สภาพลเมืองอุบลราชธานีเปิดเวทีระดมความคิดเห็นจากภาครัฐ ภาควิชาการ ช่างเทียน ผู้ประกอบการ สื่อมวลชน และประชาชน ร่วมทบทวนจุดแข็ง–จุดอ่อนของงานแห่เทียนพรรษา พร้อมเสนอให้ยกระดับจาก “งานประจำปี” เป็นเทศกาลที่คนอุบลฯ มีส่วนร่วมตลอดทั้งกระบวนการ และวางรากฐานอย่างเป็นระบบเพื่อมุ่งสู่การเป็นมรดกวัฒนธรรมระดับโลก

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่ลานกิจกรรม ชั้น 3 ห้างสุนีย์ จังหวัดอุบลราชธานี สภาพลเมืองอุบลราชธานีจัดเวที “ถอดบทเรียนแห่เทียน การออกแบบเทศกาลของคนอุบลฯ สู่วัฒนธรรมมรดกโลก” เปิดพื้นที่ให้ตัวแทนจากหลากหลายภาคส่วนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดงานประเพณีแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี ทั้งด้านคุณค่าทางศาสนา วัฒนธรรม การบริหารจัดการเมือง การท่องเที่ยว และการมีส่วนร่วมของประชาชน

งานแห่เทียนต้องเป็นเรื่องของคนอุบลฯ ทุกคน

ผู้ดำเนินรายการเปิดประเด็นว่า งานแห่เทียนพรรษาไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว หรือภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ร่วมของคนอุบลราชธานี

การจัดเวทีครั้งนี้จึงไม่ได้มุ่งเพียงสรุปว่างานปีที่ผ่านมา “สำเร็จหรือไม่สำเร็จ” แต่ต้องการชวนทุกฝ่ายมองให้ลึกลงไปว่า งานแห่เทียนกำลังเดินไปในทิศทางใด คนในพื้นที่ได้รับประโยชน์และมีบทบาทมากน้อยเพียงใด รวมถึงจะออกแบบงานอย่างไรให้คุณค่าดั้งเดิมสามารถอยู่ร่วมกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมได้

ต้องมีพื้นที่กลางและกลไกทำงานต่อเนื่อง

ตัวแทนสภาพลเมืองอุบลราชธานีกล่าวถึงความสำคัญของการมี “พื้นที่กลาง” ที่เปิดให้ภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน วัด ช่างเทียน เยาวชน นักวิชาการ และประชาชน ได้ร่วมกันกำหนดอนาคตของเทศกาล

ที่ผ่านมา การจัดงานมักดำเนินไปตามรอบปี เมื่อเสร็จงานแล้วข้อเสนอ ปัญหา และบทเรียนต่าง ๆ อาจไม่ได้ถูกนำมารวบรวมเป็นฐานข้อมูลอย่างเป็นระบบ จึงควรมีกลไกถอดบทเรียนหลังงานทุกปี พร้อมกำหนดหน่วยงานหรือคณะทำงานที่รับผิดชอบนำข้อเสนอไปสู่การปฏิบัติจริง

การพัฒนาเทศกาลจึงต้องไม่เริ่มต้นใหม่ทุกปี แต่ควรมีแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวที่ทุกฝ่ายมองเห็นทิศทางร่วมกัน

มรดกโลกไม่ใช่แค่ชื่อเสียง แต่คือระบบดูแลวัฒนธรรม

ผู้ร่วมเวทีจากภาควิชาการให้ความเห็นว่า การมุ่งสู่วัฒนธรรมมรดกโลกไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “จะยื่นขึ้นทะเบียนเมื่อใด” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจคุณค่าและตัวตนของประเพณีแห่เทียนอย่างรอบด้าน

สิ่งที่ต้องดำเนินการประกอบด้วยการจัดเก็บองค์ความรู้ ประวัติศาสตร์ ความเชื่อ กระบวนการทำต้นเทียน รูปแบบงานช่าง ภูมิปัญญาของแต่ละชุมชน ตลอดจนบทบาทของวัดและประชาชน เพื่อแสดงให้เห็นว่าประเพณีดังกล่าวมีการสืบทอดและยังมีชีวิตอยู่ในสังคมปัจจุบัน

นอกจากนี้ ต้องมีหลักฐานว่าคนในชุมชนเป็นเจ้าของวัฒนธรรมอย่างแท้จริง มีส่วนร่วมตัดสินใจ และได้รับประโยชน์จากการพัฒนา ไม่ใช่ถูกลดบทบาทเหลือเพียงผู้ร่วมขบวนหรือผู้ชมงาน

ต้องดูแล “คนทำเทียน” ไม่ใช่มองเฉพาะต้นเทียน

มุมมองจากผู้เกี่ยวข้องกับการทำต้นเทียนสะท้อนว่า เบื้องหลังต้นเทียนแต่ละต้นมีทั้งพระสงฆ์ ช่างฝีมือ ลูกมือ เยาวชน และประชาชนในชุมชนที่ร่วมแรงร่วมใจกันเป็นเวลานาน แต่การสนับสนุนหลายด้านอาจยังไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง

ข้อเสนอสำคัญคือควรมีระบบสนับสนุนช่างและชุมชนอย่างต่อเนื่อง ไม่จำกัดเฉพาะช่วงใกล้วันงาน รวมถึงเปิดพื้นที่ถ่ายทอดทักษะจากช่างรุ่นเก่าสู่คนรุ่นใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้องค์ความรู้สูญหาย

ผู้ร่วมเวทียังเสนอให้เห็นคุณค่าของกระบวนการทำต้นเทียนมากกว่าการตัดสินผลประกวด เพราะความงดงามของประเพณีไม่ได้อยู่เพียงต้นเทียนที่เสร็จสมบูรณ์ แต่อยู่ในความร่วมมือ ความศรัทธา และการเรียนรู้ของคนในชุมชนตลอดหลายเดือนก่อนถึงวันแห่

กระจายกิจกรรมและรายได้ออกจากพื้นที่ขบวนแห่

ตัวแทนภาคการท่องเที่ยวและผู้ประกอบการเสนอว่า งานแห่เทียนสามารถสร้างรายได้ให้เมืองได้มากกว่าช่วงวันแห่ หากออกแบบกิจกรรมให้เชื่อมโยงกับชุมชนทำเทียน ย่านเมืองเก่า อาหารพื้นถิ่น งานหัตถกรรม และแหล่งท่องเที่ยวโดยรอบ

ควรพัฒนาเส้นทางให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปเรียนรู้การทำเทียน พบช่างและคนในชุมชน รวมทั้งมีกิจกรรมก่อนและหลังวันแห่ เพื่อยืดระยะเวลาการเดินทางและกระจายรายได้ไปยังผู้ประกอบการรายย่อย

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต้องดำเนินควบคู่กับการบริหารจัดการพื้นที่ การจราจร ห้องน้ำ ขยะ ความปลอดภัย การให้ข้อมูล และการเดินทางเชื่อมต่อ เพื่อให้ทั้งนักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่ได้รับประสบการณ์ที่ดี

จากการจัดกิจกรรมสู่การสร้างประสบการณ์ของเมือง

ผู้ร่วมเวทีด้านการออกแบบเทศกาลมองว่า งานแห่เทียนไม่ควรมีเพียงขบวนแห่เป็นศูนย์กลาง แต่ควรออกแบบประสบการณ์ทั้งเมือง ตั้งแต่ก่อนนักท่องเที่ยวเดินทางมาถึง ระหว่างอยู่ในพื้นที่ จนถึงหลังจบงาน

องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ ระบบข้อมูลและป้ายบอกทาง จุดชมขบวน การเล่าเรื่องต้นเทียน การเชื่อมกิจกรรมในชุมชน ตารางกิจกรรมที่เข้าใจง่าย การเดินทางสาธารณะ และพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุ เด็ก และคนพิการ

การออกแบบที่ดีต้องเริ่มจากการเข้าใจผู้ใช้งานหลายกลุ่ม ไม่ใช่เน้นเพียงความสวยงามของสถานที่หรือเวที แต่ต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงงานได้สะดวก รู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง และสามารถเข้าใจคุณค่าของประเพณีได้มากขึ้น

ต้องเล่าเรื่องให้มากกว่าภาพขบวนแห่

ผู้แทนสื่อและประชาชนสะท้อนว่า การประชาสัมพันธ์งานส่วนใหญ่ยังเน้นภาพต้นเทียน ความยิ่งใหญ่ของขบวน และจำนวนผู้เข้าชม ขณะที่เรื่องราวของช่าง วัด ชุมชน ความเชื่อ และกระบวนการสร้างงานยังได้รับการนำเสนอไม่มากเท่าที่ควร

จึงเสนอให้จัดทำฐานข้อมูลกลางที่สื่อ นักท่องเที่ยว โรงเรียน และประชาชนสามารถนำไปใช้ได้ เช่น ประวัติต้นเทียนแต่ละคุ้มวัด เรื่องราวของช่าง ความหมายของลวดลาย แผนที่ชุมชนทำเทียน ตลอดจนภาพถ่ายและวิดีโอเก่าที่แสดงพัฒนาการของงานในแต่ละยุค

การสื่อสารควรทำตลอดทั้งปีและใช้ภาษาที่เข้าถึงคนหลายรุ่น เพื่อให้เยาวชนรู้สึกว่างานแห่เทียนเป็นมรดกที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเอง ไม่ใช่เรื่องของคนรุ่นก่อนเท่านั้น

ลดความซ้ำซ้อน เปิดรับฟัง และคืนงานให้คนเมือง

ประชาชนที่เข้าร่วมเวทีเสนอให้หน่วยงานผู้จัดเปิดเผยแผนงาน กำหนดการ และช่องทางประสานงานให้ชัดเจนตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเปิดโอกาสให้ชุมชนหรือภาคเอกชนสามารถวางแผนกิจกรรมร่วมกันได้

อีกข้อเสนอคือควรมีช่องทางรับฟังความคิดเห็นทั้งก่อนและหลังการจัดงาน โดยเฉพาะจากประชาชนที่อาศัยอยู่ตามเส้นทางขบวน ผู้ค้า ผู้ให้บริการขนส่ง นักท่องเที่ยว และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดถนน

เวทียังสะท้อนความต้องการให้คนอุบลฯ มีบทบาทเป็นเจ้าภาพอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงรอรับคำสั่งหรือเข้าร่วมกิจกรรมที่ถูกกำหนดไว้แล้ว

ข้อเสนอร่วม 7 ด้าน ยกระดับงานแห่เทียนอย่างยั่งยืน

จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สามารถสรุปข้อเสนอสำคัญได้ 7 ด้าน ได้แก่

  1. จัดตั้งกลไกหรือคณะทำงานเทศกาลที่มีตัวแทนจากทุกภาคส่วนและทำงานตลอดทั้งปี
  2. จัดทำแผนแม่บทงานแห่เทียนระยะยาว พร้อมเป้าหมายและผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน
  3. รวบรวมองค์ความรู้ ประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญาช่าง และข้อมูลชุมชนอย่างเป็นระบบ
  4. สนับสนุนช่างเทียน วัด และชุมชน รวมถึงสร้างช่างรุ่นใหม่เพื่อสืบทอดงาน
  5. กระจายกิจกรรมและรายได้ไปสู่ชุมชน ย่านเมืองเก่า และผู้ประกอบการรายย่อย
  6. ยกระดับการบริหารจัดการเมือง ทั้งการเดินทาง ความปลอดภัย ขยะ ห้องน้ำ และการเข้าถึงของทุกคน
  7. เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่การออกแบบ ตัดสินใจ ดำเนินงาน และประเมินผล

เป้าหมายมรดกโลกต้องเริ่มจากการทำให้วัฒนธรรมแข็งแรงในบ้านเกิด

บทสรุปของเวทีชี้ว่า การก้าวไปสู่การเป็นวัฒนธรรมมรดกโลกไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานรัฐเพียงฝ่ายเดียว และไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยการจัดงานให้ยิ่งใหญ่ขึ้นเพียงปีใดปีหนึ่ง

หัวใจสำคัญคือการทำให้ประเพณีแห่เทียนยังคงมีความหมายต่อคนในพื้นที่ มีผู้สืบทอด มีระบบจัดเก็บองค์ความรู้ มีการบริหารจัดการที่ต่อเนื่อง และเปิดโอกาสให้คนอุบลราชธานีทุกกลุ่มร่วมเป็นเจ้าของ

เมื่อฐานวัฒนธรรมในท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง การได้รับการยอมรับในระดับประเทศหรือระดับโลกจึงจะเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน