f แชร์

รพ.สรรพสิทธิประสงค์ โชว์ศักยภาพเปลี่ยนตับสำเร็จ

วันที่ 16 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. ที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี มีการจัดงานแถลงข่าวความสำเร็จการผ่าตัดปลูกถ่ายตับ (Liver Transplantation) สำเร็จเป็นรายแรกของโรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข นับเป็นก้าวสำคัญของระบบสาธารณสุขไทยในการยกระดับการรักษาโรคซับซ้อนในภูมิภาค

ในการนี้ นายแพทย์สมฤทษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายแพทย์ธิติ แสวงธรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข, ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช, แพทย์หญิงกันตินันท์ มหาสุวีระชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ และทีมแพทย์เจ้าของเคส ร่วมแถลงข่าว ท่ามกลางผู้บริหาร บุคลากรทางการแพทย์ เขตสุขภาพที่ 10 เข้าร่วมรับฟังอย่างคับคั่ง พร้อมกันนี้ได้มีการเปิดศูนย์ความเป็นเลิศด้านการผ่าตัดปลูกถ่ายตับอีกด้วย

โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ได้มีการพัฒนางานปลูกถ่ายอวัยวะอย่างต่อเนื่อง สามารถปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคที่มีชีวิตสำเร็จเป็นรายแรกในวันที่ 24 มิถุนายน 2540 โดยการสนับสนุนจากนายแพทย์นภา สิงห์คุณา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลในขณะนั้น และมีการริเริ่มงานรับบริจาคอวัยวะในผู้ป่วยสมองตาย ในปี พ.ศ. 2544 สามารถปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคอวัยวะสมองตายสำเร็จรายแรกในปี พ.ศ.2550 ปัจจุบันมีจำนวนผู้ป่วยปลูกถ่ายไตสะสม 245 ราย อัตรารอดของไตที่ปลูกถ่ายเทียบเท่าโรงเรียนแพทย์ชั้นนำ โดยมีการพัฒนาปลูกถ่ายอวัยวะและเนื้อเยื่ออย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การปลูกถ่ายไขกระดูก ปลูกถ่ายกระดูก และปลูกถ่ายกระจกตา เป็นต้น

การบริการปลูกถ่ายอวัยวะและเนื้อเยื่อที่มีมาตรฐาน ด้วยความร่วมมือจากสหวิชาชีพ ทีมศัลยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการปลูกถ่ายอวัยวะ ทีมอายุรแพทย์ในสาขาที่เกี่ยวข้องดูแลและติดตามผู้ป่วยก่อนและหลังการปลูกถ่ายอวัยวะ ทีมวิสัญญีแพทย์ที่ให้การดูแลผู้ป่วยระหว่างผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะ พยาบาลหอผู้ป่วยวิกฤต พยาบาลห้องผ่าตัด ทีมเภสัชกรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านยากดภูมิ ทีมนักโภชนาการ นักสังคมสงเคราะห์ และที่สำคัญที่สุด คือ ทีมพยาบาลประสานงาน เพราะเป็นผู้ที่เชื่อมโยงกระบวนการต่างๆระหว่างผู้ป่วยและทีมแพทย์ให้ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะได้อย่างเหมาะสม ปลอดภัย
.
ในเดือนกันยายน 2568 โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ได้รับการประเมินผ่านเกณฑ์ให้จัดตั้งกลุ่มงานการพยาบาลการรับบริจาค ปลูกถ่ายอวัยวะและเนื้อเยื่อในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ซึ่งเป็น 1 ใน 6 แห่งของประเทศไทย โดยมีโครงสร้างการดำเนินงานชัดเจน มีทีมบุคลากรเฉพาะทางที่มีความพร้อมครบถ้วน มีการจัดตั้งหน่วยบริการครบวงจร ได้แก่ คลินิกปลูกถ่ายอวัยวะไต/ตับ ,ศูนย์รับบริจาคอวัยวะและเนื้อเยื่อ, ICU Organ Transplantation, ICU Bone Marrow Transplantation
.
โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบงานปลูกถ่ายอวัยวะเพื่อมุ่งสู่ “ศูนย์ความเป็นเลิศด้าน Hepatobiliary & Liver Transplantation” โดยบูรณาการและลงนามความร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล วันที่ 24 เมษายน 2566 เพื่อร่วมพัฒนาการผ่าตัด ดูแลรักษาผู้ป่วยปลูกถ่ายตับอย่างเป็นระบบ ตามมาตรฐานสากล ทั้งด้านการบริการรักษา วินิจฉัย ช่วยให้เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่จำเป็นได้อย่างสะดวก ใกล้บ้าน ลดความเหลื่อมล้ำ ลดภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ประชาชนสามารถเข้าถึงการรักษาด้วยการปลูกถ่ายตับที่ได้มาตรฐานเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลให้เกิดความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในวันนี้ของโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์และเขตสุขภาพที่ 10 ในการผ่าตัด Liver Transplantation สำเร็จเป็นรายแรกของโรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 

ซึ่งผู้ป่วยรายนี้เป็นหญิงไทยอายุ 53 ปีภูมิลำเนาจังหวัดอุบลราชธานี มาด้วยอาการปวดจุกแน่นท้อง ตัวเหลือง ตาเหลือง วินิจฉัย เป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังเนื่องจากภูมิคุ้มกันผิดปกติ (Autoimmune Hepatitis) และโรคตับระยะสุดท้าย ขึ้นทะเบียนปลูกถ่ายตับ วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เข้ารับการปลูกถ่ายตับในวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2569 ระยะเวลารอคอยปลูกถ่ายตับ 3 เดือน สามารถจำหน่ายกลับบ้านโดยแพทย์อนุญาตในวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ.2569 ระยะเวลานอนโรงพยาบาล 14 วัน โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนในการผ่าตัด

ผู้ป่วยโรคตับระยะสุดท้ายส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ยน้อยกว่า 1 ปี การปลูกถ่ายตับสามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงมีชีวิตที่ยืนยาวมากขึ้น โดยอัตราการรอดชีวิตในระยะ 1-3 ปี เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 80-90 และร้อยละ 75 มีอายุยืนต่อไปอีก 5 ปี ปัจจุบันมีผู้ป่วยที่ลงทะเบียนรอรับการปลูกถ่ายตับกับศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย 438 ราย ซึ่งโรงพยาบาลที่สามารถปลูกถ่ายตับได้มีเฉพาะโรงเรียนแพทย์ และโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในกรุงเทพมหานคร โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ในฐานะโรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่ในเขตสุขภาพที่ 10  จึงมีการพัฒนาศักยภาพการให้บริการทางการแพทย์ขั้นสูงตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะการปลูกถ่ายอวัยวะ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่จำเป็นได้ใกล้บ้าน ลดความเหลื่อมล้ำ ลดภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 

ความสำเร็จในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่การขยายบริการปลูกถ่ายตับและอวัยวะอื่น ๆ ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนคนไทยทุกคน

Sticky