากตัวเองจำนวน 8 ราย เป็นการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากผู้บริจาคที่เป็นพี่น้องจำนวน 18 ราย) Success rate เท่ากับ 100เปอร์เซ็นต์ อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี over all เท่ากับ 67.39 เปอร์เซ็นต์ ส่วนในผู้ป่วยเด็กธาลัสซีเมียอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี เท่ากับ 100 เปอร์เซ็นต์
ด้านนางสาวนุชจรี ไสยสมบัติ รองผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล นำเสนอผลการประเมินจากสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้จัดตั้ง กลุ่มงานการพยาบาลการรับบริจาค ปลูกถ่ายอวัยวะและเนื้อเยื่อ ในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ซึ่งเป็น 1 ใน 6 แห่งของประเทศไทย ที่ได้รับการอนุมัติให้ดำเนินงานด้านการปลูกถ่ายอวัยวะ และเนื้อเยื่ออย่างเป็นทางการ
โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์มีประสบการณ์ยาวนานในการดำเนินงานด้านการรับบริจาคและปลูกถ่ายอวัยวะมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 และเป็นสมาชิกศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย เพื่อปลูกถ่ายไตมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 โดยมีการปลูกถ่ายอวัยวะและเนื้อเยื่ออย่างต่อเนื่อง ทั้งไต กระจกตา และไขกระดูก เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 โรงพยาบาลได้รับการประเมินผ่านเกณฑ์ให้จัดตั้งกลุ่มงานการพยาบาลดังกล่าว โดยมีโครงสร้างการดำเนินงานชัดเจน ตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการ คณะกรรมการปลูกถ่ายอวัยวะ หัวหน้าพยาบาล จนถึงทีมพยาบาลและบุคลากรเฉพาะทางที่มีความพร้อมครบถ้วน ดังนี้ พยาบาลวิชาชีพเฉพาะด้าน 25 คน พนักงานผู้ช่วยเหลือคนไข้ 8 คน เจ้าหน้าที่ธุรการประจำศูนย์รับบริจาคอวัยวะ 1 คน มีการจัดตั้งหน่วยบริการครบวงจร ได้แก่ คลินิกปลูกถ่ายอวัยวะ (ไต/ตับ), ศูนย์รับบริจาคอวัยวะและเนื้อเยื่อ, ICU Organ Transplant, ICU Bone Marrow Transplantation ข้อมูลที่ผ่านมามีผู้บริจาคอวัยวะสะสม มากกว่า 500 ราย ปฏิบัติการร่วมกับ Regional Harvesting Team เขตสุขภาพที่ 10 เฉลี่ยปีละ 2 ครั้ง นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังได้พัฒนา ทีมปลูกถ่ายตับ และทำบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2568 เพื่อยกระดับการรักษาและการวิจัย